บทที่ 22 เทพเซียนลงครัว
แล้วตอนนี้เป่ยิอินอยู่ที่ไหนน่ะหรือ?
ตอนนี้เขายืนอยู่หน้ากำแพงดำ บนกำแพงกระเพื่อมเป็จังหวะเหมือนผิวน้ำ มันสูงขึ้นไปถึงรอยแยกประหลาดบนท้องฟ้า
เป่ยิอินเงยหน้าขึ้นมองรอยแยกที่ปรากฏขึ้นเป็ระยะๆ
หมอกสีม่วงข้างตัวเขาคล้ายสบโอกาสเหมาะ มันตัดสินใจหนี รีบพุ่งไปยังรอยแยกนั้น ทว่ายังไม่ทันถึงเป้าหมาย คล้ายมีพลังงานบางอย่างขวางกั้นมันไว้
พริบตานั้นเอง หมอกม่วงในอากาศพลันบิดเบี้ยว มันร้องโวยวาย "เจ็บ เจ็บเหลือเกิน ข้ายังไม่อยากตาย ท่านเซียนได้โปรดช่วยข้าด้วย!"
ได้ยินเสียงอ้อนวอน เป่ยิอินกลับยืนนิ่ง เฝ้ามองหมอกสีม่วงค่อยๆจางหายไปด้วยสีหน้าเ็า ไม่คิดเข้าไปช่วยเหลือนาง
หมอกสีม่วงพยายามรวบรวมพลังเข้าต้าน แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการกัดกินของพลังที่มองไม่เห็นได้
ข้าไม่ยินยอม! ตัวข้าเพิ่งปลุกสติปัญญาได้ไม่นาน แต่กลับต้องมาตายเพราะความประมาทของตัวเองงั้นหรือ?
เป่ยิอินเฝ้ามองั้แ่ต้นจนจบ เขาสังเกตเห็นว่าตอนปีศาจคอกคางพุ่งชนรอยแยกมิติ ได้บังเกิดแสงสีเงินสว่างวาบ ที่แท้ก็มีม่านพลังที่แข็งแกร่งขวางไว้นี่เอง หากมีใครเข้าใกล้ก็จะถูกม่านพลังนี้ทำร้ายจนกระทั่งิญญาแตกสลาย
เมื่อหมอกสีม่วงสลายไปในอากาศ เป่ยิอินก็เริ่มรวบรวมพลังมาไว้ที่นิ้วเดียว แล้วจี้มันออกไป ทำลายม่านพลังชั้นแล้วชั้นเล่า จนกระทั่งแสงสีเงินจางหาย เขาถึงพุ่งตัวเข้าหารอยแยกมิติ
แน่นอน ระหว่างการทำลายม่านพลังย่อมนำมาซึ่งเสียงอันดัง มันได้ดึงดูดความสนใจของิญญาพยาบาทมากมาย แค่พวกมันไม่ยอมปรากฏตัว เพียงเฝ้ารอโอกาสอย่างเงียบๆ
พอเห็นว่าม่านพลังถูกทำลายลง เื้ัเป่ยิอินก็ปรากฏิญญาพยาบาทมากมายไล่ตามมา พวกมันฉวยโอกาสหนีตามออกมา เหมือนกับผีเสื้อกลางคืนที่บินเข้าหากองไฟ ถึงแม้ว่าจะเสี่ยงถูกทำลายิญญาก็ไม่เสียดาย
ในขณะที่เป่ยิอินมิได้เลินเล่อเช่นพวกมัน ก่อนเข้าสู่รอยแยกมิติ เขาได้สร้างม่านป้องกันคุ้มกันรอบตัว เป็เกราะกำบังมิให้กระแสมิติเข้าถึงตัว
ซึ่งมีิญญาพยาบาทไม่น้อยที่โชคร้าย ระหว่างทางหนี พวกมันถูกกระแสมิติที่คมราวกับมีดกวาดเข้าใส่ พากันส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนา
ใช้เวลาไม่นาน เป่ยิอินในชุดขาวสะอาดไร้สิ่งใดปนเปื้อนก็หลุดออกมาจากรอยแยกมิติได้สำเร็จ จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไป แล้วยิงแสงสีทองจากนิ้ว
ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญาพยาบาท พวกมันเหมือนลูกอ๊อดตัวดำ พอถูกแสงสีทองส่องกระทบก็กลายเป็ผงธุลีหายไปในอากาศ ไม่มีตัวใดสามารถเล็ดลอดออกมาได้เลย
เป่ยิอินหลับตาลง พยายามััถึงตัวตนของหนานลี่ แล้วก็ได้ยินเสียง "ก๊อกๆๆ" เหมือนกับเสียงตะเกียบเคาะชาม คล้ายต้นทางกำลังตีไข่ให้เข้ากัน
เป่ยิอินคิดในใจ : หรือข้าจะคิดมากไป? ปีศาจน้อยอาจปลอดภัยดี ทั้งยังกำลังทำอาหารอีก?
