สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 249 เนี่ยชิงมาหา

        ทุกคนต่างชะงักไปทันทีแล้วมองไปยังท่อนไม้อย่างมึนงง

 

        ตู้โซ่วโซ่วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก“ของชิ้นนี้วิเศษจริง ๆ หากอนาคตเสี่ยวชีเต้าเกิดแต่งงานกับหญิงสาวที่เหมือนกู่เชียนเยว่ละก็เสี่ยวชีเต้าก็ไม่ต้องกลัวถูกอัดแล้ว”

 

        กู่เชียนเยว่เขม่นหน้าตู้โซ่วโซ่วทันใดนั้น ตู้โซ่วโซ่วก็หดตัวแล้วเปลี่ยนท่าทางทันที “แต่เจ้างดงามอย่างกับอะไรดีความงดงามชนะทุกสิ่ง ไม่ว่าจะนิสัยอย่างไรก็แพ้ความงามอยู่ดี”

 

        กู่เชียนเยว่แค่นเสียง “เหอะ...เหอะ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดพลางยิ้ม “ข้าวเกรียบ ผลไม้เชื่อมเนื้อแดดเดียว...”

 

        กู่เชียนเยว่เบิกตาโตมากขึ้นเรื่อย ๆ“ได้ หากเจ้าซื้อมาทั้งหมดนั่น ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะร่า “ซื้อทั้งหมดเลย ๆเจ้าจะให้ข้าซื้อร้านมาเลยก็ยังได้”

 

        อันเจิงกลอกตา “จู่ ๆก็รู้สึกไม่อยากให้เจ้าดูแลเงินแทนข้าแล้ว”

 

        “ยุติธรรมหน่อยได้หรือไม่?” ตู้โซ่วโซ่วโอดครวญ

 

        อันเจิงหัวเราะ “ซื้อมาเผื่อด้วยก็แล้วกัน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วรีบพยักหน้า“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!”

 

        อันเจิงชี้ไปยังชวีหลิวซี “เผื่อนางนะ!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแห้ง ๆ

 

        ผู้เฒ่าฮั่วมองพวกเขาแล้วส่ายหน้า“เด็กอายุน้อยอย่างพวกเจ้านี่นะ...”

 

        “จริงด้วยผู้เฒ่าฮั่ว แล้วเสี่ยวชีเต้าไปไหน?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ผู้เฒ่าฮั่วตบหัวตัวเอง “จริงสิข้าลืมเรื่องสำคัญไปเลย ตราพิฆาตนักรบเป็นของธาตุไม้ พวกเจ้าลองไปหาตามต้นไม้ในบ้านดูสิ”

 

        เขายังไม่ทันพูดจบแม่นางเยว่ก็เดินเข้ามาพร้อมเสี่ยวชีเต้า “คือ...เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมจู่ ๆเสี่ยวชีเต้าถึงโผล่เข้ามาอยู่ในห้องของข้าล่ะ?”

 

        “น่าแปลกจริง”

 

        หลังจากลังเลครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าฮั่วจึงพูดต่อ“หรืออาจเพราะในสมองของเสี่ยวชีเต้าคิดถึงมารดาของเขาฉะนั้นตราพิฆาตนักรบจึงส่งเขาไปหานาง”

 

        เขาเล่าเรื่องของตราพิฆาตนักรบให้แม่นางเยว่ฟังหนึ่งรอบจากนั้นสีหน้าของแม่นางเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที “ไม่ได้ ๆ ของชิ้นนี้มีค่ามากเกินไปเป็นถึงของวิเศษระดับสีม่วง จะมอบให้เสี่ยวชีเต้าไม่ได้นะ อันเจิง...ตอนนี้เจ้าต้องการของแบบนี้ฉะนั้นเจ้าต้องเก็บไว้เองจึงจะถูก”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ของเล่นนี้ข้ามอบให้เขาแล้วข้าจะเอาคืนได้อย่างไรกัน”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “ดูพวกเจ้าสิข้ามีความรู้สึกเหมือนตัวเองมีชีวิตอยู่อีกโลกหนึ่งเลยด้วยซ้ำนั่นเป็นถึงของวิเศษระดับสีม่วงเชียวนะพวกเจ้ากลับไม่มีความโลภและอยากครอบครองมันเลยแม้แต่น้อยหากของชิ้นนี้อยู่ข้างนอกละก็ มันอาจทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ได้เชียวพวกเจ้าเชื่อหรือไม่? อย่าว่าแต่แคว้นเยี่ยนเลย ต่อให้จะเป็นจักรวรรดิต้าซีก็ตามหากคนอื่นรู้เรื่องนี้ เพียงไม่นานต้องมียอดฝีมือจำนวนมากปรากฏตัวแน่”

