ตอนที่4
กลอุบายตื้นเขิน
ทันทีที่มี่จื่อเดินเร็วมาถึงรถม้านางก็รีบเข้าไปนั่งด้านใน คนขับรถม้าเห็นเหตุการณ์ตอนที่องค์ชายหลี่หย่งเล่ออุ้มคุณหนูสามมาในสภาพหมดสติก็เข้าใจได้ถึงสีหน้าร้อนใจของคุณหนูรองดังนั้นทันทีที่คุณหนูรองเข้าไปนั่งในรถม้าพร้อมกับสาวใช้เรียบร้อยแล้วคนขับรถม้าจึงรีบขับรถม้าออกไปอย่างรวดเร็ว
“ขับรถม้าให้เร็วกว่านี้อีกหน่อย” เสี่ยวอี้ยกม่านประตู เพื่อเร่งคนขับรถม้า
“ขอรับ” คนขับรถม้าขานรับฟาดแส้ลงกลางหลังม้าทั้งสองตัว เร่งความเร็วกว่าเดิม
รถม้าทะยานออกไปด้วยความเร็วเป็สองเท่ามี่จื่อกับสาวใช้รีบหาที่ยึดจับภายในรถม้าให้มั่นคงเพราะความเป็ห่วงน้องสาวมีมากกว่าที่จะกังวลเสื้อผ้าหน้าผมเมื่อรถม้าหยุดจอดอยู่ที่หน้าจวนตระกูลฉินสภาพของมี่จื่อกับสาวใช้จึงดูกระเซอะกระเซิง ราวกับไปฟัดกับใครมา
นางรีบเร่งเข้าไปในจวนพลางกล่าวถามกับพ่อบ้านระหว่างทาง“มีหมอเข้ามาตรวจน้องสามหรือยังแล้วตอนนี้อาการของนางเป็อย่างไรบ้าง”
“เรียนคุณหนูรองหมอหลวงเข้ามาตรวจอาการแล้วขอรับ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ออกมาจากห้องคุณหนูสาม”พ่อบ้านกล่าวตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักสภาพของคุณหนูสามนับว่าสาหัสมากขนาดหมอหลวงที่เข้ามารักษายังมีสีหน้าตึงเครียดอย่างชัดเจน
มี่จื่อเร่งฝีเท้ามายังเรือนของน้องสามทันทีที่นางเข้าด้านในเรือน บรรยากาศเป็ไปด้วยความอึมครึมสีหน้าของแต่ละคนไม่ค่อยสู้ดีนัก มี่จื่อเดินเข้าไปจับมือมารดาแน่น “ท่านแม่ หมอหลวงออกมาจากห้องหรือยังเ้าคะ”
“ยังเลย” ฉินฮูหยินส่ายหน้าบนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ก้มหน้ามองสำรวจบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง “มี่เออร์ ลูกปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ลูกปลอดภัยดีเ้าค่ะ” มี่จื่อกล่าวตอบพร้อมกับคุกเข่าลงตรงหน้ามารดากับแม่รองด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “เป็ความผิดของมี่เออร์ทั้งหมดเองที่ดูแลน้องไม่ดี” มี่จื่อในตอนนี้จิตใจเต็มไปด้วยความตึงเครียดหากนางไม่รั้งรออยู่ด้านล่าง บางทีนางอาจจะช่วยเหลือน้องสามได้ทัน
“คุณหนูรอง ลุกขึ้นเถิด” แม่รองอันจื่อหนิงมารดาของตงอิงรีบเข้ามาพยุงนาง “ไม่ใช่ความผิดของคุณหนูรองอย่ากล่าวโทษตนเองเลย”
ฉินฮูหยินเข้ามาพยุงบุตรสาวของตนเองด้วยเช่นกัน “แม่รู้ว่าเ้ารู้สึกผิดตงเออร์นางจะต้องปลอดภัย”
มี่จื่อพยักหน้าลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความกังวลใจเหลือบไปเห็นองค์ชายหลี่หย่งเล่อยืนอยู่กับบิดาอีกฝั่งแววตาของนางเปลี่ยนเป็รู้สึกโกรธเขาขึ้นมาอีกครั้ง หากน้องสามเป็อะไรไปนางไม่มีทางที่จะยกโทษให้กับเขาอย่างแน่นอน
