แสงอรุณยามเช้าค่อย ๆ ไหลรินผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า เงาแดดอ่อนทาบลงบนพื้นเรือนไม้อย่างเงียบสงบ กลิ่นหญ้าและหมอกบางยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ โจวหยางยืนอยู่ตรงธรณีประตูชั่วครู่ ราวกับปล่อยให้ความสงบนั้นซึมลึกเข้าสู่จิตใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน
เมื่อสายตาของเขาตกลงบนร่างเล็กที่นั่งงัวเงียอยู่บนเสื่อเก่า รอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“โจวอี้…เ้าตื่นแล้วหรือ”
เสียงที่ตั้งใจจะอ่อนโยนกลับยังคงแหบพร่าไปตามกาลเวลา เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสแจ๋วเบิกกว้าง ก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างไร้เดียงสา มือเล็ก ๆ ยกขึ้นตบลงบนใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราอย่างไม่รู้แรง
“…”
โจวหยางนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ สีหน้ากลับไม่แสดงความโกรธแม้แต่น้อย มีเพียงแววตาที่อ่อนลงอย่างประหลาด
เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นอย่างชำนาญ แขนที่ดูผอมแห้งกลับมั่นคงยิ่งนัก ราวกับเคยอุ้มเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มือขวาที่ยังว่างเปล่าค่อย ๆ พลิกขึ้นเล็กน้อย อากาศเบื้องหน้าบิดเบือนเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่บ้องไม้ไผ่สีเขียวหม่นจะปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
ภายในนั้นมีของเหลวใสไหลเวียนอย่างเชื่องช้า ราวกับมีชีวิต
โจวหยางยกบ้องไม้ไผ่เข้าใกล้ริมฝีปากเล็กของเด็กน้อย พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“ดื่มเถิด…ปราณเหลวเช้านี้ยังอุ่นอยู่”
โจวอี้กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะคว้าบ้องไม้ไผ่ด้วยมือทั้งสองอย่างไม่เกรงใจ แล้วก้มหน้าดูดดื่มอย่างเอร็ดอร่อย ของเหลวใสนั้นไหลเข้าสู่ร่างเล็ก ก่อนจะค่อย ๆ แผ่ซ่านเป็ไอจาง ๆ ลอยวนรอบตัวเขาอย่างนุ่มนวล
เพียงไม่นาน ร่างกายของเด็กน้อยก็เปล่งประกายแ่เบา ราวกับได้รับการหล่อเลี้ยงจากแก่นแท้ของฟ้าดิน
โจวหยางมองภาพนั้นเงียบ ๆ แววตาลึกซึ้งยิ่งขึ้นเล็กน้อย
“รากฐานมั่นคง…บริสุทธิ์ไร้มลทิน” เขาพึมพำในใจ น้ำเสียงที่เคยเหนื่อยล้าเมื่อคืนกลับมีประกายบางอย่างแฝงอยู่
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ริมฝีปากยังมีหยดปราณใสเกาะอยู่ ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา
ราวกับไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนดื่มเข้าไปนั้น…คือโชคชะตาที่ผู้คนภายนอกพร้อมจะสังหารกันเพื่อแย่งชิง
โจวหยางยกมือขึ้นเช็ดมุมปากเล็กนั้นอย่างแ่เบา ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ช่างเถิด…ตราบใดที่ข้ายังอยู่”
เสียงนั้นเบาจนแทบเลือนหายไปกับแสงเช้า แต่กลับหนักแน่นพอจะสั่นะเืโชคชะตาที่กำลังเริ่มหมุนอย่างช้า ๆ…
โลกใบนี้…หาใช่โลกแห่งผู้บำเพ็ญอีกต่อไป
กาลเวลาไหลผ่านราวสายน้ำที่ไม่หวนกลับ พลังปราณซึ่งเคยหนาแน่นดั่งสายหมอกในอดีต บัดนี้กลับเบาบางเสียจนแทบไม่อาจััได้ ฟ้าดินที่เคยตอบสนองต่อจิตใจของผู้ฝึกฝน
กลับนิ่งเงียบราวกับหลับใหล มรดกแห่งยุทธภพและวิถีเซียนค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็เพียงตำนานที่ถูกเล่าขานอย่างคลุมเครือ
เมืองใหญ่ผุดขึ้นแทนทีู่เาและสำนักโบราณ แสงนีออนบดบังแสงดารา เครื่องจักรคำรามกลบเสียงลมปราณ
มนุษย์หันไปยึดถือพลังแห่งเทคโนโลยีสิ่งที่จับต้องได้ ควบคุมได้ และวัดค่าได้แทนเส้นทางที่ต้องอาศัยความเพียรอันยาวนานและความเข้าใจอันลึกซึ้ง
ตำราโบราณถูกปิดผนึกอยู่ในห้องสมุดที่ไร้ผู้สนใจ ค่ายกลกลายเป็เพียงลวดลายประดับ กระบี่มิใช่สื่อแห่งเต๋าอีกต่อไป หากเป็เพียงของสะสมในพิพิธภัณฑ์
ปราณเหลวคือสภาวะที่บริสุทธิ์ที่สุดของพลังปราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกใบนี้ มันมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็ผลลัพธ์จากการรวบรวมปราณอันเจือจางทีละน้อย
กลั่นกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านระยะเวลายาวนาน จนความหยาบกระด้างสลายไป เหลือเพียงแก่นแท้ที่ใสบริสุทธิ์ดุจหยดน้ำค้างแรกยามรุ่งอรุณ
ในอดีตที่พลังปราณยังอุดมสมบูรณ์ การกลั่นปราณเหลวอาจเป็เพียงขั้นตอนหนึ่งของการฝึกฝน แต่ในยุคปัจจุบันที่ฟ้าดินเหือดแห้ง กระบวนการนี้กลับกลายเป็สิ่งที่แทบเป็ไปไม่ได้
ปราณในอากาศเบาบางจนไม่อาจจับต้อง การรวบรวมเพียงเศษเสี้ยวก็ต้องใช้เวลานับเดือนนับปี และแม้จะพยายามเพียงใด ก็ยากจะขจัดมลทินที่ปะปนอยู่ให้หมดสิ้น
ด้วยเหตุนี้ “ปราณเหลว” จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากโลก พร้อมกับวิถีการบำเพ็ญเพียรที่เสื่อมสลาย มันกลายเป็เพียงแิในตำราเก่า เป็คำศัพท์ที่หลงเหลืออยู่ในบันทึกโบราณโดยไร้ผู้เข้าใจความหมายที่แท้จริง
ทว่าในบางมุมของโลกที่ยังไม่ถูกแตะต้องโดยกาลเวลา…แินี้อาจยังไม่สูญสิ้นโดยสมบูรณ์
ใครจะคาดคิดว่าของล้ำค่าที่ครั้งหนึ่งเหล่าผู้ฝึกตนยอมสละทุกสิ่งเพื่อไขว่คว้า จะกลับกลายเป็สิ่งที่ถูกป้อนให้ทารกดื่มราวกับน้ำนมในยามเช้า
คุณค่าที่เคยสูงส่งเหนือชีวิต บัดนี้กลับเลือนรางลงตามกาลเวลา มิใช่เพราะมันด้อยค่าลง หากแต่เพราะโลกใบนี้…ไม่อาจเข้าใจมันได้อีกต่อไป
เมื่อผู้คนไม่อาจรับรู้ ย่อมไม่อาจโหยหาเ มื่อไม่โหยหา ย่อมไม่เกิดการแย่งชิงและเมื่อไม่มีผู้แย่งชิง…สิ่งนั้นก็ราวกับ “ไม่เคยมีอยู่”
ปราณเหลวแก่นแท้ที่ถูกกลั่นจากฟ้าดิน จึงหลุดพ้นจากการรับรู้ของยุคสมัย กลายเป็เพียงบางสิ่งที่เงียบงัน ไร้ชื่อเรียก ไร้ผู้จดจำ
ราวกับโลกทั้งใบได้ลืมไปแล้วว่า…ครั้งหนึ่ง มนุษย์เคยสามารถััพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดได้ด้วยสองมือของตนเอง
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านช่องไม้เป็ลำบาง ๆ ทาบลงบนร่างเล็กที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างร่าเริง ราวกับเวลาในสถานที่แห่งนี้ไหลเร็วกว่าโลกภายนอกหลายเท่า เพียงชั่วคืน ร่างทารกที่เคยบอบบางกลับเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อเล็ก ๆ เริ่มมีรูปทรง ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยพลังชีวิต เส้นผมยาวฟูนุ่มปลิวไหวไปตามการขยับตัว
ทว่าร่างนั้นยังคงเปลือยเปล่า ไร้สิ่งปกปิด
โจวหยางทอดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบชุดหนึ่งขึ้นมาอย่างเรียบง่าย ผ้าชั้นในสีขาวสะอาดตา ซ้อนด้วยอาภรณ์สีดำด้านนอกที่ดูธรรมดา หากแต่แฝงความสงบลุ่มลึกบางอย่าง
เขาค่อย ๆ สวมใส่ให้เด็กน้อยทีละชิ้น การเคลื่อนไหวช้าและมั่นคง ราวกับกำลังทำพิธีกรรมบางอย่างที่ไม่อาจเร่งรีบได้
ทันทีที่ชุดััร่างเล็ก ผืนผ้าซึ่งเดิมดูใหญ่เกินตัวกลับค่อย ๆ หดรัดเข้าหากันอย่างนุ่มนวล แนบสนิทพอดีราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อร่างนั้นโดยเฉพาะ เส้นใยผ้าขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งลง กลายเป็ชุดเซียนที่เรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบ
เด็กน้อยก้มลงมองตัวเอง ดวงตาเป็ประกาย ก่อนจะหัวเราะคิกคักเสียงใส มือเล็ก ๆ ดึงชายแขนเสื้อเล่นอย่างสนุกสนาน ราวกับพบของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าตื่นเต้น
เสียงหัวเราะนั้นกังวานเบา ๆ ในเรือนไม้ที่เงียบงัน เติมชีวิตชีวาให้สถานที่ที่เคยโดดเดี่ยวมานาน
สายลมพัดผ่านอีกครั้ง ผ้าม่านปลิวไหวแ่เบา แสงแดดสาดส่องเข้ามามากขึ้นเล็กน้อย ราวกับโลกภายนอกเอง…ก็เพิ่งสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้เช่นกัน
พื้นดินในป่าลึกนุ่มชื้นไปด้วยใบไม้ทับถม แสงแดดลอดผ่านเรือนยอดไม้เป็ลำ ๆ ทอดเงาสลับกันไปมา โจวหยางอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอก เดินช้า ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ราวกับกำลังพาอีกฝ่ายทำความรู้จักโลกทีละก้าว
“นี่คือต้นไม้…นี่คือใบไม้…นั่นคือสายลม”
เสียงแหบพร่าดังสม่ำเสมอ ไม่ได้คาดหวังคำตอบ ไม่ได้เร่งให้เข้าใจ เพียงปล่อยให้คำพูดไหลไปตามจังหวะการเดิน ราวกับบทเรียนที่ไม่ต้องมีผู้เรียนก็ยังคงต้องถูกเอ่ยออกมา
เด็กน้อยที่ยังแม้แต่จะคลานก็ทำไม่ได้ กลับพยักหน้าเบา ๆ ดวงตากลมใสจับจ้องสิ่งรอบตัวอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังรับรู้ทุกคำโดยสัญชาตญาณบางอย่าง
ยิ่งพูด โจวหยางยิ่งไม่หยุด
ยิ่งเดิน ก็ยิ่งลึกเข้าไป
ต้นไม้รอบด้านเริ่มสูงใหญ่ผิดธรรมชาติ เถาวัลย์หนาแน่นพาดพันกันราวกับมีชีวิต เสียงของป่าลึกไม่ใช่เพียงเสียงนกหรือแมลง หากแต่เป็เสียงลมหายใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
กระทั่งเงาหนึ่งเคลื่อนไหว
ร่างขนาดใหญ่ก้าวออกมาจากพงไม้ ขนสีเข้มตั้งชัน เขาคู่หนึ่งแผ่กิ่งก้านออกจากศีรษะราวสายฟ้าที่ถูกตรึงไว้ ดวงตาสีทองจับจ้องมาด้วยความดุร้าย แรงกดดันแผ่ซ่านจนใบไม้รอบด้านสั่นไหว
“นี่คือหมาป่าเขาสายฟ้า”
น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย ไม่ต่างจากตอนเอ่ยถึงใบไม้เมื่อครู่
หมาป่าเขาสายฟ้าหยุดชะงัก มันจ้องมองโจวหยางอย่างระแวดระวัง สัญชาตญาณดิบกรีดร้องให้ระวังอันตราย แต่สิ่งที่ทำให้มันชะงัก…กลับไม่ใช่ชายชรา
สายตาของมันเลื่อนไปยังเด็กน้อย
ร่างเล็กในอ้อมแขนที่ควรจะเปราะบาง กลับทำให้หัวใจของสัตว์อสูรระดับนี้สั่นไหวอย่างประหลาด ความดุร้ายในดวงตาค่อย ๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยความลังเล ก่อนจะลดต่ำลงอย่างช้า ๆ
มันก้มหัว ท่าทางนั้นมิใช่การยอมจำนน หากแต่คล้ายการคารวะต่อบางสิ่งที่มันไม่อาจเข้าใจ
ชั่วพริบตา ร่างมหึมาก็ถอยหลัง ก่อนจะหันหลังวิ่งหายลับเข้าไปในป่าลึก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงเสียงหอนยาวที่ก้องกังวานอยู่ไกลออกไป
โจวหยางเพียงมองตามเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น“สัตว์ป่าก็เป็เช่นนี้…มีชีวิต มีสัญชาตญาณ”
เด็กน้อยหัวเราะคิกคักอีกครั้ง มือเล็กกำชายเสื้อแน่น ดวงตายังคงเป็ประกายใสบริสุทธิ์ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่…เป็เพียงเื่ธรรมดาที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ…
“นี่คือกระต่ายลม มันวิ่งหนีไวมาก ความเร็วเหนือเสียงเป็แค่ก้าวเดียว!”
“นี่คือหมูป่าดิน ว่ากันว่าบรรพบุรุษของมันสามารถเจาะเข้าสู่แก่นโลกได้ แต่ข้าคิดว่าเป็ข่าวลือมากกว่า”
“นี่คือนกวายุ เพียงแค่กระพือปีกก็สร้างลมแรงได้ ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ พลังลมก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น”
เสียงอธิบายยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดพัก ราวกับชายชรากำลังถ่ายทอดโลกทั้งใบผ่านถ้อยคำเรียบง่าย เขาไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้หยุดคิด เพียงเอ่ยออกมาตามสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า
“นี่คือเถาวัลย์ดูดโลหิต มันจะค่อย ๆ พันรัดเหยื่อ แล้วดูดพลังชีวิตไปทีละน้อย”
“นี่คือหินลมหายใจ มันสะสมพลังของฟ้าดินเอาไว้ภายใน…แต่ในยุคนี้ คงเหลือเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า”
“นั่นคือผีเสื้อเรืองแสง…อายุสั้นนัก แต่่เวลาสุดท้ายของมันกลับงดงามที่สุด”
เด็กน้อยยังคงพยักหน้าเป็ระยะ ดวงตากลมใสสะท้อนภาพของโลกอันกว้างใหญ่โดยไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ราวกับทุกสิ่งล้วนเป็เื่ธรรมดาที่ควรถูกรับรู้
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ป่าก็ยิ่งแปลกประหลาด สิ่งมีชีวิตที่พบเจอ ยิ่งห่างไกลจากคำว่า “สามัญ”ทว่าบรรยากาศกลับสงบอย่างน่าประหลาด
สัตว์อสูรที่ควรดุร้ายกลับเพียงมองแล้วหลีกทาง บางตัวหยุดนิ่ง บางตัวก้มหัว บางตัวถึงกับถอยหนีอย่างระมัดระวัง
ไม่มีตัวใดพุ่งเข้าโจมตี ไม่มีตัวใดกล้าส่งเสียงคำรามใส่ ราวกับป่าทั้งผืน…กำลังยอมเปิดทางให้การเดินเล่นอันแสนเรียบง่ายนี้ดำเนินต่อไป
โจวหยางยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หันไปสนใจสิ่งผิดปกติเ่าั้แม้แต่น้อย“โลกนี้กว้างใหญ่…มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน”
เสียงของเขาแ่ลงเล็กน้อย“หากวันหนึ่งเ้าเติบโต…ก็จงไปเห็นด้วยตาตนเอง”
เด็กน้อยหัวเราะคิกคักอีกครั้ง เสียงใสสะท้อนก้องเบา ๆ ท่ามกลางป่าลึก ราวกับคำพูดนั้น…แม้ยังไม่เข้าใจ แต่บางส่วน…ได้หยั่งรากลงไปแล้วอย่างเงียบงัน