 

        “ของวิเศษระดับสีม่วงก็ไม่นับว่าสุดยอดอะไรอีกหน่อยข้าจะหามาให้พวกเจ้าพกติดตัวทุกคนเลย”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วกลอกตา “ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วโชคของเจ้าดีจนข้าไม่รู้จะพูดหรืออธิบายอย่างไร ตอนนี้เสี่ยวชีเต้าตีตราความเป็นเจ้าของลงบนตราพิฆาตนักรบแล้วนอกเสียจากเสี่ยวชีเต้าจะเป็นอะไรไป อย่างไรมันก็ต้องเป็นของของเขา แม่นางเยว่ ท่านให้เสี่ยวชีเต้าเก็บไว้เถอะข้าจะบอกการใช้งานของมันต่อละกัน...สิ่งสำคัญก็คือการเปลี่ยนตำแหน่งฉะนั้นมันถึงมีชื่อว่าตีไม่ตาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของตราพิฆาตนักรบก็เป็นเพียงพื้นฐานความสามารถของมันเท่านั้นหากมันสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้อย่างเดียว มันก็คงไม่ใช่ของวิเศษระดับสีม่วงหรอก”

 

        “เมื่อเสี่ยวชีเต้ามีพลังในขอบเขตกิเลสมารแล้วเขาจะสามารถใช้พลังที่ตราพิฆาตนักรบมีได้อย่างเต็มที่ ของชิ้นนี้ถือว่าเป็นธาตุไม้ฉะนั้นมันสามารถเปลี่ยนต้นไม้ หรือท่อนไม้ที่อยู่รอบ ๆ มาแทนตัวเขาในเวลาที่ถูกโจมตีและหากเสี่ยวชีเต้ามีพลังในขอบเขตจุลภาคแล้วละก็ มันจะสามารถเปิดช่องว่างของตราพิฆาตนักรบได้ของชิ้นนี้สามารถจัดเก็บสิ่งของที่เกี่ยวกับธาตุไม้ หากอยู่ในป่าลึก ต้นไม้ทุกต้นก็จะเป็นที่ซ่อนตัวของเขา”

 

        ดวงตาทั้งสองข้างของแม่นางเยว่แดงก่ำแล้วนางก็หันไปพูดกับเสี่ยวชีเต้า “คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ แล้วขอบคุณพี่อันเจิง”

 

        เสี่ยวชีเต้าคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง“ขอบคุณพี่อันเจิง”

 

        อันเจิงรีบก้มตัวลงไปประคองเสี่ยวชีเต้าขึ้นมา“อย่าฟังมารดาเจ้าไปซะทุกอย่าง พวกเราคือครอบครัวเดียวกันฉะนั้นไม่จำเป็นต้องคุกเข่าหรอกเข้าใจหรือไม่? แค่เจ้ารับไปแล้วเอ่ยขอบคุณ พี่อันเจิงก็พอใจแล้ว”

 

        เสี่ยวชีเต้าขานรับจากนั้นก็ยิ้มอย่างเบิกบาน

 

        “ช่วงนี้ทุกคนต้องระวังมากขึ้นหน่อยนะเพราะเรื่องของตระกูลเกายังต้องวุ่นวายไปอีกสักพักอีกทั้งผู้คนที่โลภมากอยากได้ของของตระกูลเกา อาจมาหาเรื่องพวกเราก็ได้ถึงแม้ตอนข้าเดินออกมา ทุกคนจะเห็นแล้วว่าข้าไม่ได้นำอะไรออกมาด้วย แต่ก็อาจมีคนไม่เชื่ออย่างสนิทใจฉะนั้นช่วงนี้ทุกคนต้องระวังตัวให้มาก แล้วใช้เวลาอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์เพื่อฝึกพลังวัตรจะดีกว่าโดยเฉพาะเสี่ยวชีเต้า ข้ามักจะรู้สึกว่าอาจเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้น”

 

        แม่นางเยว่พยักหน้ารับ “เจ้าวางใจเถอะอีกประเดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวชีเต้าเข้าไปฝึกพลังวัตรในตราประทับท้าทายสวรรค์”

 

        “งั้นก็ทำตามนี้ละกันข้าจะต้องเปลี่ยนชุดก่อน แล้วไปสำนักวรยุทธ์ชาง”

 