หลี่หย่งเล่อรับรู้ได้ถึงแววตาคู่นั้นของนางยามจ้องมองมาที่ตนเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่านางกับคุณหนูตงอิงจะมีความสนิทสนมกันมากถึงเพียงนี้ยอมรับว่าไม่เคยเห็นด้านที่อ่อนโยนดูห่วงใยคนในครอบครัวของนางเช่นนี้มาก่อนบ่งบอกว่าพวกนางทั้งสองคงมีความผูกพันกันอยู่ไม่น้อย
ทุกคนยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องอีกพักใหญ่หมอหลวงจึงเปิดประตูห้องออกมาพร้อมกับผู้ช่วย บนใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มสีหน้าแลดูไม่ดีเท่าไหร่นัก “คุณหนูสามได้รับาเ็สาหัสมากโดยเฉพาะาแบนศีรษะของนางและกระดูกขาข้างขวาที่หักสองท่อน กระหม่อมได้ทำแผลและทายาให้ในบริเวณที่ฟกช้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะแต่คืนนี้นางอาจจะมีไข้สูงต้องต้มยาให้นางดื่มและหมั่นเช็ดตัวให้จนกว่าไข้จะลดลงหากอาการไม่ดีให้ส่งคนไปเรียกได้ทุกเมื่อ” หมอหลวงกล่าวรายงานองค์ชายสิบสามและคนอื่นๆเสร็จจึงยื่นเทียบยาให้กับเ้ากรมอาญา พร้อมทั้งหลีกทางให้ทุกคนเข้าไปดูอาการคนเจ็บด้านใน
“ขอบคุณท่านหมอ” ฉินถงไห่กล่าวขอบคุณสั่งให้พ่อบ้านเดินออกไปส่งหมอหลวงขึ้นรถม้ากลับ
องค์ชายหลี่หย่งเล่อเดินเข้าไปในห้องหญิงสาวก่อนเป็คนแรกแววตาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง ตามหลังด้วยมี่จื่อ ฉินฮูหยิน ฮูหยินรอง และฉินถงไห่
ตงอิงนอนไร้สติอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ใบหน้าซีดเซียวเนื่องจากการเสียเืเป็จำนวนมากสาวใช้เพิ่งผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้กับนางเสร็จ บนศีรษะมีผ้าสีขาวพันไว้หลายชั้นขาฝั่งขวาที่หมอหลวงบอกว่าหักสองท่อนถูกดามไว้ด้วยไม้มีเพียงลมหายใจเข้าออกแ่เบาเท่านั้นที่ยังบอกได้ว่านางยังมีชีวิตอยู่
ฮูหยินรองเห็นสภาพของบุตรสาวซวนเซไปด้านข้างแทบเป็ลมล้มตึ้งไปทันทีนางปล่อยโฮร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเ็ปใจทรุดตัวลงข้างเตียงบุตรสาวอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ฮือ ฮือ ตงเออร์ ทำไมเ้ามีสภาพเป็เช่นนี้”เสียงร้องไห้คร่ำครวญออกจากริมฝีปากของผู้เป็มารดาราวกับจะขาดใจไปต่อหน้าบุตรสาว
ฉินฮูหยินเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคองร่างอันจื่อหนิงพลางดึงนางเข้ามากอดปลอบ “นางปลอดภัยแล้วเ้าต้องเข้มแข็งให้มากๆ ”
“พี่หญิงจู ข้าสงสารลูก” อันจื่อหนิงกล่าวเสียงสั่นน้ำตานองหน้า ซบหน้าเข้ากับอกของฮูหยินใหญ่
