ทุกวันในตอนเช้ามืดเฟิงหลี่เฉียงจะตื่นมาทำสมาธิและฝึกลมปราณทุกวัน โดยมีต้วนเจี่ยซินคอยให้คำแนะนำถึงตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถสร้างชี่ให้มีจำนวนมากตามตันเถียนทั้งสามแหล่งได้แต่เขาก็เข้าถึงสมาธิได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลดีอย่างมากต่อการฝึกฝนเรียนรู้วิชาทั้งบู๊และบุ๋นของเขาในอนาคต
และแล้ววันแรกที่เขาจะต้องไปเรียนกับโม่ชิงเฉิงก็มาถึงหลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เด็กชายก็แต่งตัวกินข้าวเช้าและเดินไปที่บ้านของบัณฑิตผู้สันโดษ เขาเคาะประตูหน้าบ้าน และเดินตามพ่อบ้านเข้าไปข้างในบ้านไม่ไผ่หลังใหญ่นั้น
โม่ชิงเฉิงรออยู่ในห้องหนังสือที่จุดตะเกียงเอาไว้สว่าง เด็กชายทำความเคารพ ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้า บอกให้เขานั่งลงและเริ่มต้นการเรียนครั้งแรก
บัณฑิตโม่เลือกสอนแิของขงจื๊อซึ่งเป็หนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ใช่ในการสอบจองหงวน (จอหงวน) มาเป็เวลาหลายร้อยปีแล้วเฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกลงสมุดด้วยพู่กันที่มีขนาดเล็กสำหรับเด็กถึงจะยังเขียนไม่เก่งมากนักแต่เขาก็ใช้สัญลักษณ์บางอย่างแทนตัวหนังสือในตอนที่เขียนไม่ทัน
โม่ชิงเฉิงซึ่งจับตาดูอยู่รู้สึกแปลกใจจนอดถามไม่ได้ว่า “เ้าจดอะไรลงไป”
เด็กชายหัวเราะอายๆ“สัญลักษณ์ของข้าเองครับ เพราะข้า..ข้ายังเขียนอักษรหลายอย่างไม่คล่องครับ”
บัณฑิตโม่เลิกคิ้วสูงเขาบอกให้เด็กชายอธิบายความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ให้ฟังเด็กชายอธิบายอย่างไม่มั่นใจนัก
แต่โม่ชิงเฉิงที่ฟังอยู่กลับรู้สึกทึ่งจนเอ่ยออกมาว่า“เ้ารู้ไหมว่า มนุษย์ก็เริ่มต้นประดิษฐ์ตัวอักษรเช่นนี้ใครจะไปรู้ว่าตัวอักษรของเ้าอาจจะไปคล้ายกับตัวอักษรของคนบางกลุ่มบนโลกใบนี้เ้าไม่ต้องรู้สึกอับอาย นี่คือความสามารถที่ต้องภูมิใจเอาไว้!”
เด็กชายอ้าปากค้างหน้าของเขาแดงด้วยความอายและดีใจที่ถูกชม แต่เขาก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “บางคนเคยบอกว่าข้าเพ้อเจ้อ..ควรเอาเวลาไปคัดตัวอักษรจีนให้สวยงามจะดีกว่าครับ”
อีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความโมโห“พวกนั้นมันโง่เง่าน่ะสิ! เ้าสามารถใช้ตัวอักษรเหล่านี้สื่อสารโดยที่ไม่มีใครรู้ความหมายได้เ้าอาจจะได้ใช้มันเพื่อเอาตัวรอดในอนาคตก็ได้ จงใช้มันต่อไป แต่เ้าจะต้องฝึกเขียนตัวอักษรจีนให้ดีด้วยเช่นกัน!”
“ใครจะไปคิดว่าท่านราชบัณฑิตโม่ชิงเฉิงจะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้! นับถือ! นับถือ!” เสียงของชายคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน
เมื่อพวกเขาหันไปมองก็พบชายร่างสูงบึกบึนคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้องหนังสืออย่างคุ้นเคยเฟิงหลี่เฉียงตาโตเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย นี่มันท่านอาชุดเขียวที่ช่วยเขาเอาไว้นี่!
“หึ!ต้าหวงเหลียน ลมอะไรหอบเ้ามาถึงบ้านอันต่ำต้อยของข้า” โม่ชิงเฉิงถามด้วยเสียงสะบัด
อีกฝ่ายหัวเราะฮ่าๆๆอย่างไม่ถือสา แต่เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียง เขาก็อุทานออกมาว่า “เ้าเองรึนี่!”
เด็กชายยิ้มกว้างเขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ในขณะที่ท่านอาชุดเขียว หรือต้าหวงเหลียนก็ยิ้มรับ
จากนั้นต้าหวงเหลียนก็นั่งลงที่โต๊ะ และดื่มชาที่พ่อบ้านนำมาเสิร์ฟให้อย่างคุ้นเคย ราวกับเป็เ้าของบ้านเมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นทั้งสองทักทายกัน ก็อดถามไม่ได้ว่า “ต้าหวงเหลียน เ้ารู้จักเสี่ยวเฉียงได้อย่างไร”
ต้าหวงเหลียนจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในอำเภอให้อีกฝ่ายฟังบัณฑิตโม่ฟังด้วยความโมโห “บังอาจนัก! กลางวันแสกๆ แถมยังมีคนมากมายมันยังกล้าลักพาตัวเด็ก แล้วที่น่าโมโหยิ่งกว่า ก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือเด็กเลยสักคน!”
ทั้งเฟิงหลี่เฉียงและต้าหวงเหลียนต่างก็รู้สึกเช่นกันโดยเฉพาะเด็กชายที่รู้สึกเศร้าใจมาก ถ้าไม่มีลู่ปู่มาด้วย หรือถ้าไม่พบกับต้าหวงเหลียนก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเขาจะเป็อย่างไรบ้าง
แต่เขาก็อดพูดไม่ได้ว่า“พวกเขาก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว ข้าคิดว่าพวกเขาเป็ชาวบ้านธรรมดาจึงไม่กล้าจะมีเื่กับคนแปลกหน้า แล้วพวกเขาก็ไม่รู้จักข้ากับพี่ลู่ด้วยก็เลยไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว ข้าเป็คนจน จึงเข้าใจดีว่า คนจนอย่างพวกเรา ไม่มีอำนาจจะไปต่อสู้กับใครเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วถ้าทางการไม่ช่วยเหลือหรือสนับสนุนพวกเขาก็จะเจ็บตัวโดยไม่ได้อะไร”
ผู้ใหญ่ทั้งสองอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดซื่อๆของเด็กชาย จริงสินะ พวกเขามาจากครอบครัวที่ดี และยังประสบความสำเร็จในอาชีพการงานจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาแบบที่ชาวบ้านต้องเจอ
เมื่อเห็นทุกคนหน้าเครียดต้าหวงเหลียนจึงพูดทำลายบรรยากาศขึ้นว่า “ต่อไปเ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแกอีกแล้วข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เ้าเอง!” เขาตบอกและประกาศเสียงดัง
เฟิงหลี่เฉียงตกตะลึงเขาหันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนยันด้วยสีหน้าหนักแน่น หรือนี่จะเป็คนสอนวิทยายุทธ์ให้เขา ตามที่อาจารย์ต้วนพูดเอาไว้เด็กชายอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่คงจะเป็แผนการของอาจารย์ที่วางเอาไว้ ตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงได้เรียนวิชากับเพื่อนบ้านทั้งสองคนโดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักเหวิน เด็กชายอดสงสัยไม่ได้ว่าต้วนเจี่ยซินคงจะรู้อยู่แล้วว่าต้าหวงเหลียนจะเดินทางกลับมาอยู่ที่นี่ใน่เวลานี้ จึงให้เขาฝึกการเดินลมปราณเตรียมพร้อมเอาไว้
เมื่อรู้ว่าต้าหวงเหลียนจะสอนวิชาให้โม่ชิงเฉิงก็ไม่ยอมแพ้ ในวันนั้นเอง เขาบอกให้เด็กชายมาเรียนหนังสือกับเขาต่อไป โดยให้มาวันเว้นวันใน่เช้า ส่วน่บ่ายให้เขากลับไปเรียนวิชาแพทย์กับหมอต้วนและใน่เช้ามืดจะเป็การเรียนวรยุทธ์เบื้องต้นกับต้าหวงเหลียน ที่จะสอนให้ใน่ที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนี้หลังจากนั้น เด็กชายจะต้องไปหาคนอื่นสอนต่อ เพราะต้าหวงเหลียนมีนิสัยชอบพเนจร ซึ่งเด็กชายก็เข้าใจดีว่าไม่มีใครมีหน้าที่จะต้องมาสอนให้เขาไปตลอด แค่ได้เรียนรู้พื้นฐานการต่อสู้ เขาก็ดีใจมากแล้ว
นับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาเฟิงหลี่เฉียงจึงได้เรียนรู้วิชากับอาจารย์ชั่วคราวของเขา ถึงตารางเรียนจะแน่นมาก แต่เขาก็ตั้งใจเต็มที่เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้วนเจี่ยซินจะเลิกสอนวิชาการแพทย์ให้เขาในวันไหนเด็กชายจึงต้องตักตวงทุกอย่างที่มีในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้นอีกไม่นานเทศกาลปีใหม่ก็มาถึง เฟิงหลี่เฉียงจะกลับไปใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์ ในขณะที่ลูกชายของต้วนเจี่ยซินจะเดินทางมาหาพ่อส่วนอาจารย์โม่และอาจารย์ต้วนก็ดูเหมือนจะเดินทางไปที่อื่นเช่นกันลู่ปู่เป็คนไปส่งเขากลับบ้านเช่นเคย โดยมีข้าวของมากมายที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ทั้งอาหาร ยา และเมล็ดพันธุ์พืช เขาล่ำลาอาจารย์และคนอื่นๆ ในบ้าน และจะกลับมาพบกันอีกครั้งในอีกสองอาทิตย์ต่อมา
เมื่อมาถึงบ้านหลังจากไม่เห็นลูกชายอยู่ 2-3 เดือน อันเฟยจูก็ใกับความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เด็กชายตัวสูงขึ้นเขามีร่างกายที่แข็งแรง ทำอะไรได้รวดเร็วคล่องแคล่ว บุคลิกของเขายังปลี่ยนไปมาก จากที่ในอดีตเคยขาดความความมั่นใจในบางครั้งก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และยังสามารถอธิบายเื่ราวต่างๆ ได้เหมือนผู้ใหญ่เขาช่วยเธอทำงานได้หลายอย่าง และสอนหนังสือให้เฟิงหลี่อิงได้อย่างน่าสนใจ จนเธออดเอ่ยปากไม่ได้ว่า“ถ้าเ้าเป็ครู ก็จะประสบความสำเร็จมากเลยนะ”
“ทำไมหรือครับท่านแม่”เด็กชายสงสัย
“เ้าสามารถสอนเื่ยากให้เป็เื่ง่ายและยังสอนได้น่าสนุก ดูน้องสาวของเ้าสิ อายุแค่ 3-4 ขวบเองยังฟังเ้าสอนอย่างตั้งใจ จนลืมการเล่นไปเลย”
เด็กชายหัวเราะด้วยความเขินอายที่แม่ชม เขาลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดูและพูดกับนางว่า “เสี่ยวอิงจำเอาไว้นะ ถึงเ้าจะเป็ผู้หญิงเ้าก็ต้องรู้หนังสือและทำตัวให้มีค่า” เด็กหญิงรับปากอย่างไร้เดียงสา โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือไม่
