ตอนที่ 23 ท่าไม้ตายของบุญกอง!
บุญกองสั่นเทิ้มอย่างกับคนเป็ไข้จับสั่นเขากอดลุงทองทับของตนไม่ยอมปล่อย…
“เฮ้ย ๆเอ็งไม่ต้องกลัวไปถึงอย่างไรก็มีข้ากับไอ้เพียรอยู่!”ทองทับแสยะยิ้มชั่วร้ายมองดูไอ้หนูนี่ ที่มันกำลังสั่นอย่างกับผีเข้า
เขาพูดกลั้วหัวเราะ“ผีน่ะมันต้องกลัวพวกเราต่างหากโว้ย!” ทองทับพูดปลอบใจจนทำเอาบุญกองหันมาสบตากับลุงด้วยความซาบซึ้ง
“พวกเราที่ข้าว่าเนี่ยหมายถึงข้ากับไอ้เพียรนะ ถ้าเอ็งอยู่ตัวคนเดียวละก็…”พอพูดมาถึงประโยคสุดท้ายเขาใช้น้ำเสียงเนิบนาบ
“อ๊ากกกกกก!”บุญกองทนไม่ไหวกรีดร้องออกมา พอนึกภาพว่าตนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านผีสิ่งที่เขาจินตนาการอยู่ก็คือหนังเื่ ‘เป็ชู้กับผี’ ที่ในตอนจบสรุปแล้วกลับกลายเป็ว่าคนในเื่เป็ผีทั้งหมด!
“ล…ลุง…จ้ะ…พะ…พาฉันไปหาพี่เพียรที!”พอคิดว่าตนอยู่กินกับผีขึ้นมา เป้ากางเกงของเขาก็เปียกชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
“เออ ๆเดี๋ยวข้าเก็บของก่อน ปล่อยทิ้งไว้เดี๋ยวไฟไหม้พอดีส่วนเอ็งก็อย่าไปกลัวมากเลยข้าแค่พูดไปอย่างงั้นแหละ…อย่าคิดมาก”พูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นไปปิดเตาปิ้งย่าง และขึ้นรถไปปิดระบบไฟ
ในระหว่างที่เดินไปเดินมาบุญกองก็เกาะติดเขาอย่างกับตุ๊กแก สายตามองซ้ายทีขวาทีกลัวว่าจู่ ๆ ผีจะโผล่มาหลอกตอนนี้ร่างกายของเขาเหงื่อแตกพลั่ก
ทำเอาทองทับอดบ่นขึ้นมาไม่ได้“เฮ้ย! พอแล้วเลิกเกาะแกะข้าสักทีโว้ย!” เขาหันไปตบกบาลไอ้หนูนี่ทีหนึ่งหากแต่อีกฝ่ายกำชายเสื้อตนไม่ยอมปล่อยจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้มันเกาะเป็ตุ๊กแกต่อไป
จนกระทั่งเดินมาถึงบันไดบ้านของผู้ใหญ่บุญกองก็รีบวิ่งแจ้นขึ้นไปบนบ้านทันทีปากก็ะโเรียก“พี่เพียรจ๊ะ…พี่เพียรอยู่ไหม…” น้ำเสียงของเขาดูร้อนรนไม่ใช่น้อย
เพียรเดินออกมาจากห้องพักถามขึ้น “เออ ๆ มีอะไรวะ” จากนั้นเขาก็สังเกตดูสภาพของลูกน้องตน ก่อนจะถามขึ้น “เอ่อ…นี่เอ็งไปวิ่งออกกำลังกายที่ไหนมาเนี่ยทำไมถึงเหงื่อแตกพลั่กเชียว?”
บุญกองไม่ได้ตอบคำถามแต่เขากลับหันหลังให้เพียรอย่างน่าแปลกประหลาด พลางสูดหายใจเข้าเต็มปอดคล้ายกำลังรวบรวมสตินึกคิดจากนั้นจึงเริ่มใช้ท่าไม้ตายโดยก้มมองลอดใต้หว่างขาเพื่อพิสูจน์ตัวตนทันที
แน่นอนว่าเพียรย่อมมองเห็นน้ำที่เปียกบนเป้ากางเกงของอีกฝ่ายประจวบเข้ากับกิริยาท่าทางที่ก้มมองลอดใต้หว่างขาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าโดนตาเฒ่าปั่นประสาทมาอีกแน่
ชายหนุ่มที่‘เปิดสูตรโกง’ ครั้นเมื่อมองไปแล้วไม่พบอะไรผิดปกติบนร่างกายของลูกพี่ตนเขาจึงโล่งใจพร้อมน้ำตาไหลพรากจากนั้นก็รีบตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาลูกพี่ตนอย่างรวดเร็ว
ทำเอาเพียรได้แต่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อนขณะเดียวกันนั้นเส้นขมับของเขาก็ปูดโปน พลางกัดฟันกรอดพูดออกมา“ขึ้นมาได้แล้วมั้งคุณทองทับ!”
ทองทับชะเง้อมองอยู่ที่บันไดตัวเขาเองที่ผุดลุกผุดนั่งคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพอเห็นท่ามองลอดใต้หว่างขาของไอ้หนุ่มนี่ เขาก็แทบจะขำกลิ้งจนเกือบตกบันได
ครั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเพียรเขาก็แสร้งวางมาดสุขุมเดินขึ้นไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของคนทั้งบ้าน!
นั่นเป็เพราะตอนนี้อยู่ในระหว่าง่ที่เมียผู้ใหญ่กำลังเตรียมกับข้าวอยู่ดังนั้นคนอื่น ๆ ในบ้านต่างก็ทำกิจวัตรของตนไป พอเห็นทนายบุญกองสภาพเหงื่อโทรมกายอีกทั้งมาถึงก็ก้มลงมองใต้หว่างขาก็ทำเอาสนอกสนใจกันเป็อย่างมาก
“ไปเป่าหูอะไรมันอีกล่ะรอบนี้…”เพียรถามขึ้นอย่างมีน้ำอดน้ำทน
ทองทับเริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อยจึงได้แต่พูดความจริงไป“ก็แค่บอกเื่ราวมันไปตามเนื้อผ้าน่ะ…พอดีมันสงสัยข้าก็บอก” เขานั่งสำรวมตนอยู่ที่ชานเรือน
ขณะที่บุญกองมองไปที่นั่งตรงชานเรือนเขาก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเช้าพี่เพียรเคยพูดว่า “ถึงเวลาเอ็งก็รู้เองแหละ…”คงจะหมายถึงแบบนี้สินะ!
เพียรหันไปบอกคนในบ้านทั้งสามว่า“ไม่มีอะไรแล้วจ้ะ…ก็แค่ไอ้นี่มันจินตนาการสูงเกินคนอื่นไปหน่อย…”
จากนั้นเขาก็หันไปกำชับกับลูกน้องตนเองที่กำลังเกาะแข้งเกาะขาอยู่ “ไอ้บุญข้าว่านะตอนนี้เอ็งไปอาบน้ำก่อนก็ดี”เขาชำเลืองมองที่เป้ากางเกงมันแล้วก็อดขำขึ้นมาไม่ได้ ชอบเื่ผีแต่ก็ดันกลัวผีอยากเจอผีแต่ก็ดันเยี่ยวแตก!
“เลิกสั่นได้แล้วอึ้บ!”เพียรก็ตบเ้าตัวทีหนึ่งเพื่อปลุกสติ และเอ่ยปากบอกว่า“เอาล่ะนั่งสมาธิสวดมนต์ที่ข้าเคยสอนไปสิ!”
