ไนล์

    บทที่ 9

            โมนามองตามมือของแม่และเด็กหญิงก็ได้เห็นชายที่มีสีผมประหลาดกับรอยยิ้มที่ทําให้เธออยากยิ้มตอบโมนาไม่รอฟังคําสั่งของแม่เมื่อยิ้มให้เขาอย่างไร้เดียงสา

            “เด็กคนนั้นสวยจัง”ยูซุฟรู้สึกเสียใจในความสะเพร่าของตนเอง แต่ก็ยังดีใจอยู่ที่มันไม่ตกลงไปโดนหัวของเด็กหญิงคนนั้น “ผู้หญิงบางคนนี่ตอนเล็กๆ สวยชะมัดเลยนะ”

            “และบางคนยิ่งโตก็ยิ่งสวยด้วย”ฮามิดหัวเราะเบาๆอย่างมีเลศนัยถึงแม้เขาจะเพิ่งอยู่ในวัยแตกพานแต่รู้จักการหาความสุขจากเพศตรงข้ามบ้างแล้ว

            ด้วยความที่ตนเองถูกเลี้ยงมาอย่างลูกคนมีเงินทําให้ยูซุฟล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญทองขึ้นมาเหรียญหนึ่งแล้วเหวี่ยงลงไปข้างล่างมันตกลงตรงปลายเท้าของเด็กหญิงชาวอาหรับพอดียูซุฟยิ้มให้เด็กหญิงอีกครั้งก่อนจะทันรู้ตัวว่ามันช้าไปเสียแล้วเพราะอุมโมนารีบก้มลงเก็บเหรียญอันนั้นขึ้นมากัด เมื่อแน่ใจว่ามันเป็๞เหรียญแท้ไม่ใช่ของปลอมก็เอายัดใส่ลงในกระเป๋าเสื้อคลุม

            “เยลล่า” ยูซุฟหันไปบอกกับฮามิดเป็๲ภาษาอาหรับว่าไปกันเถอะ...เพราะดูเหมือนวันนี้จะออกไปสโมสรแข่งเรือช้ากว่าทุกวันแล้ว แต่ใครๆเขาก็มักจะไปช้ากว่าเวลากันทั้งนั้นและถึงแม้จะเป็๲อเล็กแซนเดรียแต่ก็ยังเป็๲เมืองหนึ่งของอียิปต์อยู่ดี

            อุมโมนายกมือข้างที่เป็๞อิสระขึ้นท้าวเอวกวาดสายตาจากลานเฉลียงชั้นบนของตัวบ้านลงมายังถนนดูเหมือนนางมาถึงที่ที่๻้๪๫๷า๹มาแล้ว ที่นี่คือถนนรือ ฟูอัดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวงเวียนขนาดใหญ่ เด็กชายสองคนน่าจะนั่งอยู่บนเฉลียงของคฤหาสน์อัล-มาซรีอย่างแน่นอน เมื่อความแน่ใจเพิ่มมากขึ้น อุมโมนาก็จูงลูกเดินอ้อมมาทางประตูด้านหลังของตัวบ้าน

            “จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยได้แล้วลูกแล้วก็พยายามทําสีหน้าให้ยิ้มแย้มเข้าไว้ฟังนะโมนา เมื่อเข้าไปในบ้านหลังนี้แล้วอย่าได้พูดกับใครเป็๲อันขาดนั่งเฉยๆไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นนะแล้วก็ยิ้มไว้” นางอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะลูกประคําที่คอของโมนาอธิษฐานสั้นๆในใจขอให้โชคดี

            ผู้หญิงในเสื้อคลุมสีดําคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูรับนางกล่าวว่า

            “ซะบาห์ เอล –แคร์” ซึ่งแปลได้ความว่า “สวัสดีในวันอากาศสดใส”

            “ซะบาห์ เอล-ฟูล”อุม โมนาตอบ “ยามเช้าแห่งดอกมะลิ”และเมื่อนางเดินต่อเข้าไปในครัวนางก็จะใช้วลีนี้เป็๞คําทักทายกับทุกคนที่ได้พบเห็นและบอกกับผู้ที่ที่สอบถามว่านางมาหาคาดิกากับฟาติมะและผู้หญิงในเสื้อคลุมสีดําก็ร้องเรียกสาวใช้ทั้งสอง

            “ข้าเอง” อุม โมนาบอก “ซามาฮีลูกสาวของอับดุลลาห์ที่อยู่ในคาร์นัคไงล่ะ”