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นหลังจากที่ผ่านวันปีใหม่ไปได้ 3 วัน จู่ๆ หิมะก็ตกหนัก ทำให้หลังคาบ้านหลายหลังยุบลงมาเพราะทนรับน้ำหนักหิมะที่ทับถมลงมาไม่ได้ บ้านของเฟิงหลี่เฉียงก็ถูกหิมะทับจนหลังคายุบด้วยเช่นกันโชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางวัน พวกเขาจึงวิ่งออกมาทัน แต่บางบ้านที่หนีไม่ทันก็ถูกหิมะและหลังคาหล่นทับจนได้รับาเ็ พวกเขาพยายามช่วยเหลือกันตามมีตามเกิด หลายคนพยายามเข้าไปเอาข้าวของออกมาผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านต่างระดมกำลังมาช่วยเหลือ พวกเขาต้องฝ่าหิมะไปที่อำเภอเพื่อตามเ้าหน้าที่มาช่วย แต่พื้นที่หลายแห่งเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันเ้าหน้าที่จึงต้องกระจายกำลังออกช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทำให้มีกำลังพลไม่พอเพียง
ครอบครัวของเฟิงหลี่เฉียงร่วมกับคนอื่นจึงต้องย้ายไปพักที่ศาลเ้าในหมู่บ้านก่อน เด็กชายรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็เด็กไม่สามารถช่วยเหลือแม่กับน้องได้ ตอนนี้อากาศหนาวเย็น ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็นำออกมาไม่ได้ทำให้พวกเขาต้องอาศัยกองไฟและเตาไฟที่จุดเอาไว้กลางศาลเ้าช่วยประทังความหนาวหลายคนช่วยกันต้มน้ำและทำข้าวต้มแบ่งกันกิน พวกเขาหวังว่าเมื่อหิมะหยุดตกจะสามารถกลับเข้าไปในบ้านและขุดเอาข้าวของออกมาได้เฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นเดินกลับไปที่บ้านของตนเอง และนำเอาข้าวของที่พอจะใช้ได้ออกมาโชคยังดีที่เด็กชายสามารถนำผ้าห่มและเสื้อผ้าบางส่วนออกมาเพื่อประทังหนาวไปได้
ในวันรุ่งขึ้นเฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นต่างก็ออกไปช่วยกันขุดหิมะออกจากบ้านโชคดีที่ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้วทำให้พวกเขาเร่งมือโกยหิมะออกก่อนที่จะละลายกลายเป็น้ำแข็งแล้วเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องหยุดทำงาน เมื่อเขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อไกลๆเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบรถลากคันหนึ่งค่อยๆ ลุยหิมะเข้ามา คนที่ะโเรียกเขาคือ ลู่ปู่ เด็กชายหน้าแดงด้วยความดีใจ เขารีบโบกมือและะโเรียก“ข้าอยู่ทางนี้ครับพี่ลู่!!”
ใช่แล้วคนที่มาหาเขา คือ ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่! เมื่อลงมาจากรถได้เด็กชายวิ่งเข้าไปหาชายชราและกอดเขาแน่นด้วยความดีใจเด็กชายเช็ดน้ำตาตัวเองที่ไหลไม่หยุด เขาดีใจมากที่เห็นทั้งสองคนหัวใจที่ห่อเหี่ยวของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ต้วนเจี่ยซินยิ้มด้วยความเมตตาเขาตบหลังเด็กชายเอาไว้เบาๆ และปล่อยให้เด็กชายร้องไห้ออกมา จากนั้นก็พูดว่า“ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉียง อาจารย์อยู่นี่แล้ว”
เมื่อเด็กชายสงบใจได้แล้วเขาก็เริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้หมอต้วนฟัง ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกเช่นกันว่าั้แ่ตอนที่หิมะตกหนัก พวกเขาก็เป็ห่วงเฟิงหลี่เฉียงและคนอื่นจึงตัดสินใจออกมาดู และในระหว่างทางก็พบกับเ้าหน้าที่และทหารจากอำเภอที่เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยเขาจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านของเด็กชายก็ถูกหิมะถล่มเช่นกัน