บุญกองเขาเริ่มทำตามอย่างชำนิชำนาญและเพียงไม่นานร่างกายก็กลับมาเป็ปกติ
นั่นย่อมสร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็นแม้กระทั่งคนมากประสบการณ์อย่างทองทับก็ได้แต่คิดว่า“มันจะต้องสอนเวทมนตร์ชั้นสูงมาก ๆ ให้ไอ้หนูนี่แน่!”นี่เป็อีกครั้งที่เขาเห็นวิธีการเรียกคืนสติของเ้าบุญมัน
เขานึกขึ้นในใจ“ถึงเวลาจะต้องตะล่อม ๆ ถามมันให้หมดเปลือก!”
“ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไป!”พูดเสร็จ หลังจากนั้นเขาก็เดินไปขอโทษขอโพยทั้งสามคน ที่ทำให้ใ
“ฉันขอโทษด้วยจ้ะ มาเป็ผู้อาศัยแต่ก็ยังสร้างเื่ให้เ้าบ้านอีกนั่นเป็มารยาทที่ไม่ดีเลย…” คำพูดของเขาตีชิ่งกระทบโดนทองทับเข้าเต็มเปา
น้อยหน่าเมียผู้ใหญ่บ้านคลี่ยิ้มรับ“ไม่เป็ไรจ้ะพ่อหนุ่ม”
เธอก็นึกถึงพวกเหตุการณ์เหมือนพวกล่าท้าผีในทีวีรวมเข้ากับทองทับที่นั่งบุ้ยปากทำเป็ทองไม่รู้ร้อนจึงคิดได้ว่าสงสัยคงไปแกล้งอำอะไรกันมา
ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็คิดไปในทำนองเดียวกันจึงหัวเราะเบาๆ เพราะเขารู้ว่าทนายบุญกอง ไม่ได้มีพลังเวทมากมายอะไรนักหนาส่วนอีกสองคนตนััไม่ได้เลย แต่จากเหตุการณ์เขียนยันต์เมื่อตอนเช้าเขาย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังปิดบังอำพรางเวทเอาไว้อยู่
กลับเป็เ้าโกโก้ที่ทำท่าทีสนอกสนใจกับเหตุการณ์อยู่ไม่น้อยเขาคิดในใจว่าคราวหน้าต้องไปร่วมสนุกด้วยคน ครั้นคิดได้แล้วดวงตาจึงเปล่งประกายมากเป็พิเศษอีกประเดี๋ยวค่อยไปประจบเอาใจพี่ทองทับดีกว่า
หลังจากนั้นทุกคนก็มาล้อมวงกินข้าวเย็นโดยมีบุญกองที่นั่งประกบอยู่ข้างกายเพียรไม่ห่างไปไหนส่วนทองทับก็ทำเป็ทองไม่รู้ร้อน เหลือบมองไอ้หนูนี่ไปพลาง ๆ
และหลังจากที่กินข้าวเสร็จทั้งสามคนก็ไปนั่งที่บริเวณชานเรือน เพียรก็เอ่ยปากถามขึ้นมาว่า“เอาล่ะเล่ามาได้แล้ว…ตาเฒ่านี่ไปหลอกอะไรเอ็งมา?”
จากนั้นบุญกองก็เล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ลูกพี่ของตนฟังเพียรก็พยักหน้ารับและก็พูดด้วยใจที่เป็กลาง“หากจะบอกว่าที่ตาเฒ่าเล่าให้เอ็งฟังทั้งหมด ไม่ถูกเลย…มันก็ไม่ใช่”
ทองทับเริ่มพูดสำทับขึ้นมาทันที“เห็นมั้ยล่ะ…ข้านะหลอกเอ็งเสียที่ไหน!” พอพูดจบเขาก็เริ่มนั่งไขว่ห้างกระดิกขา
เพียรไม่สนใจเสียงแมลงหวี่เขาพูดต่อ “แต่ก็ออกจะใส่สีตีไข่เข้าไปอยู่ไม่น้อยอีกทั้งก็ยังไม่ได้พูดอธิบายโดยละเอียด โดยเฉพาะเื่ผีบรรพบุรุษ…”