อย่างไรก็ตาม แม้ััจะบอกว่าหนานลี่ไม่เป็อะไร แต่ก่อนที่จะเห็นกับตาตัวเอง เขายังไม่สามารถวางใจได้ จึงหายวับไปจากที่เดิม ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมวลสาร ออกตามหาปีศาจน้อยอย่างรวดเร็ว
....
ขณะนี้ หนานลี่ทำเค้กเสร็จทุกขั้นตอนแล้ว เหลือแค่นำไปอบ แต่คนโบราณไม่มีเตาอบ นางจึงได้แต่ลองใช้ซึ้งไม้ไผ่นึ่ง แล้วภาวนาให้เค้กนุ่มฟู เพียงแต่ "แม่ครัว" อย่างนางก่อไฟเตาดินของคนโบราณไม่เป็ นางในฐานะคนยุคใหม่ที่จนปัญญา จึงได้แต่มองจอมมารพยาบาทที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างด้วยแววตาที่น่าสงสาร "ท่านจอมมารช่วยข้าจุดไฟหน่อยสิเ้าคะ อีกไม่นานเค้กก็จะเสร็จแล้ว"
จอมมารพยาบาทก็ไม่ได้ทำให้เื่ยาก ชี้ไปที่เตาดิน "เ้าเอาฟืนใส่ไปก่อนซักสองท่อน"
หนานลี่หยิบฟืนสองท่อนที่ใหญ่เท่ากับหัวของนางใส่เข้าไปในเตาดิน จอมมารพยาบาทเห็นแบบนั้นก็ถึงกับกลอกตามองบน เขาเหลือบมองนางด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ สงสัยจริงๆว่านางกำลังแกล้งเขาใช่หรือไม่ เพราะหากท่อนฟืนนั้นติดไฟขึ้นมา เกรงว่าก่อนจะได้กินเค้กแสนอร่อยที่พูดถึง มันคงถูกเผาจนไหม้หมดเสียก่อน
หนานลี่ "ก็ฝืนสองท่อนตามที่ท่านบอกไงเ้าคะ ท่านจอมมารรีบจุดไฟเถอะเ้าค่ะ"
จอมมารพยาบาทรู้สึกว่า ถึงแม้เขาจะละทิ้งอารมณ์ทั้งห้ามาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังถูกปีศาจน้อยที่โง่เขลาตนนี้ทำให้โกรธจนตาขวาง
แต่ในตอนนั้นเอง จอมมารพยาบาทรับรู้ได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากด้านหลังจึงหันกลับไป ฟาดฝ่ามือออก ไอมารสีดำรวมตัวกันที่ฝ่ามือของเขา กลายเป็เปลวเพลิงทมิฬกลืนกินแสงสีทองที่พุ่งเข้ามา
หนานลี่รีบหาที่หลบ ยามผู้ยิ่งใหญ่ห้ำหั่นกัน ปีศาจน้อยเช่นนางย่อมรับผลพวงไม่ไหว ฉะนั้นต้องเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง รู้จักเอาตัวรอดก่อน
ไม่นาน เป่ยิอินในชุดขาวสะอาดก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
เพลิงทมิฬเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาคล้ายกองไฟที่เจอพายุฝนตกใส่ สุดท้ายระเหยหายไปไม่มีเหลือในอากาศ
ดวงตาแดงก่ำของจอมมารพยาบาททอประกายอย่างดุร้าย เขาโจมตีเป่ยิอินอีกครั้ง
เป่ยิอินก็รับมือได้อย่างง่ายดาย สถานการณ์รบมิได้คู่คี่ก้ำกึ่ง ไม่นาน ก็มีฝ่ายหนึ่งถูกกดดันอยู่ฝ่ายเดียว
จอมมารพยาบาทเมื่อเห็นว่าตัวเองสู้เป่ยิอินไม่ได้ ก็แปลงกายเป็หมอกดำแล้วลอยหายไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านเซียน!" หลังจากการสู้รบจบลง หนานลี่โบกมือเรียกเป่ยิอิน พอเขาร่อนลงมาเท้าแตะพื้นนางก็เดินมาข้างๆ เขย่งเท้า แล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ของเป่ยิอิน พูดด้วยรอยยิ้ม "ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านเซียนมีน้ำใจ ต้องไม่ทอดทิ้งข้า!"
ท่าทางที่สนิทสนมกันเช่นนี้มันเหมือนสหายมาเจอกันมากกว่าคนรักมาเจอกัน
เป่ยิอินเหลือบมองมือของหนานลี่ที่กำลังโอบไหล่เขาเหมือนเพื่อน สองคิ้วก็ย่นเข้าหากัน
ทั้งๆที่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆกันนะ?
หนานลี่รีบเอามือลง นางลืมไปได้อย่างไรว่าท่านเซียนไม่ชอบให้ใครััตัว แม้แต่นางเอกที่ตั้งใจจะเข้าไปในอ้อมกอดของเขา เป่ยิอินก็ยังไม่ชอบเลย
"ข้าแค่ดีใจไปหน่อยเ้าค่ะ จึงเสียมารยาท ประพฤติตัวไม่เหมาะสมเช่นนี้ "หนานลี่อธิบายอย่างตะกุกตะกัก
เป่ยิอิน "..."
ที่จริงแล้วเมื่อครู่เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจที่ปีศาจน้อยที่ทำตัวสนิทสนม ตรงกันข้ามยังรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็ความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ
เป่ยิอินสลัดความคิดที่สับสนออกจากหัว แล้วก็มองหนานลี่ั้แ่หัวจรดเท้า "เ้าไม่าเ็ใช่หรือไม่"
หนานลี่ส่ายหน้า ตบหน้าอกของตัวเองแล้วก็พูดว่า "ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ถึงแม้ว่าจอมมารในมิตินี้จะรับมือได้ยากสักหน่อย และพลังของข้าไม่อาจสู้เขาได้ แต่โชคดีที่ข้าฉลาด รู้จักใช้ไหวพริบจึงรอดมาได้เ้าค่ะ" วาจาโอ้อวดเช่นนี้ช่างน่าหมั่นไส้จริงๆ
หลังจากยกยอตัวเองจนสาแก่ใจแล้ว หนานลี่ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงถามว่า "ท่านเซียน เหตุใดท่านถึงได้ปล่อยจอมมารไปเล่า ท่านาเ็ก็จริง แต่การรบเมื่อครู่ ท่านกุมความได้เปรียบอย่างชัดเจน ยอมปล่อยปีศาจกลับเข้าป่าเช่นนี้มันดีแล้วหรือเ้าคะ"
เป่ยิอินมองหนานลี่ด้วยดวงตาที่ราวกับห้วงทะเลลึก "ก่อนจากไป เขาถูกข้าทำร้ายจนาเ็สาหัส หนีไปได้ไม่ไกลหรอก และข้าได้แจ้งให้คนในสำนักเซียนรู้แล้ว หากพวกเราร่วมมือกัน ไม่นานต้องพบตัวเขา"
หนานลี่พยักหน้ารับรู้ ลูบท้องของตัวเอง "ท่านเซียน ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ"
เป่ยิอินหันไปมองเตาดินที่อยู่ไม่ไกล ชี้ไปที่ซึ้งไม้ไผ่บนเตาดินแล้วก็ถามว่า "ข้างในคืออะไร"
หนานลี่ยิ้มแห้งๆ "อาหารเ้าค่ะ ... แต่ยังไม่ได้จุดไฟเลย..."
หนานลี่ยังพูดไม่ทันจบ เป่ยิอินก็เปิดฝาซึ้งออก เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน สายตาของเขาก็เผยถึงความยความรังเกียจ เหมือนกับเห็นอุจจาระทำให้หนานลี่หน้าแดงด้วยความอับอาย
" เห็นทีต้องถึงมือข้าเสียแล้ว "
ว่าจบ เป่ยิอินก็พับแขนเสื้อขึ้น เริ่มนวดแป้งบะหมี่ต่อหน้าหนานลี่ที่กำลังอ้าปากค้าง แป้งหมี่ถูกนวด หั่น และผ่านกระบวนการปรุง ในที่สุดบะหมี่ใส่ไข่ดาวร้อนๆก็ถูกวางไว้ตรงหน้าของหนานลี่ นางเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว "หอมจัง ท่านเซียนท่านเก่งจริงๆ ปราบปีศาจก็ได้ ทำอาหารก็เป็"
ผู้ชายที่ทั้งเก่งและขยันเช่นเขามันสามีในฝันชัดๆ!
เป่ยิอินทำหน้าเรียบเฉย หันหลังกลับไปหยิบชามบะหมี่ของตัวเองมากินอย่างสง่างาม ไม่สนใจคำชมของหนานลี่
หนานลี่ที่ถูกเมินก็ยักไหล่ รีบซดบะหมี่จนหมดชามแล้วก็ถามว่า "ท่านเซียน ตอนที่อยู่ในมิติลับ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกจอมมารพยาบาทจับตัวไป"
สีหน้าของเป่ยิอินกลายเป็ยากจะคาดเดา ถึงแม้ว่าท่านเซียนจะไม่อยากนึกถึงตอนที่เขาเสียสมาธิในมิติจนพลาดท่าพลัดหลงกัน แต่ก็ยังยอมอธิบายให้หนานลี่ฟัง "จำจี้หยกที่ข้าให้เ้าได้หรือไม่ ข้างในนั้นมีเืของข้าอยู่ ข้าใช้จี้หยกชิ้นนี้ตามหาเ้า"
หนานลี่ร้องอ้อขึ้นมา หยิบจี้หยกออกจากแขนเสื้อแล้วก็จุ๊บมัน "ที่แท้หยกชิ้นนี้ก็คือเครื่องรางนี่เอง ข้าจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีเลยเ้าค่ะ"
เป่ยิอินเห็นริมฝีปากแดงของหนานลี่ที่ประกบลงบนจี้หยกก็รู้สึกใจสั่น ใบหูของเขาแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว