ผมติดอยู่ในนครพิศวง

    บทที่ 39 ปีศาจ

    บทที่ 39 ปีศาจ


    ในขณะที่ผมกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับเสี่ยวหงอยู่นั้น ยายหวังก็หายใจโล่งขึ้นมาได้ในที่สุด นางหยิบถุงออกมาใบหนึ่งแล้วโยนของบางอย่างออกมาจากในนั้น ทั้งหมดเป็นลูกปัดสีดำ หากผมมีเวลาได้มองให้ดีก็คงจะจำได้ 


    นั่นก็คือลูกปัดกลม ๆ ที่พวกวิญญาณกินแล้วก็คายออกมาตอนที่ยายหวังขายเกี๊ยวนั่นเอง นางใช้แรงเหยียบลงไปบนลูกปัดเหล่านั้น ได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะ ๆ เหมือนเสียงกรีดร้องของวิญญาณ พลันมีพลังอำมหิตจำนวนมากกระจายออกมาจากลูกปัดเหล่านั้น มันรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ก่อนค่อย ๆ ห่อหุ้มรอบตัวของยายหวังเอาไว้ 


    ในหมอกควันสีดำที่เป็นเหมือนเมฆนั้น ได้ยินเสียงไอเบา ๆ สองสามที ปากก็สวดมนต์พึมพำแล้วก็ได้ยินเสียงสูดหายใจเข้ายาว ๆ หมอกดำเหล่านั้นถูกนางสูดเข้าไปในจมูกจนหมด เห็นใบหน้าของนางดำคล้ำ ตาขาวโพลงริมฝีปากแดงฉาน สองมือเป็นรูปใบมีด สิบนิ้วเป็นขอเกี่ยว กระโจนพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


    ผมได้ยินเสียงลมจากด้านหลังรีบหลบไปทางด้านข้างยายหวัง พุ่งเข้าไปหาเสี่ยวหงตรง ๆ และฟาดเล็บใส่ใบหน้าของเสี่ยวหง เสี่ยวหงหลบไม่ทันได้แต่ยกแขนขึ้นกัน ทั้งสองปะทะกันอย่างจัง ถึงแม้จะเป็นเนื้อหนัง แต่ผมกลับได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน


    “ยายแก่ แกทำอะไรของแก” เสี่ยวหงตะโกนด่าเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะตายอยู่แล้ว แต่กลับมีปีศาจประหลาดโผล่ออกมาดูจากสีหน้าไม่ค่อยดีนักไม่แน่ว่าจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อผู้คนอีก เธอมองที่แขนตัวเองแวบหนึ่ง นอกจากแขนเสื้อขาดเป็นรูก็ไม่มีอะไรผิดปกติอื่น ๆ แต่เมื่อปะทะกับยายหวัง กลับเหมือนชนเข้ากับกำแพงเหล็กในโลกนี้ยังมีสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าศพเดินได้ของเธออีกเหรอ เธอรู้สึกแปลกใจไม่น้อย


    ยายหวังไม่ตอบ นางกลายเป็นซอมบี้ตาขาวโพลนไปแล้ว เพียงแต่ข้อต่อยังงอได้เข่ายังย่อได้ นางเคลื่อนไหวราวกับปีศาจเข้าประชิดตัวเสี่ยวหง ทั้งคว้าทั้งฟันเร็วปานลมพายุ


    เสี่ยวหงชักงงงวยขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้เสี่ยวหงเคยใช้ศพเดินได้เป็นทาส ศพเดินได้ก็แค่อาศัยสัญชาตญาณตามความคิดของเสี่ยวหงในการต่อสู้ ไม่รู้จักความเจ็บปวด ส่วนนางครอบครองร่างกายอยู่ ย่อมมีอารมณ์และความรู้สึก รู้จักความเจ็บปวด 


    ถึงแม้การเคลื่อนไหวจะว่องไวเหมือนผี แต่ก็ต้องระวังตัวเองและต้องรักษาความสามารถของร่างกายเอาไว้ สองสามนาทีผ่านไปเสี่ยวหงถูกต้อนจนกำลังจะจนตรอก


    ผมประคองต้าเหว่ยที่ฟื้นขึ้นมาแล้วอยู่ข้าง ๆ คุ้มกันวิญญาณของ หลี่หมิ่น เห็นว่าต้องชนะแน่ ๆ อดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงดังเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจให้ยายหวัง


    แต่ยายหวังกลับไม่พูดอะไรออกมา นางอาศัยพลังของลูกปัดสีดำ ฝืนร่างกายต่อสู้ ทั้งแขนทั้งขาและอกเหมือนจะระเบิดออก จนนางรู้สึกเหมือนจะกระอักเลือดออกมา นางอดทนเอาไว้ต้องจัดการเสี่ยวหงให้ได้ภายในสิบกระบวนท่า สิ่งเดียวที่นางหวาดกลัวก็คือจะขับไล่กำจัดเสี่ยวหงได้อย่างไรโดยไม่ทำร้ายร่างกายของหลี่หมิ่น


    ผมกับต้าเหว่ยแค่ดูเฉย ๆ ส่วนผีสาวหลี่หมิ่นที่อยู่ข้าง ๆ กลับมองเห็นอันตราย นางดึงแขนเสื้อผมกระซิบว่า 


    “พี่คะ ยายเขามีอันตราย” ผมก้มลงมองใบหน้าที่สวยงามนั้น ในใจคิดว่ายายอะไรกันนั่นพี่สาวเธอนะ ยายแก่คนนั้นไม่ใช่ตะเกียงน้ำมันน้อย ๆ หรอก อีกสักครู่พี่สาวหวังซีของเธอก็จะแก้แค้นให้เธอแล้ว


    ผมยังอยากจะอธิบายให้นางฟังอีกสักหน่อย ก็ได้ยินเสียงยายหวังครางฮึ่ม ๆ ข้างหน้า ทั้งยังพ่นเลือดสดออกมาเป็นกอง เสี่ยวหงฉวยโอกาสเข้าไปกระแทกหมัดหนัก ๆ ลงบนแขนทั้งสองข้างของนางแล้วหมุนตัวเตะยายหวังไปอีกด้านหนึ่งของลานบ้าน เกือบจะทำให้กำแพงพังเป็นรูเลยทีเดียว


    เสี่ยวหงหัวเราะเยาะ ด่าว่ายายแก่ไม่รู้จักตาย แล้วหันมามองพวกเรา ผมที่ถือหนามสั้นเอ๋อเหมยอยู่ในมือ รีบสั่งต้าเหว่ยให้พาผีสาวน้อยไปดูยายหวังที่ตกลงมาจากกำแพง ไปดูว่ายายหวังยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า


    “เด็กน้อยชีวิตเจ้าช่างแข็งแกร่งนัก” เสียงของเสี่ยวหงดังออกมาจากร่างของเด็กคนหนึ่งไม่ว่าจะฟังยังไงก็ไม่เข้ากันเลย


    “นังปีศาจแกไม่มีร่างของตัวเองแล้ว ยังจะมายึดร่างของคนอื่นอีก หญิงแก่ร้อยปีอย่ามาทำเป็นสาวน้อยอยู่ที่นี่เลย” ผมไม่อยากสนใจปีศาจคนนี้หรอก เสี่ยวหงขี้หงุดหงิดที่สุดเวลามีคนมาดูถูกหน้าตาของเธอ แค่คำพูดไม่กี่คำไม่เข้าหู เธอก็พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ทันที


    ผมถือหนามสั้นไว้ข้างหน้าขณะเดียวกันก็เห็นด้วยหางตาว่าต้าเหว่ยวิ่งไปอีกฝั่งเพื่อประคองยายหวังขึ้นมา เขาโบกมือให้ผมอย่างร้อนรน ดูท่าทางวันนี้ยายคงต้องตายจากไปแล้ว เฮอะ! ตายก็ตายสิฉันตะโกนบอกต้าเหว่ย 


    “รีบพาทุกคนออกไปจากที่นี่เร็วเข้า ฉันจะอยู่ต้านทานไว้สักพัก” เสี่ยวหงหัวเราะเย็นชาพูดว่า 


    “แต่ไหนแต่ไรมายังไม่พอใจตัวเอง ยังจะมีเวลาไปห่วงคนอื่นอีกเหรอ รอให้ฉันจัดการแกเสร็จ แล้วจะไปเอาชีวิตไอ้อ้วนนั่น ฉันจะเปลี่ยนพวกแกทั้งหมดให้เป็นศพเดินได้ ทำให้พวกแกไม่มีวันได้กลับมาอีก”


    หญิงปีศาจนี่ช่างโหดร้ายชะมัด ผมสบถด่าเห็นเธอค่อย ๆ เข้ามาประชิดผมจึงต้องรีบโจมตีก่อน


    ผมหมุนแขนทั้งสองข้างเป็นวงกลมจับหนามสั้นให้ตรง เหมือนกังหันลมขยายพื้นที่การโจมตีให้กว้างขึ้น หวังเพียงจะช่วยกันเวลาให้ต้าเหว่ยได้มากขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อให้พวกเขาหนีรอดไปได้


    แต่เสี่ยวหงกลับเหมือนกำลังสนุกสนานเดินวนไปมารอบ ๆ วงนั้น เป็นระยะ ๆ ก่อนกระโดดขึ้นเตะซี่โครงและหัวเข่าของผม เธอเหมือนสุนัขล่าเนื้อ ที่จะต้องเล่นกับเหยื่อจนพิการเสียก่อน


    เพียงชั่วครู่ฝีเท้าของผมก็เริ่มโซเซ จึงตัดสินใจเสี่ยงทำอย่างเดียวผมก้มหน้าพุ่งตัวไปข้างหน้า ขว้างหนามสั้นทั้งสองไปใส่เธอ หวังว่าในขณะที่เธอหลบหลีกผมจะใช้มือและเท้ารัดเธอไว้กับที่


    เสี่ยวหงเห็นหนามสั้นพุ่งเข้ามา แต่ไม่หลบไม่หลีกเธอยื่นมือทั้งสองข้างออกมาอย่างเบา ๆ รับหอกสั้นไว้ได้ทั้งคู่


    เธอหัวเราะเยาะ มองร่างของผมที่กำลังเข้ามาใกล้ เธอพลิกหนามสั้น ปลายแหลมชี้มาทางผมขณะกำลังพุ่งเข้าหาเธอ


    ทำลายตัวเองชัด ๆ ผมเห็นแสงสีฟ้าที่ส่องออกมาจากหอกสั้น มันเต็มไปด้วยพิษ ถ้าโดนแล้วต้องตายแน่นับประสาอะไรกับการถูกแทงทะลุหัวใจ ผมหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว จึงทำได้แค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่หันไปมองทางต้าเหว่ย เขาแบกยายหวังไว้บนหลังแล้ว พาเด็กหญิงผีน้อยหนีออกไปทางกำแพงที่พังทลาย เมื่อเห็นสถานการณ์อันตรายแบบนี้ เขาตะโกนเสียงดัง ผมเห็นน้ำตาที่ระยิบระยับในความมืด


    ผมหลับตาลงช้า ๆ พี่น้องดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ ฉึบ… ความเจ็บปวดที่คิดว่าจะเกิดขึ้นกลับไม่ได้มา ผมประหลาดใจเล็กน้อยสิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าตื่นตระหนกของเสี่ยวหง


    ผมก้มหน้าลงอีกครั้งจากบริเวณหน้าอกเมฆขาวก้อนหนึ่งได้ลอยออกมาตรงหน้าอกของผมในระยะครึ่งเมตร ห่อหุ้มเข็มสั้นที่พุ่งเข้ามาไว้อย่างสมบูรณ์


    นี่มันเรื่องอะไรกัน เมฆขาวนั้นคือผ้าไหมสีขาวที่โผล่ออกมาจากเสื้อผ้าของผม ผ้าไหมสีขาวนั้นเบาดุจเมฆหมอก เปลี่ยนรูปร่างขดตัวครั้งหนึ่งก็ปัดเข็มสั้นในมือของเสี่ยวหงร่วงลงพื้นไปแล้ว ผ้าไหมสีขาวนั้นเคลื่อนไหวราวกับมังกรที่แหวกว่าย พุ่งเข้าใส่เสี่ยวหงอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่เสี่ยวหงสัมผัสกับมัน นางก็ร้องเสียงดัง ชั่วพริบตาก็ถูกผลักออกไปหลายเมตร เสี่ยวหงกัดฟันกรอด แล้วพูดว่า 


    “ไม่คิดเลยว่าจะมองพลาด นี่แกกล้าซ่อนปีศาจร้ายไว้อย่างนั้นเหรอ” เสียงด่าไม่ขาดสาย เสี่ยวหงรู้ว่าเจอคนเก่งกาจยิ่งไม่กล้าสู้ต่อ จึงจำใจหมุนตัวข้ามกำแพงออกไป ทะยานหายเข้าไปในความมืดมิดอันไกลโพ้น


    ผมหมดแรงและอ่อนเพลียไม่อาจไล่ตามต่อ รู้สึกเพียงแค่ฟ้ามืดดินหมุนก่อนจะล้มลงในอ้อมกอดของต้าเหว่ยที่รีบวิ่งเข้ามา เขาตะโกนเรียกชื่อผม แต่ผมไม่มีแรงจะพูดอีกแล้ว หัวของผมปวดจนทนไม่ไหว ผมจึงสลบไป

    คล้ายกับเรื่องผมติดอยู่ในนครพิศวง ที่คุณอ่าน