พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 2 บทที่ 46 ประลองฝีมือ

            “คุณหนูพวกเราจะไม่ตามโหยวซื่อจื่อไปแล้วอธิบาย...” ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลโม่เสวี่ยหมิ่นกับโม่จิ่นยืนอยู่ที่นั่นบดขยี้ใบไม้ที่ร่วงอยู่ที่พื้นจนแหลกละเอียด

            “อธิบายอันใด”โม่เสวี่ยหมิ่นหัวเราะเสียงเย็น ใบหน้าเผยแววร้ายกาจ นางประเมินน้องหญิงสามของตนผู้นี้ต่ำเกินไปจริงๆนางไม่ใช่โม่เสวี่ยถงที่ขี้ขลาดอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วถึงขั้นกล้าโต้เถียงกับโหยวเยวี่ยเฉิงซึ่งๆ หน้าโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อยนางอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างไกล ฟังไม่ชัดว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เห็นแต่โหยวเยวี่ยเฉิงโมโหโทโสจนหน้าแดงจัดยามถูกกล่าวตอกหน้า

            “พวกเราไปพูดอีกครั้งก็ได้นี่เจ้าคะว่าคุณหนูสามเป็นคนก่อความไม่สงบภายในบ้าน แล้วก็มีจิตคิดร้ายกับคุณหนูโหยวซื่อจื่อจะได้ไปหาเรื่องนางอีก” โม่จิ่นเป็นสาวใช้ประจำกายของโม่เสวี่ยหมิ่นย่อมมีความภักดีต่อนายตนเมื่อเห็นนางมีท่าทางขุ่นเคืองจึงรีบเข้าไปเสนอความคิดอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “ถ้าไปพูดอีกครั้งก็มีแต่จะทำให้เขาแคลงใจเท่านั้น”โม่เสวี่ยหมิ่นกัดฟันพูด สายตามองไปยังโหยวเยวี่ยเฉิงที่เดินจากไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุงานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว ยังมีฮองเฮาอีกหนึ่งด่านวันนี้โม่เสวี่ยถงไม่มีทางได้สิ่งที่ดีกลับไปแน่นอน

            ในงานเลี้ยงฮองเฮาพาองค์หญิงห้านั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานอีกด้านหนึ่งเป็นที่นั่งของเหล่าองค์ชายซึ่งดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างยิ่งคนแรกคือฉู่อ๋องผู้นุ่มนวลสง่างาม คนต่อมาคือเยี่ยนอ๋องผู้สุขุมคัมภีรภาพผู้ที่มีเสน่ห์เหลือร้ายเหนือว่าผู้ใดในบรรดาองค์ชายทั้งหมดก็คือเซวียนอ๋องหรือองค์ชายแปดที่ได้รับความโปรดปรานสูงสุดจากจักรพรรดิจงเหวินตี้และสุดท้ายยังมีไป๋อี้เฮ่า บุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะมาปรากฏกายที่นี่

            เมื่อชายงามล้ำเลิศทั้งสองคนมานั่งคู่กันผู้หนึ่งมีรูปโฉมเย้ายวนราวกับปีศาจเจ้าเสน่ห์อีกผู้หนึ่งงามพิสุทธิ์เพียงจันทร์กระจ่างฟ้าแทบจะดึงลมหายใจจากเหล่าคุณหนูทุกคนไปชั่วขณะพวกนางก้มหน้าเมียงมองไปที่พวกเขาอยู่เป็นระยะทั้งสีหน้าและสายตาเต็มไปด้วยความเหนียมอาย

            ตำแหน่งที่นั่งของบุรุษและสตรีอยู่ไม่ไกลจากกันมากนักมีเพียงระแนงบุปผากั้นระหว่างกลางเท่านั้น ทว่าสามารถมองลอดช่องว่างระหว่างช่อผกาจนเห็นใบหน้าของผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้อีกทั้งยังได้ยินเสียงคุยกันเป็นระยะ