        “จริงด้วย”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วพูดขึ้น “ช่วงนี้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเรามีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีแขกจากเจียงหูมาขอเข้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จำนวนไม่น้อยเพราะชื่อเสียงของเจ้าโด่งดังในเรื่องคุณธรรม ฉะนั้นคนที่มาก็ล้วนเป็นคนที่มีคุณธรรมเช่นกันตอนที่เจ้าไม่อยู่ ข้าก็คอยเป็นธุระและรับคนเพิ่มเข้ามาไม่น้อย อีกหน่อยคนพวกนี้จะเป็นกำลังสำคัญของสำนักเราฉะนั้นเจ้าควรไปพบพวกเขาสักหน่อย”

 

        อันเจิงพยักหน้า “หลังจากข้ากลับจากสำนักวรยุทธ์ชางแล้วตกดึกก็จัดเตรียมเหล้าแล้วให้ทุกคนมาดื่มด้วยกัน”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วขานรับ

 

        อันเจิงมองไปยังตู้โซ่วโซ่ว “โซ่วโซ่วเจ้าไปพบพวกเขาก่อนก็แล้วกัน จากนั้นก็ทำความรู้จักกับทุกคน อีกอย่าง...ต่อไปเราจะให้คนอื่นมาแอบจับตามองเราไม่ได้แล้วจัดเตรียมยอดฝีมือไปเฝ้าระวังอยู่รอบ ๆ หากใครกล้ามาแอบดูอีกจับกลับมาอัดแล้วค่อยปล่อยไป หากอัดแล้วยังกลับมาอีก อย่างนั้นก็หักแขนหักขาไปเลยนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บนถนนที่อยู่ในรัศมีที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ดูแลให้ปักธงของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไว้ หากใครกล้ารังแกคนที่อยู่ในรัศมีนี้อัดอย่างเดียว ไม่ต้องสนว่าเป็นใคร”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้าเบา ๆ“เราควรทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว นับตั้งแต่ตอนที่เราเพิ่งเข้ามาในเมืองฟางกู้ รอบด้านก็มีคนมาแอบดูพวกเราไม่ขาดสายคนพวกนั้นทำเหมือนที่นี่เป็นตลาดสดไปแล้ว นึกอยากมาก็มา นึกอยากไปก็ไป”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “สำหรับคนที่เข้ามาใหม่...ด้านพลังวัตรสามารถทดสอบกันได้แต่นิสัยของคนไม่อาจทดสอบกันได้ง่าย ๆ มีเพียงระยะเวลาเท่านั้นที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าใครเป็นอย่างไรฉะนั้นทุกคนต้องระวังตัวไว้ให้ดี หากใครที่ซื่อตรงกับข้า ข้าก็จะซื่อตรงกับคนนั้นอีกอย่างก็คือกฎของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเรา มีข้อหนึ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้คนที่เข้ามาใหม่ หากใครมีความสามารถและมีคุณธรรม อยากมีชีวิตที่ดีก็ไม่ใช่ปัญหา หากอยากมีเงินใช้เป็นว่าเล่น สำนักของเราก็สามารถให้เงินใช้ตามใจชอบหากอยากเป็นวีรบุรุษช่วยคนก็ยิ่งดี นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่เพียงแค่เฝ้าเขตพื้นที่ของเราเท่านั้นแต่ยังต้องเดินออกไปนอกเขตด้วย หากต้องวุ่นวายเพราะทำความดีก็ไม่ต้องกลัวข้าจะจัดการเอง อย่างมากพวกเราสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ออกไปสู้ด้วยกันแต่กฎข้อนี้จะเปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตอบรับ “ให้ข้ารับผิดชอบเองทุกคนต่างรู้กฎพวกนี้ดี ส่วนคนที่ทำเรื่องชั่วมาก่อนก็อาจไม่กล้ามา มีใครไม่รู้บ้างว่าอันเจิงเกลียดเรื่องชั่วยิ่งกว่าอะไรดีตอนนี้ยังมีใครกล้าทำเรื่องบังอาจอีก”

 

        อันเจิงพยักหน้า “อย่างนั้นข้าไปสำนักวรยุทธ์ชางก่อนล่ะตอนนี้มีเรื่องวุ่นวายมาก เจ้าไม่ต้องตามข้าแล้ว”

 