มี่จื่อมองดูร่างของน้องสาวต่างมารดาสีหน้านิ่งขรึมหากนางรู้ว่าน้องสามาเ็สาหัสขนาดนี้นางคงไม่ให้แค่จ้าวหมินหมินได้นั่งทับกองขี้หมาแค่นั้นแน่แต่นางนี่แหละที่จะเป็คนกระชากจ้าวหมินหมินให้ตกบันไดตามน้องสามไปอีกคนนึกถึงตรงนี้แล้วพานเจ็บใจนักมี่จื่อหันไปมองตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดเื่เลวร้ายทั้งหมดนี้ด้วยสายตาขุ่นเคือง
“เป็เพราะพระองค์คนเดียวน้องสามถึงได้มีสภาพเช่นนี้” มี่จื่อไม่อาจกักเก็บความโกรธไว้ได้อีกต่อไปอย่างน้อยๆ ก็ขอให้นางได้ระบายความอัดอั้นนี้สักนิดหน่อยก็ยังดี
องค์ชายหลี่หย่งเล่อมองดูหญิงสาวคนรักด้วยความปวดใจเอาแต่ยืนนิ่งเงียบไม่ได้โต้ตอบในสิ่งที่มี่จื่อกล่าวหาตนเองเป็เพราะเขาเองที่ไม่สามารถช่วยเหลือนางอย่างที่หญิงสาวกล่าวหาจริงๆ
“มี่เออร์ อย่าเสียมารยาทกับองค์ชาย” ฉินถงไห่เอ่ยปรามบุตรสาว
“ท่านพ่อ ท่านก็เห็นว่าที่น้องสามาเ็สาหัสก็เพราะองค์ชายเ้าค่ะ”
“ข้ายอมรับว่าในตอนนั้นไม่อาจช่วยเหลือคุณหนูสามได้ทันท่วงทีแต่มันเป็อุบัติเหตุจริงๆ ” หลี่หย่งเล่อยืนยันในสิ่งที่ตนเห็น
“อุบัติเหตุหรือเพคะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มี่จื่อหัวเราะด้วยแววตาสมเพช “พระองค์ดูไม่ออกเลยหรือเพคะในตอนนั้นคุณหนูจ้าวทำอะไรกับน้องสาม” ถึงแม้นางจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริงตอนที่น้องสามตกบันไดแต่มี่จื่อมั่นใจเต็มสิบส่วนว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน
หลี่หย่งเล่อยืนเอามือไขว้หลังมองมายังมี่จื่อด้วยสีหน้าจริงจัง“คุณหนูจ้าวก้าวขาพลาด ทำให้นางทรงตัวไม่อยู่คุณหนูสามที่อยู่ใกล้กับนางจึงถูกนางคว้ามือไว้เพื่อจับ”
“จากนั้นคุณหนูจ้าวจึงเป็ลม ล้มลงซบอกองค์ชาย”มี่จื่อกล่าวต่อท้าย
“ใช่ คุณหนูจ้าวนางเป็ลมข้าจึงคว้าตัวนางไว้ได้ทัน จึงทำให้ไม่พลัดตกบันไดไปอีกคน” องค์ชายหลี่หย่งเล่อกล่าวตอบ
“เพียงเพราะนางแค่เสแสร้งแกล้งเป็ลมเื่แค่นี้พระองค์ก็ดูไม่ออกเลยหรือเพคะ” ทำไม๊ทำไมนางถึงได้หลงรักบุรุษซื่อบื่อเช่นนี้ลงได้กันนะแต่ดีแล้วแหละที่นางถอนตัวทัน
องค์ชายหลี่หล่งเล่อนิ่งเงียบไปครุ่นคิดถึงเื่นี้เล็กน้อยก่อนตอบ“คุณหนูจ้าว นางเป็ลมจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งอย่างที่คุณหนูรองกล่าวหา”
มี่จื่อแทบจะเบ้ปากแสดงสีหน้ารังเกียจต่อหน้าองค์ชายหลี่หย่งเล่อในทันทีนางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับความโง่เขลาขององค์ชายหลี่หย่งเล่อเล่ห์เหลี่ยมตื้นเขินเช่นนี้กลับดูไม่ออก
“เอาล่ะ พอแค่นี้เถิด” ฉินถงไห่เข้ามาไกล่เกลี่ย
“กระหม่อมต้องขอบคุณองค์ชายที่พาบุตรสาวมาส่งให้ที่จวนและช่วยเป็ธุระตามหมอหลวงมาตรวจรักษา”ฉินถงไห่ป้องมือกล่าวขอบคุณอย่างเป็ทางการ
ฮูหยินทั้งสองจึงพร้อมใจย่อกายขอบคุณตามสามีมีเพียงมี่จื่อเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่คิดแสดงความขอบคุณแต่อย่างใด
องค์ชายหลี่หย่งเล่อพยักหน้ารับ “รบกวนท่านฉินกับฉินฮูหยินนานแล้วพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมคุณหนูสามใหม่” องค์ชายหลี่หย่งเล่อเดินออกจากห้องด้วยสีหน้านิ่งขรึมหันกลับมามองใบหน้าของหญิงสาวคนรักอีกครั้งก่อนเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
คล้อยหลังองค์ชายหลี่หย่งเล่อมี่จื่อเรียกสาวใช้ข้างกายของน้องสาวต่างมารดาเข้ามาสอบถามถึงเื่ที่เกิดขึ้น
เสี่ยวจือที่อยู่กับคุณหนูสามในตอนที่เกิดเหตุเล่าเื่ทั้งหมดให้กับทุกคนฟัง นางบอกว่าเห็นตอนที่คุณหนูสามถูกคุณหนูจ้าวผลักตกบันไดจริงแต่เพราะตนยืนอยู่ห่างจากคุณหนูสามมาก จึงไม่สามารถช่วยเหลือเ้านายได้ทัน
หลังจากที่ฟังจบสีหน้าของแต่ละคนตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
“ท่านพี่พวกเราจะเอาอย่างไรดีหรือจะรอให้ตงเออร์ฟื้นเสียก่อนเ้าคะ” ฉินฮูหยินกล่าวถามผู้เป็สามีด้วยสีหน้ากังวลไม่ใช่ว่าเมื่อครู่นี้องค์ชายสิบสามบอกว่าเป็อุบัติเหตุหรอกหรือนี่ไม่เท่ากับว่าคนทำผิดสามารถลอยนวลได้อย่างสบายใจ
ฉินถงไห่มีสีหน้าเคร่งเครียด “เื่นี้นอกจากสาวใช้ที่เป็พยานแล้วคนนอกไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ตอนที่ตงเออร์ถูกผลักตกบันไดยากที่จะเอาผิดกับตระกูลจ้าวได้”
มี่จื่อกำมือทั้งสองข้างแน่น “ในเมื่อความยุติธรรมพวกเราใช้กับตระกูลจ้าวไม่ได้ ลูกจะขอใช้ศาลเตี้ยกับคุณหนูจ้าวแทนเองเ้าค่ะ”
“อย่าทำเช่นนั้นเลยคุณหนูรอง” ฮูหยินรองอันจื่อหนิงรีบกล่าวห้าม “อาฆาตแค้นกันไปมาเช่นนี้มีแต่จะเป็ทุกข์เสียเปล่าผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลกรรมนั้น อมิตาพุทธ”
มี่จื่อถอนหายใจยาว “แม่รอง พวกเขาทำกับบุตรสาวของท่านนะ”
“แม่รองรู้”
“แล้วแม่รองไม่คิดโกรธเคืองคุณหนูจ้าวหรืออย่างไรเ้าคะ”นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ
“ย่อมโกรธ” ฮูหยินรองอันจื่อหนิงพยักหน้ารับ“แต่แม่รองไม่อยากให้คุณหนูรองทำบาป”
“ข้าไม่ได้ทำบาปเ้าค่ะข้ากำลังทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องสาม” พูดกับคนถือศีลปฏิบัติช่างยากเย็นนัก
“มี่เออร์ แม่เห็นด้วยกับแม่รองอันนะ” ฉินฮูหยินกล่าวขึ้นบ้าง “อีกอย่าง แม่รู้ว่าตงเออร์ก็ไม่อยากให้เ้าไปแก้แค้นคุณหนูจ้าวด้วยเช่นกัน”ฉินฮูหยินเลี้ยงดูคุณหนูสามมาั้แ่แบเบาะมีหรือจะไม่รู้ถึงนิสัยใจคอของนางและฉินฮูหยินก็กลัวว่าบุตรสาวจะกลายเป็ฝ่ายตกหลุมพรางคุณหนูจ้าวแทนเพราะฝ่ายนั้นมีนิสัยร้ายกาจ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมากมาย
“ท่านแม่ก็เห็นด้วยกันแม่รองหรือเ้าคะ” มี่จื่อถึงกับคอตกสีหน้าสลดลง
“มี่เออร์คนเราไม่จำเป็ต้องแก้แค้นคืนในทันทีหรอกลูก” ฉินฮูหยินดึงบุตรสาวเข้ามาปลอบ“คุณหนูจ้าวระรานคุณหนูตระกูลอื่นไปทั่ว แม่เชื่อว่าสักวันคนพวกนั้นจะต้องเอาคืนนางแทนพวกเ้าเอง”
“เ้าค่ะ” มี่จื่อพยักหน้ารับหวนคิดถึงเื่ราวตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมากับวีรกรรมของคุณหนูจ้าวหมินหมินจิตใจจึงผ่อนคลายลง
ทางด้านองค์ชายหลี่หย่งเล่อเมื่อกลับมาถึงตำหนักของตนเองแล้วก็ได้เรียกองครักษ์เงาออกมาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณหนูตงอิงเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจเื่ที่คุณหนูรองมี่จื่อกล่าวหาเื่นี้กับตนเช่นกัน
ตอนที่องค์ชายหลี่หย่งเล่อพาคุณหนูตงอิงกลับจวนตระกูลฉินเขาได้ทิ้งองครักษ์เงาไว้กับหญิงสาวทั้งสอง เพื่อคอยคุ้มกันในที่ลับส่งพวกนางกลับถึงจวนอย่างปลอดภัย
ทว่าหลังจากที่ได้รับฟังเื่ราวทั้งหมดจากรายงานขององครักษ์องค์ชายสิบสามมีสีหน้านิ่งขรึมลง หลังจากองครักษ์เงาออกไปจากห้องแล้วเขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าตึงเครียด
กลางดึกจวนตระกูลฉินเต็มไปด้วยความวุ่นวาย คุณหนูสามตงอิงมีไข้สูงตามที่บอกหลวงคาดการณ์ไว้มี่จื่อกับมารดาช่วยกันเช็ดตัวให้กับหญิงสาวหม้อต้มยาถูกย้ายเข้ามาไว้ภายในห้องโดยมีแม่รองอันกับแม่สามหานเยว่ซือผลัดเปลี่ยนกันต้มยาเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครได้งีบหลับเลยตลอดทั้งคืนจวบจนรุ่งสางไข้บนตัวคุณหนูสามที่มีมาตลอดทั้งคืนถึงได้ลดลง
ตงอิงยังคงไม่ฟื้นหมอหลวงเข้ามาตรวจอาการอีกทีใน่เช้า เขียนเทียบยาเพิ่มให้อีกตัวต้มให้นางดื่ม
มี่จื่ออาสาเฝ้าดูแลน้องสามแทนทุกคนต่อแต่ละคนดูเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งคืน ย่อมต้องพักผ่อนเช่นกันดังนั้นภายในห้องจึงเหลือเพียงมี่จื่อกับสาวใช้อีกสองคนนางจึงหยิบหนังสือออกมาอ่านไปพลางๆ เพื่อไม่ให้ง่วงนอน
“พวกเ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ” มี่จื่อกล่าวบอกกับสาวใช้ทั้งสองคน ก่อนจะก้มหน้าอ่านตำราต่อ
พ่อบ้านนำทางองค์ชายหลี่หย่งเล่อเข้ามาเยี่ยมคุณหนูสามตงอิงในเรือนเขาเห็นคุณหนูรองมี่จื่อกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างเตียงนอนคุณหนูสามตงอิงจังหวะที่เห็นนางเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา องค์ชายหลี่หย่งเล่อลมหายใจเกือบสะดุด
‘หน้าตาที่แท้จริงของคุณหนูรองมี่จื่อเป็เช่นนี้หรอกหรือ’