ตอนที่ 23 เมืองศิลาลัย
สำนักงานหน่วยลาดตระเวนประจำเมืองศิลาลัย นิทาน หัวหน้าสิงค์และพี่ภูต่างรวมตัวกันอยู่ในห้องทำงานของหัวหน้าสิงค์
"ตกลงนายจะย้ายเข้าเมืองหลวงแล้วเหรอนิทาน" หัวหน้าสิงค์เลิกคิ้วถามเมื่อได้ยินพนักงานมือดีของตนยื่นเื่ขอออกจากหน่วย
"ครับ พอดีมีเื่ที่ผมอยากทำนิดหน่อยน่ะครับ" นิทานตอบ
"ดีแล้วล่ะ นายยังเด็ก ไปทำตามความฝันเถอะ อย่ามามัวอุดอู้อยู่ในเมืองเล็ก ๆ แบบนี้เลย" หัวหน้าสิงค์ก้มหน้าตอบพลางอ่านเอกสารในมือ
"คุณนิทานมีพร์มากนะครับ อนาคตก็ยังอีกไกล ไปผจญภัยในเมืองหลวงดูก็เป็ตัวเลือกที่ดีนะครับ ส่วนใหญ่คนที่เรียนรู้คำจนสมบูรณ์ได้ก็เป็พวกที่ผ่านอะไรมาเยอะด้วย" ภูเสริม
"แล้วนายกะจะไปทำอะไรที่เมืองหลวงล่ะ นายก็ไม่ได้รวยมากนี่ คงไปนอนกินนอนใช้เฉย ๆ ไม่ได้มั้ง" หัวหน้าสิงค์ถามต่อ
"ผมมีคนรู้จักที่เมืองหลวงอยู่ครับ คิดว่าเขาน่าจะแนะนำผมให้เข้ากับหน่วยพิทักษ์เมืองหรือหน่วยลาดตระเวนสาขาเมืองหลวงได้"
"คนจากตระกูลอุทุมพรเมื่อครั้งก่อนน่ะเหรอ ทำผลงานไว้ดีเลยละสิ" หัวหน้าสิงค์ยิ้ม
"ไม่ใช่หรอกครับ ถึงน้องอินทร์อาจจะช่วยได้เหมือนกัน แต่ผมคิดว่าจะไปหาผู้พันลาลันตาก่อนครับ"
ทั้งห้องเงียบเสียงลง บรรยากาศชื่นมื่นเมื่อสักครู่ปลิวหายไป หัวหน้าสิงค์ยังคงสีหน้านิ่งเฉยแต่พี่ภูกลับขมวดคิ้วแน่น
"ไปหาตระกูลอุทุมพรดีกว่ามั้ยนิทาน" พี่ภูเลียบถาม
"ผู้พันเขาสัญญาว่าจะช่วยเหลือผมครับ บอกว่ามีอะไรก็ให้ไปหา ผมเลยคิดว่าจะลองพึ่งพาเธอดู"
"แต่นายก็รู้ว่าผู้พันน่ะ.." พี่ภูเงียบเสียงลง
เฮ้อ
เสียงถอนหายใจจากหัวหน้าสิงค์กลบประโยคที่ภู้าจะพูดจนหมดสิ้น
"นายแน่ใจนะนิทาน" ั์ตาของหัวหน้าสิงค์ยังคงไร้อารมณ์ แต่จับจ้องมาที่เขาอย่างไม่วางตา
"แน่ใจครับ" นิทานจ้องกลับไป
"นายยกโทษให้ผู้พันแล้วจริง ๆ เหรอ"
"ั้แ่แรกมันก็ไม่เคยเป็ความผิดของผู้พันอยู่แล้วครับ"
หัวหน้าสิงค์กับนิทานสบตากันสักพัก หัวหน้าสิงค์จึงเบนสายตาลง ยิ้มเล็กน้อย
"นายโตขึ้นแล้วจริง ๆ สินะ" หัวหน้าสิงค์ยิ้ม
"ผม 21แล้วนะครับ แถมผมยังสูงกว่าหัวหน้าแล้วนะ" นิทานยิ้ม
"เงียบเลยน่า ในสายตาฉัน ฉันยังเห็นเด็กขี้แยที่สมัยเรียนวิ่งมาขอให้ฉันสอนวิธีชกคนอยู่เลย"
"ก็นะ ไอ้พวกนั้นมันก็รังแกแต่คนอ่อนแอเท่านั้นล่ะครับ พอผมซัดพวกนั้นจนคว่ำชีวิตก็สงบสุขขึ้นเยอะเลย" นิทานยักไหล่
"สมัยนั้นดังมากเลยนะครับ 'นักล่ากับหมากินคน' น่ะ" ภูหัวเราะ
"ก็พูดกันเกินไป ก็จริงที่ผมเอาไม้ไปดักตีพวกนั้นกับคีตา แต่คีตาไม่ได้กินคนซะหน่อย แค่กัดยับเอง" นิทานยิ้มแหย ๆ
"โฮ่ง!"