        หลังจากจัดแจงเสร็จ อันเจิงก็เดินออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปยังสำนักวรยุทธ์ชางเขามักจะรู้สึกว่ามีใครแอบดูตัวเองอยู่จากที่ลับ ดวงตาคู่นั้นเย็นยะเยือกอย่างที่สุดอันเจิงมองหาอยู่หลายครั้ง แต่กลับหาไม่เจอว่าดวงตาที่จ้องมานั้นมาจากไหนด้วยประสบการณ์ที่มี อันเจิงรู้ว่าตัวเองต้องไม่ได้รู้สึกผิดไปแน่นอนนั่นเป็นความรู้สึกเมื่ออยู่ต่อหน้าอันตราย ประสบการณ์เช่นนี้คาดว่าในใต้หล้าคงไม่มีใครจะผ่านมามากกว่าอันเจิงแล้ว ตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเขาผ่านเรื่องราวมามากจริง ๆ

 

        แต่หลังจากถึงสำนักวรยุทธ์ชางแล้วความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองก็หายไป

 

        ในใจอันเจิงคิดว่าอาจเพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งฆ่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเกาฉะนั้นการจะมีคนมาแอบดูตัวเองก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหลังจากมาถึงสำนักวรยุทธ์ชางแล้ว เขาก็เห็นฉางฮวันและฮวาถางถางที่ดูเหมือนผิดหวังและยังบาดเจ็บฉะนั้นเรื่องที่ถูกจับตามองจึงต้องเก็บไว้ก่อน

 

        สำนักวรยุทธ์ชางเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก

 

        ต่อให้สถานการณ์ในหน่วยทหารจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วต่อให้สำนักวรยุทธ์ชางจะกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้แต่ก็ไม่มีใครมาสมัครเข้าสำนักวรยุทธ์ชางมากเท่าไหร่ไม่มีใครอยากเข้าสำนักวรยุทธ์ชางในตอนนี้ เพราะทุกคนต่างกลัวว่าจะตกหลุมดำแล้วไม่อาจกลับขึ้นมาได้อีกตลอดกาล

 

        ฮวาถางถางยังคงเงียบดังเดิม นางไม่พูดไม่จากับใครสักคนส่วนฉางฮวันก็มักจะมาเยี่ยมนางอยู่เสมอทว่านางกลับไม่มองฉางฮวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

        “อันเจิง”

 

        ฉางฮวันนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ไม่สมประกอบจากนั้นก็ยื่นเหล้าให้อันเจิง “ต่อไป...เรื่องในสำนักวรยุทธ์ชางก็คงต้องลำบากเจ้าแล้วนะข้ารายงานเรื่องนี้ไปยังหน่วยทหารแล้ว ไม่ว่าหน่วยทหารจะยินยอมหรือไม่วันพรุ่งนี้ข้าก็จะออกจากเมืองฟางกู้แล้ว”

 

        “ท่านจะไปไหน?” อันเจิงถาม

 

        ฉางฮวันมองออกไปยังด้านนอก “ตอนที่ข้าฝึกพลังวัตรในสำนักวรยุทธ์ชางใหม่ๆ เป้าหมายของข้าก็คือการต่อสู้ในสงครามทางแถบชายแดน ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามข้ามักจะรู้สึกว่าที่ของตัวเองคือแถบชายแดน แคว้นเยี่ยนมีเรื่องราวมากมายอีกทั้งยังต้องการข้า ข้าจึงอยากไปปลดปล่อยตัวตนของตัวเองที่นั่นตอนนั้นอาจารย์บังคับให้ข้าอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชาง ความจริงแล้วจุดประสงค์ก็คือให้ข้าช่วยแก้ไขปัญหาเวลาสำนักเจอเรื่องหนักหนา แต่ดูแล้ว...ข้าคงไม่มีความสามารถนั้นอยู่ดี”

 

        เขามองไปยังอันเจิงแวบหนึ่ง“ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ข้ากับเจ้าสำนักซาง ตอนนี้เจ้าคงรู้เกือบหมดแล้วสินะ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า

 

        “ตอนนั้นเจ้าสำนักซางคาดว่าแคว้นเยี่ยนต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แน่นอนฉะนั้นเขาและอาจารย์ถึงทำสัญญาระหว่างกัน เมื่อดูจากภายนอกอาจารย์เป็นคนชั่วที่อยู่ด้านมืด แต่ความจริงแล้วความยากลำบากของอาจารย์มากกว่าเจ้าสำนักซางด้วยซ้ำ เพื่อทำให้ไทเฮาทรงเชื่อมั่นอาจารย์ก็ฝืนใจทำหลายสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ไม่ว่าอย่างไร อาจารย์ก็ยังคงมีเส้นตายของตัวเองเสมอและไม่เคยทำเรื่องชั่วมาก่อนต่อมา หลังจากเจ้าสำนักซางตาย พวกเราคิดว่าแผนการนี้สำเร็จแล้วแต่นึกไม่ถึงเลยว่า...ไทเฮาทรงไม่เคยเห็นการตายของเจ้าสำนักซางอยู่ในสายพระเนตรด้วยซ้ำ”