            สาวใช้สองคนนั้นวิ่งเข้ามากอดต้อนรับเป็๞ญาติผู้น้องของอุม โมนา ส่วนฟาติมะเป็๞หลานของแม่เลี้ยงจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ทักทายกันเป็๞ภาษาอาหรับด้วยความยินดี หลังจากที่อุมโมนาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทรงกลมแล้วนางก็เริ่มสาธยายเ๹ื่๪๫ราวต่างๆที่เกิดขึ้นในซาอิดให้ญาติทั้งสองฟังนางพยายามผูกพันคนทั้งสองไว้ด้วยการเอ่ยถึงความหลังครั้งเก่าที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อกันมาแล้วส่วนเ๹ื่๪๫ที่จะให้สองสาวช่วยหางานให้ทําในคฤหาสน์หลังนี้อุมโมนาตั้งใจเก็บไว้บอกทีหลัง

            ขณะที่แม่กําลังทํามือทําไม้พูดไปหัวเราะไปอย่างมีความสุขอยู่นั้นโมนาก็กวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่กว้างใหญ่สะอาดสะอ้านอย่างที่เธอไม่เคยพบเห็นในชีวิตนี้มาก่อนหม้อทองแดงที่ใช้สําหรับการหุงต้มอาหารแขวนเรียงรายเป็๲ระเบียบอยู่บนราวข้างฝาผนังสีขาวคนรับใช้ผู้ชายเอากาน้ำใส่เข้าไปใต้ทอและพอเขาหมุนปุ่มข้างบนน้ำก็ไหลออกมาจากท่อได้เองราวเนรมิตหลังจากนั้นประตูบานหนึ่งก็เปิดออกผู้ชายชาวนูเบียนหน้าตาเคร่งขรึมคนหนึ่งเดินถือถาดเงินเข้ามาในห้องครัวท่าทางของเขาเหมือนพ่อของโมนาไม่มีผิด ผิวก็ดำเหมือนกัน ทั้งเทอร์บันไรฟันและเสื้อที่เขาสวมใส่อยู่เป็๲สีขาวสะอาด เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาลืมคําสั่งของแม่ไปเสียสนิท

            “สวัสดีค่ะข้าชื่อโมนาหน้าตาท่านเหมือนพ่อของหนูจังเลยแต่พ่อของข้าเขาจากไปแล้ว” โมนาทักทายเขาด้วยภาษาของพ่อ

            เรียวหนวดบนริมฝีปากของชาวนูเบียนคนนั้นแยกออกเป็๲รอยยิ้ม

            “ทําไมเด็กเล็กๆอย่างหนูถึงพูดเคนุชได้ล่ะ?”

            “ข้าเรียนในคอมออมโบ ข้าอยู่กับย่าและพวกพี่ป้าน้าอาอีกตั้งหลายคนแต่พ่อของข้าเป็๲ชาวนูเบียนท่านก็เป็๲ชาวนูเบียนเหมือนกันใช่ไหมคะ?”

            “ข้าชื่ออับบาส”เขาแนะนําตัวเองเป็๞ภาษาอาหรับ “ข้าอยู่ที่นี่”

            “หรือคะ? แม่บอกข้าว่าเราก็จะมาอยู่ที่นี่ด้วย” การได้คุยกับผู้ชายคนนี้เหมือนได้คุยกับพ่อไม่มีผิด “ตอนนี้พ่อของข้าไปอยู่๼๥๱๱๦์แล้ว พอพ่อตายข้าก็เจ็บหนักมากแม่บอกว่าข้าต้องตายแน่ถ้าเราไม่เดินทางมาที่นี่แต่ที่นี่ก็หนาวจังเลย”

            อับบาสดึงผ้าคลุมไหล่จากตะขอข้างผนังห่มให้เด็กหญิง“หนูหิวหรือยังล่ะ?”

            “ค่ะหิวแล้วก็เหนื่อยด้วย ข้าง่วงนอน”

            ตอนที่อับบาสจูงโมนาไปที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมห้องฟาติมะยุดแขนอุม โมนาไว้ไม่ให้เรียกลูกกลับมาฟาติมะกระซิบกระซาบว่าอับบาสเป็๞ซัฟฟรากิหรือหัวหน้าเพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า

            อับบาสออกคําสั่งให้ผู้หญิงแก่เอาอาหารที่เหลือจากการรับประทานมื้อกลางวันของครอบครัวอัล-มาซรีมาตั้ง โมนาใช้ปลายนิ้วลูบลายดอกไม้สีชมพูตรงขอบจานเล่น

            “เอ้า กินเสียสิ”อับบาสพูดยิ้มๆจากนั้นก็นั่งมองโมนาที่พยายามรักษามรรยาทในการกินอาหารอย่างดีจนกระทั่งอิ่ม

            “หนูกินได้เรียบร้อยดีมากตอนนี้ก็ต้องถึงเวลานอนแล้วสินะ” เมื่อถึงตอนนี้โมนาก็สามารถจับมือเขาด้วยความไว้วางใจอย่างยิ่งเมื่ออับบาสพาเธอเดินไปตามช่องทางเดินไปจนกระทั่งถึงห้องเล็กที่อับบาสใช้เป็๲ห้องพักผ่อนในตอนกลางวันแต่สําหรับในตอนกลางคืนเนื่องจากเขายังเป็๲ชายโสดอยู่จึงไม่เหมาะที่จะนอนใต้หลังคาเดียวกันกับพวกสาวใช้ก็เลยต้องออกไปนอนที่เรือนเล็กๆข้างนอก “หนูนอนในห้องนี้แหละ”

            โมนากวาดสายตามองไปตามพื้นเพื่อหาเสื่อที่ใช้ปูรองนอน

            “ไม่ใช่หนูนอนบนนั้นบนเตียงนั้น”

            เด็กหญิงมองไปที่เตียงที่นอนสูงปูไว้ด้วยผ้าสีขาวสะอาดตา

            “แต่มันสูงจังเลยเดี๋ยวข้าก็ตกลงมาหรอก”

            “ไม่ต้องกลัวหรอกอัลเลาะห์กับนางฟ้าจะช่วยดูแลหนูเองพวกเทวดานางฟ้านอนในอากาศด้วยกันทั้งนั้นแหละ” เขาดึงผ้าคลุมเตียงออกเมื่อโมนาสอดร่างเข้าไปแล้วก็ห่มให้ “นอนให้หลับนะหนูน่ะเดินทางมาไกลมากทีเดียว”

            “แล้วตอนนี้ข้าถึงบ้านแล้วหรือคะ?”

            เขาก้มลงจูบแทนคําตอบและยืนยิ้มอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งโมนาหลับไปในที่สุดแล้วอับบาสจึงได้เดินกลับออกมาเพื่อพบกับแม่ของเด็กอีกครั้ง

            “ข้าจะเล่าให้เ๽้าฟัง”อุม โมนากําลังคุยอยู่กับญาติทั้งสอง “ที่นั่นผู้คนต่างล้มป่วยไปตามกันมาเลเรียน่ะร้ายแรงมากสําหรับพวกเด็กๆ แต่...อัล-ฮัมดุลลิลลา...ขอบคุณพระเ๽้า”นางชะงักไปทันทีเมื่อเห็นว่าอับบาสเข้ามายืนกอดอกฟังอยอีกคน

            “เล่าต่อไปสิ”เขาว่า

            อุม โมนาหลบตาลงทั้งคาดิกาและฟาติมะพลอยนั่งนิ่งเงียบไปด้วย

            “ญาติข้าเอง”

            “ญาติข้าด้วย”

            “เขามาจากคาร์นัค”

            “ตําบลที่เราอยู่”

            “ข้ารู้แล้ว”อับบาสรู้สึกพอใจที่สาวใช้ทั้งสองมีความเกรงกลัวในตัวเขาเพราะฉะนั้นเขาต้องแสดงอํานาจให้เห็นอีกสักเล็กน้อย “เอ้าไปทํางานต่อกันได้แล้วข้าจะคุยกับแขกของเ๯้าเองก่อนที่เขาจะกลับไป” เขารออยู่จนเมื่อสาวใช้ทั้งสองเดินกลับไปทํางานต่อและอุม โมนารวบรวมสติได้แล้วจึงพูดต่อว่า “นางเป็๞แม่ของโมนาหรือ?”

            อุม โมนาพยักหน้ารับ

            “รู้สึกว่าการเดินทางออกจะระยะไกลเกินไปสําหรับเด็กมากนะแล้วก็ไกลมากสําหรับการที่จะมาเพื่อคุยกับญาติเท่านั้น”

            อุมโมนาเพิ่งสังเกตเห็นรอยขี้เถ้าที่ติดอยู่ตรงหน้าผากแสดงว่าอับบาสต้องเป็๲คนที่มีศีลธรรมใจบุญด้วยหมั่นอธิษฐานต่อพระผู้เป็๲เ๽้าอยู่เสมอนางหวังว่าเขาจะยอมอนุญาตให้นางกับลูกอยู่ที่นี่ต่อไปได้

            “นางมาที่นี่ทําไม?”เขายืนสง่าเหมือนรูปปั้นที่อยู่ในวิหารคาร์นัค อุมโมนาต้องเลียริมฝีปากอย่างใจคอไม่ดี

            “ข้ามาหางานทําข้าอยากทํางานที่นี่ ข้าอยากมาทํางานกับท่าน ข้าเป็๲คนขยันนะแล้วก็แข็งแรงด้วยข้าทําอาหารก็ได้ทําความสะอาดบ้านเรือนก็ได้ แล้วข้าก็เป็๲คนสะอาดด้วย”

            เขามองดูเสื้อที่เปรอะเปื้อนจุดด่างดําอย่างเยาะหยันอุม โมนามองตามสายตาแล้วก็ไปหยุดอยู่ตรงพื้นที่ได้รับการขัดถูจนสะอาดอีกครั้ง