แง่ง! คีตายิงฟันอย่างรู้งาน
ทั้ง 3 หัวเราะอย่างครึกครื้น นิทานมั่นใจว่าเขาต้องคิดถึงบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้แน่ ๆ เมื่อเขาย้ายออกไปแล้ว
นิทานไม่ใช่คนมีเพื่อนเยอะ แม้เขาจะพูดคุยหยอกล้อได้กับหลาย ๆ คนแต่คนที่เขารู้สึกใกล้ชิดจริง ๆ มีแค่หัวหน้าสิงค์ที่เป็เหมือนผู้ใหญ่ที่คอยให้คำปรึกษากับพี่ภูที่เป็เหมือนพี่ชาย
เพื่อนทหารและชาวเมืองหลายคนต่างรักและรู้จักนิทาน แต่ภายในใจของนิทานเองที่ปิดกั้นเอาไว้ สำหรับเขา คนสำคัญไม่ใช่อะไรที่จะมีได้เยอะ นิทานจึงให้ความสำคัญกับทุกคนที่เขารัก
"จริงสิ ถ้าสมมตินายอยากลองไปเจออะไรใหม่ ๆ เป็นักผจญภัยก็เป็ตัวเลือกที่ดีนะนิทาน" พี่ภูพูดขึ้นมา
"ผมก็คิดไว้เหมือนกันครับ แต่คิดว่าคงลองดูงานหน่วยพิทักษ์เมืองก่อน การได้เจอคนหลาย ๆ ประเภทก็อาจจะทำให้ผมได้เข้าใจอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับคำของตัวเองขึ้นมาได้น่ะครับ อีกอย่าง ผมได้ยินมาว่าหน่วยพิทักษ์เมืองเงินดีมากเลยล่ะครับ" นิทานอธิบาย
"ก็มีเหตุผลนะ เอาเถอะ นายก็ลองพยายามดูละกัน ฝีมืออย่างนายทำงานที่ไหนก็รุ่งอยู่แล้ว ว่าแต่นายคิดว่านายจะออกเดินทางเมื่อไหร่ละ" หัวหน้าสิงค์ถาม
"2-3 วันนี้แหละครับ ขอเก็บของอะไรให้เรียบร้อยก่อน แล้วผมค่อยโดยสารนกั์ 8ปีกไป"
"ตอนแรกฉันว่าอยากจะเลี้ยงส่งนายอยู่นะ แต่ดูแล้วนายคงไม่อยากเรียกคนมาเยอะ ๆ ให้วุ่นวายใช่มั้ยล่ะ งั้นเย็นนี้ไปร้านเดิมกัน เรา 3คนก็พอ" หัวหน้าสิงค์จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ
“ได้ครับ ผมไม่ได้เห็นพี่ภูเมามานานแล้วด้วย ครั้งนี้ต้องจับกรอกสักที” นิทานยิ้มซุกซนพลางมองไปที่พี่ภูที่กำลังยิ้มแหย ๆ
“โฮ่ง!”
เมาหัวทิ่ม เมาหัวทิ่ม!
คีตาะโไปมาอย่างร่าเริง ในที่นี้ คงมีคีตาที่ชอบงานเลี้ยงที่สุด
“นายกินสเต๊กแกะูเาไปเหมือนเดิมนั่นแหละ เป็หมาห้ามดื่มเหล้านะ” นิทานดุ
เมื่อเห็นหางที่ลู่ลงของคีตา ทุกคนก็หัวเราะอย่างอบอุ่น
“ยังดูแลคีตาดีเหมือนเดิมเลยนะนายเนี่ย” หัวหน้าสิงค์หัวเราะ เขายอมรับว่าเขาคงเหงานิดหน่อยเมื่อสองคู่หูตรงหน้าจากไป
“คีตานี่แหละครับ หนทางอันรุ่งโรจน์ในชีวิตผมล่ะ” นิทานหัวเราะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนั้นทั้งวันนิทานเดินทางไปร่ำลาเหล่าคนรู้จักทั้งหลายในเมืองพร้อมกับแจ้งเื่ที่เขาจะย้ายออกไปในตัว
"ลูกค้าประจำเกือบ 10ปีของลุงจะย้ายเข้าเมืองหลวงแล้วเหรอเนี่ย" คุณลุงร้านหมูปิ้งกล่าวอย่างเสียดาย
"รักษาตัวด้วยนะลูก ไปเมืองหลวงแล้วตอนกลางคืนจะหนาว ห่มผ้าให้เรียบร้อยล่ะ" คุณป้าร้านขนมพูดด้วยความเป็ห่วง
"คีตาก็รักษาตัวเหมือนกันนะลูก อย่าดื้ออย่าซนมากนักล่ะ เข้าใจมั้ย"
เหล่าชาวเมืองต่างพากันร่ำลานิทานล่วงหน้า นิทานรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ สำหรับเขาที่เสียครอบครัวไปั้แ่เด็ก เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ััอะไรแบบนี้บ่อยนัก เขาเพียงตอบกลับทุกคนด้วยรอยยิ้ม
หลังจากพบคนรู้จักเรียบร้อยแล้วเขาจึงมุ่งหน้าไปยังร้านจอกศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 3 ต่างพูดคุยกันสัพเพเหระ รำลึกความหลังสมัยก่อน พวกเขาไม่ได้เศร้าอะไรกันมากนัก สุดท้ายแล้วหัวหน้าสิงค์และพี่ภูก็ยังมีอนาคตอันยาวไกลให้ไปไขว่คว้า ย่อมได้เจอกันอีกในอนาคต
เพียงแต่สถานที่พบเจอย่อมไม่ใช่เมืองศิลาลัยอีกต่อไป
หลังกล่าวร่ำลากันเรียบร้อย นิทานและคีตาจึงกลับบ้านของตน ยังมีอีกหลายสิ่งที่เขาต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนย้ายออก
นิทานใช้เวลาไปอีกวันกับการจัดข้าวของส่วนตัว นิทานนั้นไม่ได้มีข้าวของอะไรมากอยู่แล้ว เขาเพียงจัดการพวกเสื้อผ้า และอุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายลงไปในกระเป๋าถือใบใหญ่เท่าหลังของเขาที่เขาแวะซื้อที่ร้านของฮีดัล
กระเป๋าบรรจุวังเป็วัตถุเสริมอาคมประเภทหนึ่งที่ใส่พลังสายมิติลงไป ข้างในมีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นภายนอก น้ำหนักของที่ใส่เข้าไปภายในจะลดลงเป็อย่างมาก
เขาเคยมีความคิดจะใช้กระเป๋าบรรจุวังเข้าป่าเช่นกัน แต่เพราะขนาดอันเทอะทะและราคาของมันทำให้เขาล้มเลิกความคิดไปอย่างรวดเร็ว
นิทานนึกไปถึงตอนที่เขาไปลาฮีดัล
"มาซื้อของครั้งสุดท้ายแล้วเนี่ย ลดหน่อยไม่ได้หรือไงฟะ 5000ไกอาเลยนะ" นิทานบ่น
"ไม่ได้เฟ้ย ของซื้อของขาย นายก็รู้กระเป๋านี้ทั้งร้านฉันมีอยู่กี่ใบเอง กว่าของจะมาส่งอีกก็ไม่รู้เมื่อไหร่" ฮีดัลแยกเขี้ยว
"เอ้า ไหน ๆ ก็ครั้งสุดท้ายทั้งที ฉันแถมนี่ให้นายละกัน" ฮีดัลมุดลงไปใต้โต๊ะ ยุกยิก ๆ อยู่สักพักจึงพกกระเป๋าสะพายใบเล็กออกมา กว้างและยาวกว่าแขนของเขาเพียงเล็กน้อย ทางด้านข้างมีชื่อร้านอุปกรณ์วิเศษของฮีดัลปักไว้
"นี่ก็กระเป๋าบรรจุวังเหมือนกันแต่เป็ขนาดเล็ก เก็บของได้แค่ประมาณโต๊ะสักตัวเท่านั้นแหละ ไม่เหมือนใบใหญ่ที่ใส่ได้ประมาณวัว 2ตัว อันนั้นเป็กระเป๋าสะพายหลัง เหมาะสำหรับการขนย้ายของหรือสินค้า ไม่เหมาะพกติดตัวเหมือนอันนี้ที่ไว้สะพายข้าง" ฮีดัลโยนให้
"ใบนี้ปกติ 3000ไกอาเลยนะเฟ้ย แต่เป็นายฉันแถมให้ละกัน นายมันพวกบ้าหอบฟางพกนู่นพกนี่เข้าป่าอยู่แล้วนี่ น่าจะสะดวกขึ้นเยอะ"
นิทานหยิบกระเป๋าใบเล็กมาล้วงดูเล็กน้อยก่อนพบว่าข้างในมีพื้นที่มากพอจะใส่บรรดาหอก มีด ธนูและลูกศรได้เป็อย่างดี นิทานฉีกยิ้มอย่างพอใจ นำมาสะพายไหล่ของตน จัดท่าทางให้สะดวกต่อการหยิบคว้า
"มันต้องงี้สิ ขอบคุณมากนะฮีดัล" นิทานยิ้ม
ฮีดัลไม่ตอบอะไร เพียงโบกมือไล่ก่อนจมลงกับกองหนังสืออีกครั้ง
หลังจากจัดของเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยจนถึงยามค่ำ นี่คือคืนสุดท้ายของเขาที่เมืองศิลาลัยที่เขาอยู่มาตลอดชีวิต 21ปีของเขา
นิทานพลันนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ั้แ่เกิด เมืองศิลาลัยก็เป็ที่ที่เดียวที่เขาอาศัยอยู่ แม้แต่ตอนเรียนเขาก็เรียนที่เมืองนี้ ตอนที่คิดว่าจะได้รับการบรรจุเข้าหน่วยเชื้อไฟก็ทำที่เมืองนี้ ตอนที่ต้องเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนเพื่อรอให้อายุครบเกณฑ์ก็ยังเป็ที่เมืองนี้
เื่ราวต่าง ๆ ในชีวิตของเขาล้วนเกิดขึ้น ณ ที่นี้ ภาพของการสูญเสียพ่อแม่อันเป็ที่รัก ภาพของการพบเจอระหว่างเขาและคีตา รวมถึงภาพของการทำพิธีสลักคำในตอนนั้น
นิทานได้รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวเป็ครั้งแรกก็ในตอนที่เขาสูญเสียบิดามารดาไป เขากลายเป็เพียงเด็กอายุ 12ปีที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยตัวคนเดียว ด้วยความที่เขาเป็เด็กมีพร์ ในตอนนั้นมีคนมากมายที่พร้อมรับเขาไปเลี้ยง แต่นิทานกลับรับรู้ได้เพียงความ้าจะใช้ประโยชน์จากเขา เขาจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียว
มีเพียง 2คนที่เขารู้สึกว่าจริงใจกับเขาที่สุด หัวหน้าสิงค์และผู้พันลาลันตา หลังจากนั้นจึงเป็พี่ภูที่เขาเริ่มสนิทที่หลัง
แม้ผู้พันลาลันตาจะคอยพร่ำโทษตัวเองอยู่เสมอกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นแต่นิทานกลับไม่เคยคิดโทษเธอเลยสักนิด เขารู้ดีกว่าใครว่าในเวลานั้น คนที่พยายามที่สุดก็คือผู้พันลาลันตา แม้ผลลัพธ์จะช่างโหดร้ายต่อเด็กวัย 12เช่นเขา แต่ตัวนิทานเองเข้าใจดีว่าบางสิ่ง ต่อให้โกรธแค้นหรือเสียใจเพียงไร มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เขาเลือกที่จะปฏิเสธคำเชิญชวนของผู้พันลาลันตาเพราะเขากลัว เขาไม่้าจากเมืองนี้ไปอยู่ในเมืองหลวงอันพลุกพล่าน ยิ่งไปในฐานะลูกบุญธรรมของผู้พันด้วยแล้ว
ส่วนหัวหน้าสิงค์ แม้หัวหน้าสิงค์จะพร้อมดูแลเขา แต่เป็เขาเองที่ไม่อยากไปรบกวนครอบครัวของหัวหน้าสิงค์ ในขณะนั้นหัวหน้าสิงค์แต่งงานใหม่ ครอบครัวกำลังก่อตัว เขาไม่้าที่จะไปรบกวนครอบครัวนั้น เขาจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียว ความช่วยเหลือต่าง ๆ จากหัวหน้าสิงค์ยังคงมีมากมาย เพียงแต่เขาเลือกที่จะอาศัยอยู่คนเดียวก็เท่านั้น
ยังถือเป็เื่ดีที่นิทานเป็คนวางตัวเก่ง ชาวเมืองจึงเอ็นดูเขา ไม่ทำให้เกิดปัญหามากมายอะไรอย่างที่เขากังวล เขาเพียงเติบโตมาอย่างเหงาหงอยกว่าเด็กทั่วไปเพียงเท่านั้น
แม้เขาจะชอบอยู่คนเดียว คำแห่งพลัง จางหาย คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงถึงตัวตนด้านความ้าปกปิดตัวตนออกไปอยู่อย่างสงบ ไม่มีใครเห็น แต่สำหรับเด็กวัย 12ขวบ มันก็กลายเป็รูโหว่ขนาดใหญ่ในหัวใจของเขาตลอดมา
จนกระทั่งเขาได้พบคีตา คีตากลายเป็ครอบครัวใหม่ของเขา ช่องโหว่ในหัวใจค่อย ๆ ถูกเติมด้วยขนสีดำฟูฟ่องไปทีละน้อย ๆ จนในที่สุดความเหงาก็ถูกเปลี่ยนเป็ความอบอุ่น
เมืองนี้จึงถือเป็ครึ่งหนึ่งของชีวิตของนิทาน
หากจะบอกว่าเขาไม่กลัวก็คงจะโกหก ในฐานะคนเข้าสังคมไม่เก่งเช่นเขา การต้องย้ายออกไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างเมืองย่อมท้าทายสำหรับเขา
นิทานหันไปมองคีตาที่หลับอยู่ข้างกาย อย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่ได้อยู่คนเดียว
"พรุ่งนี้สินะ" นิทานพึมพำ