            ในส่วนที่นั่งของฝ่ายหญิงมีเพียงเสียงคุยหัวเราะกระซิบกระซาบเบาๆเท่านั้น ส่วนทางด้านฝ่ายชายยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสายตาโม่เสวี่ยถงมองผ่านม่านบุปผาอันรางชางไปตกอยู่ที่เฟิงเจวี๋ยหร่านซึ่งนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้หนานมู่ตัวใหญ่นิ้วมือหมุนจอกสุราเล่น ดูเหมือนจะเบื่อหน่ายมากกว่าสนุกริมฝีปากละม้ายคนคร้านจะยิ้ม หันไปคุยกับคนข้างกายอยู่เป็นระยะ แต่แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงนั้นนางก็ยังรู้สึกถึงความหงุดหงิดที่อยู่ส่วนลึกในใจเขา

            คงคิดอยากจะให้งานเลี้ยงรีบๆจบโดยเร็วกระมัง ดูจากดวงตาคู่งามที่กลอกไปมาอยู่เป็นพักๆ แบบนั้นก็รู้แล้ว

            ริมฝีปากงดงามเผยรอยยิ้มบางๆเสี้ยวหนึ่ง ในดวงตาดั่งมีประกายหยดน้ำกลิ้งวิบวับ

            “น้องสามมองสิ่งใดอยู่หรือจึงดูมีความสุขเช่นนี้” เจ้าของน้ำเสียงนุ่มนวลที่อยู่ข้างกายย่อมเป็นโม่เสวี่ยหมิ่นคุณหนูใหญ่สกุลโม่ผู้มีชื่อเสียงดีงาม

            ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนจัดตำแหน่งให้พวกนางมานั่งอยู่ด้วยกันแต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าเพราะพวกนางมาจากครอบครัวเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้โม่เสวี่ยถงทนรับไม่ได้ก็คือตลอดเย็นวันนั้นโม่เสวี่ยหมิ่นพยายามทำตัวเป็นพี่สาวที่อบอุ่นแสนดีโดยไม่รู้สึกแม้แต่น้อยกว่าเมื่อครู่พวกนางเกือบจะแตกหักกันอยู่แล้ว

            โม่เสวี่ยถงอดนับถือโม่เสวี่ยหมิ่นไม่ได้จริงๆเพิ่งถูกคนชี้หน้าตำหนิมาขนาดนั้น แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังมีคนซุบซิบนินทาอยู่แต่นางยังคงยิ้มระรื่น ปั้นสีหน้าอ่อนโยนแสนดีเหมือนปรกติ ทำให้คนนึกประหลาดใจยิ่งการแสดงของโม่เสวี่ยหมิ่นนับได้ว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริงมิน่าเล่าชาติภพก่อนตนเองจึงต้องพ่ายแพ้ตกไปอยู่ในกำมือของนางอย่างน่าเวทนาเยี่ยงนั้น

            แต่สำหรับคนที่ตายแล้วเกิดใหม่อีกครั้งอย่างโม่เสวี่ยถงย่อมสามารถรับมือกับโม่เสวี่ยหมิ่นได้ในไม่ช้า “พี่หญิงใหญ่ดูต้นจวี๋ฮวา[1]ทางโน้นสิเจ้าคะ ไฉนข้าจึงไม่เคยพบเห็นจวี๋ฮวาที่เป็นแบบนี้มาก่อนเลยพี่หญิงยังจำวัดที่เมืองอวิ๋นเฉิงได้หรือไม่ ตอนนั้นท่านแม่พาพวกเราไปที่นั่นอี๋เหนียงก็ไปด้วย ต้นจวี๋ฮวาที่นั่นนับว่ามีมากมายแล้วแต่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนงดงามเช่นนี้มาก่อนเลย”

            ตอนนั้นฟางอี๋เหนียงยังเป็นเพียงอนุบ่าวคนหนึ่งไม่มีศักดิ์ฐานะใดๆ โม่เสวี่ยหมิ่นที่พยายามล้อมหน้าล้อมหลังเอาอกเอาใจโม่เสวี่ยถงเมื่อถูกรื้อฟื้นที่เรื่องน่าอับอายที่สุดขึ้นมาใต้ก้นบึ้งดวงตาก็ฉายแววเกลียดชังออกมาวูบหนึ่ง เกือบจะรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่อยู่ได้แต่สูดหายใจลึกแล้วรีบเปลี่ยนความสนใจไปที่ดอกจวี๋ฮวาด้านโน้น อยู่ในวังหลวงนางยิ่งจำเป็นต้องแสดงความอ่อนโยนและดีงามให้เห็นชัดกว่าปรกติ

            โม่เสวี่ยถงชี้ไปที่กระถางดอกจวี๋ฮวาที่อยู่บนชั้นวางกลีบดอกเป็นสีชมพูอ่อน แต่รอบเกสรของมันกลับล้อมด้วยลายจุดสีเหลืองทำให้กระถางดอกไม้ดูมีชีวิตชีวา ดึงดูดสายตาผู้คนอย่างยิ่ง

            โม่เสวี่ยหมิ่นมองไปที่ดอกไม้ตามที่โม่เสวี่ยถงชี้ให้ดูทำท่าทางราวกับฟังความหมายที่แฝงมาไม่ออกกล่าวพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาบดบังรอยยิ้มที่ริมฝีปาก

            “แม้ว่าที่อวิ๋นเฉิงจะมีดอกจวี๋ฮวาอยู่มากมายก็จริงแต่จะเทียบกับภายในวังหลวงแห่งนี้ได้อย่างไรเล่า ดอกไม้กระถางนี้นับเป็นยอดบุปผาที่เมืองอวิ๋นเฉิงย่อมไม่มีให้เห็นหากน้องหญิงสามชอบ พรุ่งนี้พี่สาวจะพาไปตลาดบุปผาเลือกซื้อพันธุ์ดีที่สุดมาสักสองสามกระถาง ไปปลูกในสวนของเจ้าจะได้ดูงดงามแบบเรียบง่ายหน่อย”

            “ตลาดบุปผามีที่งามกว่าในวังหลวงอีกหรือ”โม่เสวี่ยถงกดเสียงลงต่ำกระซิบถามอย่างประหลาดใจดวงตาสดใสเผยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจับจ้องกระถางจวี๋ฮวาต้นนั้นตาไม่กะพริบ

            “นั่นก็ยังไม่แน่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน แม้ว่าของล้ำค่ามากมายจะอยู่ในวังหลวง แต่ก็ไม่แน่อาจจะมีไปตกอยู่ด้านนอกบ้างก็ได้หากเจ้าชอบจริงๆ พรุ่งนี้พวกเราไปด้วยกันดีไหมเล่า” โม่เสวี่ยหมิ่นคลี่ยิ้มน้อยๆพูดจาฉาดฉานอย่างมีเหตุผล แสดงถึงน้ำใสใจจริง คำพูดเหล่านี้เมื่อไปถึงหูผู้อื่นย่อมรู้สึกว่าพี่สาวผู้นี้คิดเพื่อน้องสาวของตนอย่างแท้จริง

            โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากราวกับเอียงอายเอาแต่จดจ้องดอกจวี๋ฮวากระถางนั้นด้วยความชื่นชอบจนไม่อยากละสายตาไปไหน

            “ไปเถอะไม่เป็นไรหรอก แม้ว่าท่านพ่อเคยบอกว่าชอบกล้วยไม้ แต่ก็ชอบจวี๋ฮวาที่งดงามเช่นกันพรุ่งนี้ได้โอกาสพอดีก็ไปเลือกสักกระถางมอบให้ท่านพ่อ พวกเรานำไปมอบให้พร้อมกันท่านพ่อจะต้องพึงพอใจเป็นแน่” โม่เสวี่ยหมิ่นกล่าวต่อไปเรื่อยๆ

            โม่เสวี่ยหมิ่นมีท่าทางกระตือรือร้นแบบนี้เห็นได้ไม่บ่อยนักดูท่าคงปรารถนาให้ตนเองออกไปพร้อมกับนางในวันพรุ่งนี้เสียเหลือเกินโม่เสวี่ยหมิ่นเป็นคนเช่นไร อย่างนางหรือจะมาประจบประแจงตนเองเช่นนี้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนางสองคนเพิ่งจะเกิดเรื่องบาดหมางกันต่อหน้าผู้คนมาหมาดๆ

            “พี่หญิงเอ่ยมาเช่นนี้ทำให้ข้าผู้เป็นน้องสาวรู้สึกละอายใจนัก ข้ามัวคิดถึงแต่ตนเองทว่าพี่หญิงกลับคิดถึงท่านพ่อ หากว่าข้าไม่ไปก็คงกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลแล้วต้องขอบคุณพี่สาวอย่างยิ่งที่มีน้ำใจคิดถึงท่านพ่อเช่นนี้เป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง วันหลังน้องสาวคงต้องขอเรียนรู้กับพี่หญิงให้มากๆเช่นนั้นวันพรุ่งนี้พี่หญิงก็พาข้าไปเลือกซื้อดอกไม้สักกระถางหนึ่งให้ท่านพ่อด้วยกันเถิด”โม่เสวี่ยถงกล่าวอย่างกระดากอายกึ่งละอายใจ

            โม่เสวี่ยหมิ่นพูดต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้หากนางไม่ตอบตกลงก็กลายเป็นลูกอกตัญญู แล้วนางจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!

            ไม่ว่าพรุ่งนี้โม่เสวี่ยหมิ่นจะมาไม้ไหนนางเพียงรับมืออย่างระมัดระวังก็พอ

            พอได้ยินว่านางตอบตกลงโม่เสวี่ยหมิ่นก็ยิ้มพราย ดึงมือนางขึ้นมาจับและกล่าวอย่างสนิทชิดเชื้อ “พี่น้องบ้านเดียวกันจะกล่าวเช่นนั้นไปทำไม พี่สาวก็มีบางอย่างที่ทำไม่ถูก เมื่อครู่ก็เป็นความผิดของพี่สาวที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเจ้าผิดโชคดีที่เจ้าให้อภัยมิเช่นนั้นพี่สาวคงรู้สึกละอายใจชั่วชีวิต”

            แสดงให้เห็นถึงความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างพี่น้องก่อนแล้วค่อยอธิบายสถานการณ์ในเวลานั้น ดูจากคนที่อยู่รอบข้างแม้มิได้หันกายมาแต่ย่อมเงี่ยหูฟังพวกนางสองพี่น้องคุยกันอยู่แน่นอนโม่เสวี่ยถงหัวเราะเยาะหยันในใจ โม่เสวี่ยหมิ่นคิดจะยืมโอกาสนี้เพื่อกลบเกลื่อนความผิดหากนางดูเหมือนเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ ใครจะมาตำหนิได้ คุณหนูใหญ่ผู้แสนดีและอ่อนโยนผู้นี้ช่างหาเหตุผลได้กลมกลืนสมบูรณ์แบบยิ่งนัก

            “พี่หญิงใหญ่ดีกับข้ามากจริงๆน้องสาวเช่นข้าไหนเลยจะถือโทษโกรธเคืองได้ เรื่องเมื่อครู่นี้น้องสาวคิดว่าเป็นความเข้าใจผิดแต่ก็ไม่รู้ว่าตนเองเคยไปล่วงเกินใครที่ไหน เพิ่งเข้าเมืองมาแท้ๆ ก็ถูกคนมุ่งร้ายโชคดีที่พี่หญิงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา พี่หญิงแสนดีถึงเพียงนี้น้องสาวสมควรต้องจดจำใส่ใจ” โม่เสวี่ยถงยิ้มอย่างไร้เดียงสาดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ

            ใครๆต่างมองออกถึงความจริงใจที่อยู่ในคำตอบอันนุ่มนวลของนาง

            หากฟังอย่างผิวเผินจะรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่โม่ช่างแสนดีกับคุณหนูสามผู้นี้ยิ่งนักสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็อาจเป็นความเข้าใจผิดจริงๆ แต่หากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจะได้กลิ่นแปลกๆหากโม่เสวี่ยหมิ่นช่วยจัดการแก้ปัญหาเหตุการณ์ที่หน้าประตูเมืองจริงไฉนเมื่อครู่จึงไม่อาจอธิบายแก้ต่างแทนน้องสาวอย่างชัดเจนได้ แต่กลับตอบอย่างคลุมเครือทำให้ผู้อื่นแคลงใจและหากนางอยู่ในเหตุการณ์จริง ด้วยปัญญาความสามารถของนาง มีหรือจะอ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กระจ่าง

            คุณหนูสามโม่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงกลับถูกคนวางหลุมพรางให้ตกไปติดกับต่อมาคุณหนูใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยกู้หน้าให้หลังจากนั้นก็มีข่าวลือออกมาว่าคุณหนูใหญ่ไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามที่ชัดเจนซ้ำยังทำราวกับว่ายอมรับว่าทำผิดจริง แล้ววันนี้คุณหนูใหญ่โม่ที่เดิมทีไม่ควรมาปรากฏตัวในงานเลี้ยงชมบุปผาซึ่งเป็นงานเลี้ยงของบุตรธิดาภรรยาเอก ก็มาชี้ความผิดของโม่เสวี่ยถงอีกครั้งเมื่อนำแต่ละเรื่องราวมาปะติดปะต่อกันการกระทำเหล่านี้เป็นการช่วยปกป้องน้องสาวเสียที่ไหน...

            ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่ง!  

            แต่เด็กสาวผู้นั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสามองพี่สาวคนโตของตนเองด้วยความซาบซึ้งใจ...

            พี่สาวน้องสาวกันแท้ๆ?พี่สาวน้องสาวที่ดีต่อกัน?

            โม่เสวี่ยหมิ่นรับรู้ได้ถึงสายตาเหยียดหยันของคุณหนูที่รายล้อมอยู่เหล่านั้นแม้จะนึกขุ่นเคืองโม่เสวี่ยถงอยู่ในใจว่าไม่รู้จักดีชั่วแต่ใบหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มอย่างสนิทสนมอ่อนโยน เพื่อรักษาภาพลักษณ์จึงยังต้องกล่าวปลอบโยนโม่เสวี่ยถงด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนและไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องเมื่อครู่นี้อีกได้แต่ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ พี่สาวถามอย่างนุ่มนวล น้องสาวก็ตอบอย่างใสซื่อแสดงบทบาทพี่สาวน้องสาวที่รักใคร่กลมเกลียวได้อย่างแนบเนียนยิ่ง

            'จอมปลอมสิ้นดี!'เฟิงเจวี๋ยหร่านเลิกคิ้วขึ้นมอง

            ผู้เป็นน้องสาวก็แสดงได้แนบเนียนยิ่งผู้เป็นพี่สาวก็ยิ่งเสแสร้งได้สมจริงไม่น้อยหน้าธิดาสกุลโม่คู่นี้นับเป็นของล้ำค่าโดยแท้ แต่ในฐานะที่รู้จักกับโม่เสวี่ยถงก่อนอย่างไรเฟิงเจวี๋ยหร่านก็ยังรู้สึกว่าแม้จะเป็นการเสแสร้งแต่คนน้องก็เสแสร้งได้น่ารัก ตรงข้ามกับคนพี่ที่ดูน่ารังเกียจ

            ดวงตาทรงเสน่ห์ร้ายกาจกวาดผ่านเยี่ยนอ๋องที่ตนกำลังพูดคุยด้วยไปสิ้นสุดที่ไป๋อี้เฮ่าซึ่งอยู่ในวงล้อมผู้คนผู้มีชื่อเสียงก็ย่อมเป็นผู้มีชื่อเสียงอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนย่อมอยู่ในใจคนหากมิใช่เพราะฐานะพิเศษของเขา เกรงว่าหากอยากจะพบเจอตัวคงเป็นเรื่องยากเสียงพิณไพเราะพลิ้วมา เสียงคุยรอบกายก็เริ่มเบาบางลง ตั้งใจสดับท่วงทำนองที่ไพเราะจับใจเงียบๆ

            ชั่วขณะนั้นมีเพียงเสียงพิณละเมียดละไมราวกับสายน้ำชุ่มฉ่ำที่ไหลรื่นเข้ามาในหัวใจผู้คน

            นิ้วมือของไป๋อี้เฮ่าโลดแล่นอยู่บนสายพิณทักษะการเล่นพิณของเขาล้ำเลิศไม่แพ้วิชาแพทย์ ยามนี้เพียงเสียงดนตรีเริ่มบรรเลงทั่วทั้งงานต่างพากันเงียบเสียง นั่งหยัดกายตรงดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

            เสียงพิณใสกังวานประหนึ่งน้ำพุกลางหุบเขาให้ความรู้สึกเป็นอิสระไร้ทุกข์กังวลเหมือนเมฆาที่ลอยละลิ่วอยู่เหนือนภากาศความวุ่นวายในโลกใบนี้ราวกับไหลไปพร้อมกับสายน้ำหัวใจเสมือนได้รับการชะล้างจนสะอาดผ่องแผ้ว

            เพียงแต่ใจคนจะสามารถชะล้างได้จริงหรือโม่เสวี่ยถงถอนหายใจเบาๆ หลุบตาก้มศีรษะลง หากหัวใจคนเราสามารถชำระล้างได้จริงนางจะตายอย่างน่าอนาถเยี่ยงนั้นได้อย่างไร ไม่ใช่แค่นางชีวิตเดียว แต่ยังมีอีกหลายชีวิตที่ต้องสังเวยอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อได้ยินเสียงพิณแว่วมาไกลๆในหัวของนางกลับย้อนนึกไปถึงวันที่เปลวไฟลุกโชนเสียดฟ้า ความโหดเหี้ยมเยี่ยงนั้นความร้ายกาจเยี่ยงนั้นได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ...

            ความเจ็บปวดทะลักเข้ามาจนนางหายใจไม่ออกสองมือที่วางอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นใบหน้าที่ราบเรียบสงบนิ่งพลันเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดทรมาน กระเสือกกระสนดิ้นรนชั่วเวลานี้เสียงพิณมิได้เป็นความพร่าเลือนอีกต่อไปทว่ากลับกลายเป็นคมกระบี่ที่จ้วงแทงเข้ามากลางหัวใจของโม่เสวี่ยถงจนชุ่มโชกไปด้วยโลหิต

            เจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุดเคียดแค้นไม่มีที่สิ้นสุด เสียใจไม่มีที่สิ้นสุด! 

            ท้ายที่สุดสายตาของเฟิงเจวี๋ยหร่านก็เลื่อนกลับไปที่โม่เสวี่ยถงเห็นนางนิ่งฟังเสียงพิณเหมือนคนอื่นๆ ก็แค่นเสียงอย่างไม่พอใจเกิดความคิดจะทำลายบรรยากาศอันงดงามนี้ลงเสียทันใดนั้นก็เห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนไปราวกับนึกถึงเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดแสนสาหัสนางนั่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเล็กขาวซีด ตัวแข็งเกร็ง เหงื่อเย็นไหลหลั่งฟันขบริมฝีปากล่างแน่นจนไร้สีเลือด แพขนตายาวสั่นกระพือสั่นน้อยๆดูคล้ายกำลังเจ็บปวดทรมาน...

            หัวคิ้วงามพลันมุ่นขมวดหยิบตะเกียบข้างมือขึ้นมาเคาะสู้เสียงพิณ ดูคล้ายประสานกับท่วงทำนองบ้างขัดทำนองบ้าง เสียงพิณพลิ้วหวานถูกเสียงเคาะโป๊กๆ ก่อกวนจนยุ่งเหยิงไปหมดผู้คนเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจกระสับกระส่าย รู้สึกอึดอัดทรมานอย่างยิ่ง!

     

     

     

    …...........................................................................................................

            คำอธิบายเพิ่มเติม

            [1]จวี๋ฮวา หรือ ต้นเบญมาศ เป็นไม้ดอกที่มีสีสันงดงามทั้งสีเหลือง สีขาว สีชมพูสามารถนำมาทำน้ำสมุนไพรได้

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730