จิ่นฮวาอยู่แต่ในจวน ไม่เข้าป่าหมอกอาถรรพ์อีกเลยตั้งแต่นั้น นางกลัวว่าจะพบชายผู้นั้นอีก แล้วทำตัวไม่ถูก จนในที่สุดบิดาและภูติทั้งสองก็กลับมา
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเคยพบบุรุษผู้หนึ่งในป่าหมอกอาถรรพ์ชั้นกลางบ้างหรือไม่” จิ่นฮวาเอ่ยถามขณะที่นั่นเล่นอยู่ในสวนดอกไม้หน้าจวน
“ใครหรือเจ้าคะ” เยว่เอ๋อร์หันมาถาม
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน เมื่อวันก่อนข้าเข้าไปในป่าแล้วพบเขาที่บ่อน้ำพุร้อน เจ้าว่าเขาได้รับพรให้สัตว์อสูรไม่ทำร้ายเหมือนข้าหรือไม่” จิ่นฮวาสันนิษฐาน
“ไม่น่าใช่เจ้าค่ะ ผู้ได้รับพรนั้นมีเพียงท่านผู้เดียว อาจจะเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์สูงส่งก็ได้เจ้าค่ะ ตลอดสองแสนปีที่ข้าบำเพ็ญในป่าแห่งนี้ ก็พอเห็นอยู่บ้างผู้ที่มั่นใจในฝีมือตนเอง ผ่านม่านหมอกเข้าไปเสี่ยงดวงในป่าชั้นกลาง แต่ก็มีน้อยคนที่รอดชีวิตออกมาได้เจ้าค่ะ” เยว่เอ๋อร์อธิบาย
ป่าหมอกอาถรรพ์นั้นอยู่ภายใต้อาณาเขตดูแลของเทพพฤกษา ถูกแบ่งแยกชั้นนอกและชั้นกลางด้วยม่านหมอกหนา สัตว์อสูรที่อยู่ภายในไม่สามารถออกมาได้ แต่มนุษย์สามารถผ่านเข้าไปได้ จึงไม่แปลกที่นานๆ ทีจะมีคนเข้าไปเสี่ยงโชคข้างในบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจบชีวิตท่ามกลางคมเขี้ยวสัตว์อสูร
‘แต่ดูท่าทางเขาอาบน้ำสบายใจขนาดนั้น คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง’ จิ่นฮวาได้ฟังก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา กลัวชายหนุ่มจะถูกสัตว์อสูรทำร้าย แต่เมื่อนึกถึงบรรยากาศรอบตัวเขาก็คิดว่าเขาคงเอาตัวรอดได้
“เราออกไปเที่ยวเล่นในเมืองกันเถอะ พวกเจ้าไม่อยู่ข้าอยู่บ้านจนเบื่อแล้ว” จิ่นฮวาชวนภูติทั้งสอง
“เจ้าค่ะ/ขอรับ” ภูติน้อยตอบพร้อมกัน
จิ่นฮวาในชุดบุรุษกำลังเดินเล่นในเมือง มองดูของร้านนู้นร้านนี้อย่างสบายใจ
ขณะกำลังเลือกดูเครื่องประดับที่ร้านแผงลอยอยู่นั่นก็มีถุงขนมยื่นมาตรงหน้า จิ่นฮวาหันไปมองพบบุรุษรูปงามยืนอยู่ด้านข้าง
“ให้เจ้า” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“เจ้ามาได้อย่างไร ออกมาจากป่าแล้วหรือ” จิ่นฮวาตกใจเมื่อเจอคนที่นางหลีกเลี่ยงมากที่สุด อุตส่าห์ไม่เข้าป่า ดันมาเจอในเมือง
“ข้ามาเพื่อให้เจ้ารับผิดชอบที่แอบดูข้าอาบน้ำ” ชายหนุ่มพูดเสียงไม่เบาเลย จนคนที่ยืนแถวนั้นหันมามองด้วยสายตาแปลกๆ จิ่นฮวาจึงรีบปิดปากเขาแล้วดึงมือมาที่บริเวณที่ไม่ค่อยมีคน
“จะให้ข้ารับผิดชอบยังไง” จิ่นฮวาเอ่ยถาม
“ข้าแต่งให้ผู้อื่นไม่ได้แล้ว เจ้าต้องแต่งข้าเป็นสามี” ชายหนุ่มทำหน้าจริงจังขณะกล่าววาจา ว่าจะแต่งเข้าบ้านนาง
“ข้าอายุเพียง 14 ปี ยังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำจะแต่งงานได้อย่างไร เจ้าล้อเล่นแล้ว” จิ่นฮวาอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยกลับไป
“ข้ารอได้ ไว้เจ้าพร้อมค่อยมาแต่ข้าเป็นสามี” ชายหนุ่มกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ข้ามีนามว่า เทียนหลง เรียกข้าว่าพี่หลงแล้วกัน เจ้าเอามือมา” ชายหนุ่มแนะนำตนเองพร้อมคว้ามือจิ่นฮวาอย่างไม่รอคำตอบ เทียนหลงหยิบกำไลหยกดำ ที่แกะสลักลวดลายเป็นมังกรสีทองงดงามขึ้นมาแล้วสวมที่ข้อมือของนาง
“แค่นี้เราก็เป็นคู่หมั้นกันแล้ว” เทียนหลงเอ่ยพร้อมยกแขนข้างซ้ายให้นางดู ที่ข้อมือของเขามีกำไลแบบเดียวกันสวมอยู่
“เอ่อ ง่ายไปหรือไม่ เราพึ่งรู้จักกันนะ” จิ่นฮวาทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้ดึงมือกลับ
“ไม่เป็นไร เราค่อยๆ ทำความรู้จักกัน ต่อจากนี้ข้าจะตามติดเจ้าไปทุกที” เทียนหลงยิ้มหวานให้จนจิ่นฮวานิ่งอึ้งกับความงดงามของรอยยิ้มนั้นไปชั่วขณะ จึงไม่ทันเอ่ยปฏิเสธ
เทียนหลงจูงมือนางเดินเที่ยวตลาดอย่างสนุกสนาน
“เสี่ยวจิ่น เจ้ากินนี่สิอร่อยนะ” เทียนหลงหยิบขนม กุ้ยฮวาหนึ่งชิ้นยื่นให้นาง จิ่นฮวาจึงกัดไปหนึ่งคำ หันมาอีกทีเทียนหลงก็งับขนมครึ่งชิ้นที่เหลือในมือนางเข้าปากแล้ว จิ่นฮวามองเขาตาโตแต่ก็พูดไม่ออกสักคำ จึงได้แต่ปล่อยไป
เทียนหลงทำตัวสนิทสนมกันนางอย่างเป็นธรรมชาติมาก จนจิ่นฮวาหายเกร็งและรู้สึกสนิทกับเขาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองจึงเดินเที่ยวตลาดกันอย่างมีความสุขตลอดช่วงบ่าย โดยมีสาวน้อยสาวใหญ่มองตามพวกเขาทั้งสองตาเป็นประกาย
“บุรุษรูปงามกับหนุ่มน้อยหน้าหวาน พวกเขาเหมาะสมกันจริงๆ รักต้องห้ามสินะ ต้องใช่แน่ๆ” คุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยกับสหายจ้องทั้งสองที่ป้อนขนมกันตาเป็นประกาย นางคิดว่าจิ่นฮวาเป็นหนุ่มน้อยหน้าหวานที่แอบคบกับบุรุษรูปงามที่ยืนข้างๆ
ขณะที่พวกเขาเดินเที่ยวกัน ภูติทั้งสองก็บินตามมาห่างๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด ครั้งแรกที่เยว่เอ๋อร์เห็นเทียนหลง นางกำลังจะทำความเคารพ แต่ชายหนุ่มกับส่งสายตาห้ามปรามจึงทำได้แต่หุบปาก ส่วนจิ้นซื่อก็สัมผัสตัวตนของเทียนหลงได้เช่นกัน เขากำลังจะอ้าปากก็ถูกเยว่เอ๋อร์ปิดปากไว้เสียก่อน ขณะนั้นจิ่นฮวากำลังเลือกเครื่องประดับ จึงไม่ทันสังเกตเห็น
“เราไปบ้านเจ้ากัน ข้าต้องไปพบบิดามารดาเจ้า” เทียนหลงเอ่ยพร้อมจูงมือจิ่นฮวากลับไปที่รถม้าของนาง ที่มีบ่าวนั่งรออยู่
“เช่นนั้นก็ได้ แต่ข้าจะแนะนำว่าท่านเป็นสหายเท่านั้น พี่หลงท่านห้ามพูดอะไรมาก เข้าใจหรือไม่จิ่นฮวาเอ่ยกำชับ
“ได้ๆ ทุกอย่างล้วนว่าตามเจ้า” ชายหนุ่มอมยิ้มและพยักหน้าสองครั้ง นางเรียกเขาว่าพี่หลงอย่างเต็มปากแล้ว เขามีความสุขมากเขาจะตามใจนางทุกอย่าง ชดเชยกับเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกัน
เมื่อมาถึงรถม้า จิ่นฮวาจึงบอกบ่าวชายที่ขับรถม้าว่า “นี่สหายข้า เขาจะกลับกับเราด้วย” บ่าวชายจึงทำความเคารพแล้วกลับไปประจำตำแหน่งของตน
เมื่อถึงบ้านก็ใกล้เวลาอาหารเย็น ทุกคนจึงรวมตัวกันที่เรือนใหญ่ จิ่นฮวาชวนให้เทียนหลงกินมื้อเย็นด้วย
“ท่านพ่อท่านแม่ นี่คือพี่เทียนหลงเราพบกันในป่าหมอกอาถรรพ์ พูดคุยถูกคอจึงนับถือกันเป็นสหาย” จิ่นฮวาเอ่ยแนะนำ
เทียนหลงยืนขึ้นและก้มหัวทักทายบิดามารดาของนาง “ยินดีที่ได้พบขอรับท่านน้าทั้งสอง”
“ส่วนนี่น้องชายข้าหลินจิ่นหยางเจ้าค่ะ” จิ่นฮวาแนะนำน้องชาย จิ่นหยางก็ทำความเคารพเทียนหลงเช่นกัน
มื้ออาหารนี้ผ่านไปด้วยดี เทียนหลงมีความเป็นธรรมชาติเข้ากับครอบครัวของนางได้อย่างง่ายดาย จนเยว่เอ๋อร์รู้สึกแปลกใจ ท่านเทพผู้เงียบขรึมคนนั้นกับเทียนหลงผู้นี้ เป็นคนเดียวกันแน่หรือ
ทางด้านบิดามารดาของจิ่นฮวา เห็นว่าเทียนหลงผู้นี้ท่าทางสง่างาม บุคลิกสูงส่ง กลิ่นอายไม่ธรรมดา แถมภูติทั้งสองไม่ได้เอ่ยอะไร พวกเขาจึงวางใจให้เป็นสหายกับบุตรสาว ถ้าหากชายผู้นี้คิดไม่ซื่อ ภูติทั้งสองคงสัมผัสได้แล้ว
จิ่นฮวาออกมาส่งเทียนหลงที่หน้าจวนหลังกินมื้อเย็นเสร็จ
“พี่หลง ท่านพักอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ” จิ่นฮวาเอ่ยถามเขา
“บ้านข้าอยู่ใจกลางป่าหมอกอาถรรพ์อย่างไรเล่า เอาไว้ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวบ้านข้าบ้าง” เทียนหลงตอบพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วรีบขอตัวกลับ
จิ่นฮวาไม่ทันได้ถามต่อ มองตามไปก็ไม่เห็นใครแล้ว ‘ใจกลางป่า? เทียนหลง? เทพมังกร? หรือว่าพี่หลงก็คือเทพมังกรที่อาศัยอยู่ใจกลางป่าหมอกอาถรรพ์’ จิ่นฮวาตกใจ
นางยกกำไลที่ข้อมือขึ้นมามองดู แล้วลูบไล้นิ้วมือไปบนลวดลายสลักรูปมังกรที่อยู่บนกำไล เผลอยิ้มอย่างมีความสุข นางรู้สึกว่านางผูกพันกับเขาทั้งที่พึ่งเคยเจอกันแค่ 2 ครั้ง แต่นางก็อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเช่นกัน