 

        เขายิ้มแห้ง ๆ“เจ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าขันมากหรือไม่? น่าสงสารหรือไม่? อาจารย์ทั้งสองเตรียมแผนการนี้มานานมากแต่ศัตรูกลับไม่เคยเห็นมันในสายตาเลย นี่ก็คือความแตกต่างของอำนาจศัตรูยิ่งใหญ่มากเกินไป ยิ่งใหญ่จนเกินความคาดหมายของพวกข้าฉะนั้นตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางคงจบลงแล้ว และไม่รู้ว่าจะยืนหยัดขึ้นได้อีกครั้งเมื่อไหร่หรือบางที การที่ข้าออกไปจากที่นี่ตอนนี้ก็คงดีที่สุดแล้ว แต่ข้า...”

 

        เขามองไปยังที่พักของฮวาถางถาง“ข้าไม่มีความหมายสำหรับที่นี่อีกแล้ว ฉะนั้นไปอยู่แถบชายแดนจะดีกว่า หากสนามรบมีข้าฉางฮวันเพิ่มมาหนึ่งคนคาดว่าอาจฆ่าศัตรูได้หลายคนเลยทีเดียว น่าจะมีคุณค่ามากกว่าอยู่ที่นี่”

 

        อันเจิงไม่รู้จะห้ามอย่างไรเพราะเดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนที่เก่งด้านการพูดอยู่แล้ว

 

        ฉางฮวันตบบ่าของอันเจิง“ความจริงข้าชอบเจ้ามากนะ หากพูดถึงด้านนิสัยแล้ว พวกเราสองคนเหมือนกันมากทว่าเจ้าตรงไปตรงมามากกว่าข้า และอยู่กับความเป็นจริงมากกว่า สำนักวรยุทธ์ชางขอมอบให้เจ้าดูแลแล้วนะคาดว่าหลังจากข้าจากไป ตำแหน่งเจ้าสำนักก็คงมอบให้ฮวาถางถางแต่จิตใจนางก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ทั้งหมด...ข้าไม่เคยคิดว่าสำนักวรยุทธ์ชางต้องกลับมารุ่งโรจน์เหมือนเก่าหวังเพียงให้สำนักนี้ดำรงอยู่ต่อไปเท่านั้น หากจะพูดในมุมของเจ้าแล้วความกดดันนี้ก็เหมือนจะมากเกินไปหน่อย”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ข้าคงห้ามท่านไม่ได้โดยเฉพาะนาง...บางทีนางอาจยังไม่ได้ออกมาจากจุดจุดนั้น”

 

        “คนที่ตายไปจะกดทับจิตใจของนางไปตลอดกาลหากข้าอยู่ข้างกายนาง เกรงว่าจะดูไม่เหมาะสมเปล่า ๆ หากวันใดที่ข้าสามารถบุกเข้าแคว้นโยวได้ข้าจะกลับมาเลี้ยงเหล้าเจ้า”

 

        อันเจิงตอบรับ “ท่าน...ระวังตัวด้วย”

 

        ฉางฮวันยิ้ม “วางใจเถอะ ข้าไม่ตายง่าย ๆหรอก หากยังไม่อาจฆ่าศัตรูบนสนามรบจนหนำใจ ข้าไม่มีทางยอมตายหรอก สำนักวรยุทธ์ชางมอบให้เจ้าและ...ฝากเจ้าช่วยดูแลนางแทนข้าด้วย”

 

        ฉางฮวันลุกขึ้น “ข้ากลับไปเก็บของก่อนนะหากมีวาสนาค่อยเจอกันในเจียงหู”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ “เจอกันใหม่ในเจียงหู”

 

        ฉางฮวันหันหลังเดินจากไป เขาไม่ได้หันกลับมาและไม่ได้ลังเลอีก

 

        อันเจิงมองไปยังแผ่นหลังของฉางฮวันจากนั้นก็มองไปยังที่พักของฮวาถางถาง แล้วเหมือนเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง

 

        มนุษย์มักจะคอยกดดันและทำร้ายตัวเองเสมอ

 

        ขณะเดียวกันเนี่ยชิงเดินไปที่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ จากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ “ข้ามาขอพบอันเจิง”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน