เฉียนซือถอนหายใจออกมาเล็กน้อย สายตาที่จ้องประสานกันก่อนหน้าหันไปทางอื่น
เสียงหัวใจของเฉียนซือเต้นเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น
เขาพบว่าขั้วหัวใจของเยว่ชิงสัมพันธ์กับพลังชีวิตในกายของเฉียนซือ มันคือเลือดที่มาจากซื่ออิง ทว่ากลับเป็นซื่ออิงที่ถูกแยกดวงจิตออกไป
“ซื่ออิงบอกว่าเจ้าภักดีต่อหลี่จิ้งหยาง เขากังวลว่าเจ้าอาจทำลายทุกสิ่งที่เราสองสร้าง”
“ข้าเกิดมาเพื่อทำลายความเลวทรามโสโครก”
“แต่ข้านั้นเป็นคนที่รักและหวังดีกับซื่ออิง นั่นหมายรวมไปถึงเจ้าด้วย” เฉียนซือตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เขามองเยว่ชิงดวงตาเป็นประกาย ทำราวกับว่าได้พบเจอสิ่งที่ตนถูกอกถูกใจ
“คนที่รักและหวังดีกับซื่ออิงและข้านั้นหาใช่เจ้าไม่!”
“หือ!”
“เป็นพุทธองค์หลี่จิ้งหยางต่างหากเล่า เขาที่คอยปลอบวิญญาณของซื่ออิง เขาที่คอยดูแลเอาใจใส่ตัวของข้า และเขายังเสียสละเรื่องส่วนตนเพื่อความสงบสุข”
เฉียนซือกลับส่งเสียงหัวเราะในลำคอแทน เขาเดินเข้ามาใกล้เยว่ชิง ส่งสายตาที่บอกว่าเยว่ชิงน่าสงสารและเห็นใจเพียงใด “ไม่ใช่เลย เจ้ามองผิดแล้ว”
“...”
“หลี่จิ้งหยางก็แค่อยากเอาชนะข้า เขาถึงทำทุกอย่างให้กลายเป็นตัวร้ายของเรื่องนี้”
“งั้นรึ?”
“เมื่อเจ้าขุดอดีตของเราทั้งสามให้ลึกลงไป เจ้าก็จะรู้เองว่าเหตุใดข้าจึงต้องมายืนตรงนี้”
“ถ้าเจอเคล็ดวิชาแล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”
“หะ?”
“ที่เจ้ามายืนตรงนี้เพราะต้องการเคล็ดวิชาไม่ใช่หรือ? แท้จริงเจ้าก็หลอกใช้ซื่ออิงมาโดยตลอด เจ้ารู้ว่าซื่ออิงเป็นอัจฉริยะ และมีประโยชน์กับตัวเจ้าในอนาคต”
สิ่งที่เยว่ชิงพูดออกมานั้น เฉียนซือฟังแล้วก็แสยะยิ้มชวนขนลุกส่งกลับมา ดวงจิตนี้ทั้งแข็งแกร่ง และแตกต่างกับซื่ออิงที่ยังต้องสิงสู่ร่างของผู้อื่น อีกทั้งความชาญฉลาดนั้นล้มเปี่ยมเสียยิ่งกว่าซื่ออิงในตอนนั้น นับว่าเขาถูกใจคนตรงหน้าเป็นที่สุด
“เจ้าล้ำค่านัก”
“ข้าสาบานกับซื่ออิงเอาไว้แล้วด้วย แม้เขาไม่ยินยอมแต่ข้าก็คงต้องฝืนใจ”
“อะไร?”
“ว่าข้าจะพาเจ้าลงนรกโลกันต์ไปด้วยกันน่ะสิ ข้าอยากเห็นเปลวเพลิงมอดไหม้เราสอง ฉะนั้นเจ้าอยากทำสิ่งใดข้าก็จะไม่ขวาง หาเคล็ดวิชาให้พบก่อนข้าแล้วกัน”
“เจ้า!!!”
“ปลุกเคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดาราสำเร็จเมื่อใด ข้าจะรวมร่างกับซื่ออิง ลากคอเจ้าลงมหานรกจนดวงจิตของเจ้าสลาย แม้เจ้าอยากครอบครองสิ่งใด ข้าก็จะทำลายความหวังให้สิ้นซาก”
“...”
“เจ้ามันน่าสมเพชยิ่งนัก ซื่ออิงโง่ที่เชื่อใจของเจ้า จนยอมทรยศพุทธองค์ที่คอยช่วยมาโดยตลอด แต่เจ้าโชคร้ายที่มาเจอกับข้า เพราะข้านั้นเปรียบเป็นหายนะในชีวิตของเจ้า”
“ที่แท้เจ้าก็หลงใหลหลี่จิ้งหยางจนเสียสติ”
“ทำไม? ข้าไม่ควรหลงใหลเขาหรือ? เจ้าหวังให้ข้านั้นโง่งมเช่นเดียวกับซื่ออิงหรืออย่างไร!”
“...”
“ข้ายอมเป็นศัตรูทั้งโลกนี้เพื่อพุทธองค์ ฉะนั้นเจ้าเองก็นับว่าเป็นแมลงสกปรกตัวหนึ่ง ที่คอยจะมาทำลายชีวิตอันผาสุกของข้าและเขา!”
คำพูดทุกคำของเยว่ชิงนั้นชัดเจนไปถึงเบื้องลึกของจิตใจ เขาเคยเอาชนะหลี่จิ้งหยางได้ เฉียนซือไม่เคยต้องมาพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเช่นนี้ ทว่าการสนทนาของทั้งสองนั้นอยู่ในสายตาของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่ตามเยว่ชิงมาแต่ต้น หลังจากที่พบว่าเฉียนซือเฉียดมาใกล้วิหารระฟ้า
“ก็มาคอยดูกันเถิด อย่างไรซื่ออิงก็ไม่มีวันแปรเปลี่ยน”
“หึหึ! แต่ข้าไม่ใช่ซื่ออิง ตัวข้านั้นไม่มีวันแปรเปลี่ยนไปจากพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง เขาเป็นหนึ่งเดียวที่ข้าสาบานว่าจะไม่ยอมให้เป็นอันตรายแม้แต่เส้นขน”
“ดีนี่!”
“ส่วนเจ้าที่มั่นอกมั่นใจว่าซื่ออิงจะรักหลงเจ้าตลอดกาลนั้น แน่ใจหรือ? ถ้าซื่ออิงรู้ว่าที่ผ่านมาเป็นแผนการของเจ้าที่หลอกใช้ ยังจะรักคนแบบเจ้าได้ลงคออีกรึ!”
แววตาของเฉียนซือวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เยว่ชิงก็แค่ดวงจิตของซื่ออิง มีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายเรื่องในชีวิตของเขา อีกทั้งเขาไม่เคยสนใจว่าซื่ออิงจะคิดเช่นไร ขอแค่ยังใช้ประโยชน์ได้ก็เพียงพอแล้ว
ความรักอะไรกันเล่า! เขาแค่อยากเห็นเทพสงครามตายเพราะรักก็เท่านั้นเอง
อย่างที่ผู้คนเคยกล่าวไว้ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม เฉียนซือแม้จะมีเนตรพรายปีศาจที่น่ากลัว ทว่าก็ยังโดนแสงสีทองในกายของเยว่ชิงสะท้อนกลับจนถอยร่น เมื่อใดที่เขาคิดจะทำร้ายเยว่ชิง ก็ต้องโดนพลังของธรรมะจนแสบเนื้อร้อนตัวไปหมด
“เจ้ามีกายวัชระทองคำของหลี่จิ้งหยาง!”
“เพ้อเจ้ออะไร?”
เยว่ชิงขมวดคิ้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส เฉียนซือเพียงแค่ปรายตามองเขา และหันหลังเดินหายเข้าไปในป่าโดยไม่ยอมพูดจา ทิ้งเยว่ชิงให้เกาหัวแกรกอย่างคนไม่เข้าใจ หันหลังกลับาก็พบพุทธองค์หลี่จิ้งหยางยืนคอยอยู่ด้วยท่าทีสงบเช่นเคย
“พุทธองค์!”
“...”
“ท่านตามข้าน้อยมาอย่างนั้นหรือ? เหตุใดจึงตามมาล่ะ เวลานี้ท่านควรอยู่ในห้องตำรานี่”
“อาตมาอ่านตำราไม่รู้เรื่อง”
น้ำเสียงที่เรียบนิ่งนั้นคล้ายกับคนที่อยู่ในอาการไม่พอใจ หรือไม่ก็ไม่ชอบใจบางอย่าง จะเรียกอาการของสมณะผู้นี้นั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางก้าวเท้าเดินนำโดยไม่รอให้เยว่ชิงได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ
“ท่านเป็นห่วงข้าน้อยอย่างนั้นหรือ?”
ขาทั้งสองหยุดชะงักแทนคำตอบ เยว่ชิงเป็นเช่นมนุษย์ทั่วไปที่อยากถามอะไรก็ถาม เพียงเพื่อให้คลายความสงสัยของตนเอง ในขณะที่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นมิอาจพูดทุกสิ่งได้อย่างใจนึก แม้ว่าสิ่งที่อยู่ในใจจะเป็นความรู้สึกจริงก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงได้แต่ยืนนิ่งไม่เอ่ยวาจาออกมา
“บางครั้งข้าน้อยก็มักสงสัยว่าเพราะอะไรกัน พุทธองค์จึงดูมีความลับปิดบังเยอะนัก”
“...”
“ถ้าพวกความลับพวกนั้นมันทำให้พุทธองค์หนักใจ ก็แบ่งมันมาให้กับข้าน้อยบ้าง แม้เวลานี้พุทธองค์อยากตัวข้าน้อยถอยห่าง แต่ท่านก็รู้ว่าเรานั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แล้วเยว่ชิงจะมีความสุขหรือ?”
“...”
“รู้ความจริงแล้วเยว่ชิงจะเดินหน้าต่อไป หรือจะกลับมาวนเวียนอยู่กับมันอีก” นัยน์ตาสีอำพันหันกลับมามองอีกฝ่าย เป็นคำถามที่ตัวของพุทธองค์เองรู้คำตอบเป็นอย่างดี
“ข้าน้อยสัญญาว่าจะเดินหน้าต่อไป”
“...”
“และจะไม่กลับมาวนเวียนอยู่กับมันอีก ข้าน้อยจะละวางทุกสิ่งอย่าง” เยว่ชิงยืนกรานนักแน่นกับคำพูดของตน คำตอบที่ผิดแปลกไปจากที่พุทธองค์คิดเอาไว้ แต่มันก็ทำให้คนฟังนั้นใจชื้นขึ้นทันที แววตาของเยว่ชิงในตอนนี้ก็ยืนยันในสิ่งที่ตนพูดได้ทั้งหมด
“อาตมาก็เบาใจที่เยว่ชิงรับปากเช่นนี้”
“ดังนั้นท่านต้องเล่าทุกอย่างห้ามปิดบัง ข้าน้อยจะได้ละวางเรื่องนี้เสียที”
พุทธองค์ไม่ตอบสิ่งใด แต่เดินนำเยว่ชิงกลับวิหารระฟ้า ใบหน้าของพุทธองค์นั้นเปี่ยมสุขอย่างเห็นได้ชัด ต่างกับเยว่ชิงที่ทำหน้ายุ่งยากราวกับมีเรื่องรบกวนจิตใจ
ขออภัยด้วยพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง ข้าน้อยนั้นสาบานตนเอาไว้ว่าจะลงนรกอเวจีและไม่กลับมาอีก
ชายเขาทางขึ้นวิหารระฟ้า
เสวี่ยฉินอยู่ไม่สุขและเดินวนไปมาอยู่หลายรอบ เช้านี้เขาให้หลงเย่ากลับสำนักเทียนฉีไปส่งข่าวให้ท่านพ่อ จุดประสงค์ก็เพื่ออยากตามหาความจริงบางอย่าง
เพียงไม่นานใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้น
“เรียกข้ามาถึงนี่มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าสำนัก” เจ้าของหมวกสานใบใหญ่เอ่ยถาม เสวี่ยฉินถอนหายใจออกมา มันลำบากใจมากเช่นกันที่ต้องพูดออกมา
“เว่ยหนานเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เขาสุขสบายดี”
“เช่นนั้นข้าก็อยากถามบางสิ่งบางอย่าง ข้าอยากรู้เหตุผลที่เว่ยหนานหักหลังข้า”
สดับเพียรหมื่นภพชาติ