จ้าวหงเหมยกระซิบกระซาบเล่าเื่ราวทั้งหมดที่สะใภ้สามมาที่บ้านให้สามีฟัง
หูฉางหมินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเื่นี้"บ้านสามนี่ชักจะเกินไปแล้วนะไปฟังมาจากไหนว่าเยวี่ยเยวี่ยของเราไม่คู่ควรกับคนที่มีฐานะ?"
จ้าวหงเหมยฮึดฮัด"ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยบ้านสามแต่งเมียตอนนั้นถิงถิงของเราก็คงได้ไปเรียนแล้ว เราไม่ได้หวังให้พวกเขาสำนึกบุญคุณแค่หวังว่าอย่ามาหาเื่กันก็พอ"
คุณปู่หูเสียไปเร็วในฐานะที่หูฉางหมินเป็ลูกชายคนโตจึงต้องช่วยแบ่งเบาภาระของมารดาั้แ่อายุยังน้อยซึ่งรวมไปถึงการช่วยให้น้องชายทั้งสองได้แต่งงาน
เมื่อสิบปีก่อนบ้านสาม้าแต่งเมียทางฝ่ายหญิงยืนกรานว่าจะต้องมีจักรเย็บผ้าถึงจะยอมแต่ง
ไม่ต้องพูดถึงเมื่อสิบปีก่อนแม้แต่ตอนนี้จักรเย็บผ้าก็ยังเป็ของหายากอยู่
แม่เฒ่าหูไม่มีเงินช่วยลูกชายคนเล็กซื้อจักรเย็บผ้าจึงมาขอเงินจากบ้านหูฉางหมิน
แล้วบ้านรองหูล่ะ?
สะใภ้รองหูไม่ยอมเอาเงินออกมาโดยการอ้างเหตุผลที่ฟังขึ้น
"บ้านฉันยังมีลูกชายตั้งสองคนที่ต้องเลี้ยง เงินจะเอาออกไปง่ายๆ ได้ยังไง"
แม่เฒ่าหูก็ไม่ได้ตั้งใจจะขอเงินจากลูกชายคนรองั้แ่แรก
สองสามีภรรยาหูฉางหมินก็ไม่ได้มีเงินมากมายนักแม่เฒ่าหูจึงบังคับให้พวกเขาออกไปยืม
เหตุผลของแม่เฒ่านั้นฟังดูดี"พวกแกเป็พี่ชายกับพี่สะใภ้ ช่วยเหลือน้องๆมันเป็เื่ที่สมควรแล้ว"
เพื่อที่จะช่วยน้องสามแต่งเมียให้ได้โดยเร็วสองสามีภรรยาหูฉางหมินจึงต้องออกไปยืมเงิน
กว่าจะรวบรวมเงินได้กว่าร้อยหยวนเพื่อซื้อจักรเย็บผ้าก็แทบกระอักเืโชคดีที่กองผลิตที่พวกเขาอยู่มีโควต้าซื้อจักรเย็บผ้าพอดี
เมื่อซื้อจักรเย็บผ้ากลับมาแล้วสะใภ้สามถึงได้แต่งเข้าบ้านอย่างชื่นมื่น
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหูฉางหมินกับภรรยาก็เพิ่งใช้หนี้ที่ยืมมาเพื่อช่วยน้องสามแต่งเมียจนครบหมด
พวกเขาเสียสละให้บ้านสามมากขนาดนี้ใครจะคิดว่าบ้านสามกลับเข้าข้างบ้านรองที่ไม่เคยเสียอะไรให้เลย
เท่านั้นยังไม่พอสะใภ้สามยังคิดจะจับคู่หลันเยวี่ยให้แต่งงานกับหลานชายที่เป็ใบ้อีกยิ่งคิดจ้าวหงเหมยก็ยิ่งโมโห
หูฉางหมินกุมมือภรรยาเบาๆพร้อมกับปลอบโยนเธอ "ผมรู้คุณอยู่กับผมมาหลายปี คุณกับลูกๆ ต้องทนทุกข์ทรมานมามากต่อไปเราก็ใช้ชีวิตของเราไป อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย"
นอกจากถ้อยคำเหล่านี้หูฉางหมินก็ไม่รู้จะพูดอะไรที่ช่วยปลอบใจภรรยาได้มากกว่านี้แล้ว
ในขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าหลินที่เป็เพื่อนบ้านดังมาจากลานบ้าน
"ถิงถิง ออกมายกเนื้อไก่เร็ว" เมื่อได้ยินเสียงเรียกของแม่เฒ่าหลินถิงถิงที่กำลังทำงานอยู่ก็ขานรับก่อนจะเดินออกไป
เห็นแม่เฒ่าหลินถือถาดไม้ทาสีแดงมาบนถาดนั้นมีชามใหญ่หนึ่งใบชามเล็กอีกหนึ่งใบ
ในชามทั้งสองมีเนื้อไก่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็จะได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยออกมา
ถิงถิงไม่ได้กินเนื้อไก่มานานแล้วพอได้กลิ่นเนื้อก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ
"ย่าใหญ่ เข้ามานั่งในบ้านก่อนสิคะ" ถิงถิงยิ้มทักทายแม่เฒ่าหลิน
แม่เฒ่าหลินยิ้มแย้มตอบ"ไม่เข้าไปนั่งแล้ว ถิงถิงเอ๊ย รีบยกเนื้อเข้าไปในบ้านสิชามใหญ่พวกเธอเอาไปกินส่วนชามเล็กไม่ได้ใส่ซีอิ๊วกับเครื่องปรุงฉันเอาไว้ให้แม่เธอ"
ในขณะเดียวกันสองสามีภรรยาหูฉางหมินก็ได้ยินเสียงจึงเดินออกมาดู
หลันเยวี่ยที่กำลังก่อไฟอยู่ในครัวลังเลว่าจะออกไปทักทายดีไหมในขณะที่เธอกำลังลังเล แม่เฒ่าหลินก็เดินออกไปแล้ว
ผ่านไปไม่นานถิงถิงก็กลับมาที่ครัว
"ถิงถิง ย่าคนนั้นเป็อะไรกับบ้านเรา ทำไมถึงเอาเนื้อมาให้เรากินด้วยล่ะ?"หลันเยวี่ยถามเพราะความสงสัย
เธอคิดว่าต้องเป็คนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็พิเศษเท่านั้นถึงจะยอมเอาเนื้อมาแบ่งให้กินแบบนี้
เนื้อไก่นี่หายากกว่าเนื้อหมูเสียอีก
ถิงถิงรีบอธิบายให้หลันเยวี่ยฟัง"ย่าแกพักอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านเรา ไม่ได้เป็ญาติกันเป็แค่เพื่อนบ้านเฉยๆ หนูก็ไม่รู้จะเรียกยังไง เอาเป็ว่าเรียกย่าใหญ่ก็แล้วกัน"
หลันเยวี่ยพูดขึ้น"ที่แท้ก็เป็เพื่อนบ้านนี่เอง มีของอร่อยก็ยอมเอามาให้บ้านเราเห็นทีว่าคงจะเป็คนจิตใจดี"
"ย่าใหญ่เป็คนจิตใจดีจริงๆ นั่นแหละ" จากนั้นถิงถิงก็ถอนหายใจ"เสียดายที่ย่าแกมีกรรม"
"แกมีกรรมอะไร? ไม่มีลูกหลานเหรอ?" หลันเยวี่ยถามอย่างรีบร้อน
ถิงถิงถอนหายใจเบาๆ"ย่าใหญ่ตั้งท้องได้ไม่นานสามีก็เสียแล้วกว่าจะคลอดลูกในท้องออกมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ทั้งยังต้องช่วยเขาแต่งงานอีกแต่ต่อมาลูกสะใภ้ก็มาเสียชีวิตไปอีกคน ย่าใหญ่เลยต้องเลี้ยงหลานชายต่อกว่าหลานชายจะโตก็กลายเป็คนี้เีแถมยังไม่เอาไหน"
เมื่อรู้เื่ราวของหญิงชราคนนี้หลันเยวี่ยก็อดเห็นใจไม่ได้ "แกมีกรรมจริงๆแล้วหลานชายของย่าใหญ่อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"
ถิงถิงพูดขึ้น"ยี่สิบสองปีแล้วแต่ทุกวันนี้ยังเอาแต่นอนหรือไม่ก็เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วอยู่เลยย่าใหญ่ก็อายุหกสิบแล้วยังต้องทำงานเลี้ยงเขาอีกพี่สาวว่าหลานชายแบบนี้มันน่าโมโหไหมล่ะ?"
"น่าโมโหจริงๆ นั่นแหละ" ขณะที่พูดถึงเื่เหล่านี้ใบหน้าของหลันเยวี่ยก็เห่อร้อนขึ้นมา
เพราะก่อนที่จะได้เกิดใหม่เธอก็เหมือนกับหลานชายของย่าใหญ่คนนั้น ี้เีสันหลังยาวไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจความยากลำบากของพ่อแม่
เธอหวังว่าหลานชายของย่าใหญ่คนนั้นจะดีขึ้นในเร็ววันแล้วตอบแทนบุญคุณของย่าที่เลี้ยงดูเขามาอย่างยากลำบาก
ไม่นานนักสองพี่น้องก็ทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย
เพราะมีเนื้อไก่ที่ย่าใหญ่เอามาให้อาหารเย็นมื้อนี้จึงดูพิเศษขึ้น
หลันเยวี่ยได้กลิ่นหอมกรุ่นจากเนื้อไก่ก็อยากกินมากแต่เธอทำได้แค่กลืนน้ำลายลงคอ แล้วเบี่ยงตะเกียบไปคีบมันฝรั่งผัดพริกที่อยู่ใกล้ๆกับเนื้อไก่แทน
หลันเยวี่ยอยากกินเนื้อไก่แทบทนไม่ไหวแต่เพื่อการลดน้ำหนัก และเพื่อให้พ่อกับน้องสาวได้กินเยอะๆเธอจึงต้องฝืนกลืนน้ำลายเงียบๆ
หูฉางหมินเห็นลูกสาวคนโตไม่กินเนื้อไก่ก็เหมือนจะดูออกว่าเธอคิดอะไรอยู่ "เยวี่ยเยวี่ยลองชิมเนื้อไก่ดูสิ เนื้อนี่ไม่เหมือนกับที่ลูกเคยกิน นี่เป็เนื้อไก่ป่ากินเข้าไปจะมีความเหนียวนุ่มกว่า ลองชิมดูสิ"
"เนื้อไก่ป่า? เนื้อไก่ฟ้าเหรอคะ?" หลันเยวี่ยถามเสียงค่อย
หูฉางหมินยิ้ม"ใช่แล้ว ไก่ป่าจับยากนะ"
หลันเยวี่ยไม่เคยกินเนื้อไก่ป่ามาก่อนเธอก็อยากรู้ว่าเนื้อไก่ป่ากับเนื้อไก่บ้านรสชาติแตกต่างกันจริงหรือเปล่า
หลันเยวี่ยค่อยๆคีบเนื้อไก่ชิ้นเล็กๆ ส่งเข้าปาก
เธอเอาเนื้อใส่ปากด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยมแต่รสชาติกลับชวนให้คายออกมาแทบจะทันที
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเนื้ออร่อยหรือไม่แค่ความเค็มก็กินขาดไปแล้ว เหมือนกินผักดองไม่มีผิด
เมื่อเห็นหลันเยวี่ยขมวดคิ้วจ้าวหงเหมยก็รีบถาม "เยวี่ยเยวี่ยเนื้อไม่อร่อยเหรอ?"
หลันเยวี่ยฝืนกลืนเนื้อลงไป"แม่คะ มันเค็มเกินไปเหมือนเอาไปหมักกับเกลือแล้วผสมกับซีอิ๊วเลย"
จ้าวหงเหมยคลี่ยิ้ม"คนชนบทกินรสจัดกันทั้งนั้นย่าใหญ่กับซือหย่วนก็ยิ่งกินรสจัดกว่าคนทั่วไป อาหารบ้านเขาก็เลยไม่เคยไม่เค็ม"
ถิงถิงแสดงออกว่าเห็นด้วย"ใช่ค่ะ ั้แ่หนูจำความได้กินอาหารบ้านย่าใหญ่ก็ไม่เคยไม่เค็มเลย พี่สาว เดี๋ยวพี่ก็ค่อยๆ ชินไปเอง"
หลันเยวี่ยขมวดคิ้ว"พี่ชินไม่ได้หรอก เค็มขนาดนี้พี่ไม่กล้ากิน กลัวความดันขึ้น"
หลันเยวี่ยเคยชินกับรสชาติจืดๆในบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์แล้ว พอกลับมาอยู่กับพ่อแม่แท้ๆเธอก็ไม่ชินกับนิสัยชอบใส่เกลือเยอะๆ ในอาหารของพวกเขาจริงๆ
แต่พอกินกับข้าวของเพื่อนบ้านอย่างย่าใหญ่หลันเยวี่ยถึงรู้ว่ารสชาติของพ่อแม่ยังถือว่าจืดแล้ว
เพราะเนื้อเค็มเกินไปพอกินไปแค่ชิ้นเล็กๆ หลันเยวี่ยก็ไม่ได้รู้สึกอยากกินอีกแล้ว
เธอจึงกินแป้งจี่กับมันฝรั่งผัดพริกไปเงียบๆ