“มันยังไม่ตาย?พวกตระกูลถังไร้ฝีมือเกินไปรึเปล่า”เสียงที่ฟังดูเ็าดังออกมาจากปากของชายกลางคนที่ดูอบอุ่นผู้หนึ่งคนที่เขากำลังเอ่ยถึงเป็คนในตระกูลสายเืเดียวกันแท้ๆแต่เหมือนจะไม่ได้สำคัญอะไรในใจของเขาเลย
“ใช่ขอรับข้าน้อยได้รับแจ้งมาว่าตระกูลถังไล่ต้อน ล้อมสังหารพวกมันไปได้เกือบหมดแต่กลับมีผู้เยี่ยมยุทธมาช่วยไว้ทำให้ตระกูลถังต้องล่าถอยออกมา” ชายที่กำลังคุกเข่ากล่าวออกมา
“อืม นับว่าน่าแปลกใจ ไปสืบดูว่าใครช่วยมันไว้พวกมันได้อะไรกลับมาบ้าง”ชายที่ดูเหมือนจะเป็คนสั่งการออกคำสั่ง
“ขอรับ”แล้วชายที่นำข่าวมาแจ้งก็จากไป
“ข้าแปลกใจจริง คิดว่าเ้าจะตายกันหมดซะอีกดูท่าจะต้องติดต่อคุณชายให้เร่งแผนการขั้นถัดไปเร็วขึ้นซะแล้ว” เสียงที่เ็ากล่าวออกมายามที่เหลืออยู่คนเดียวภายในห้อง
ต่อให้ทุกคนในตระกูลต้องตายเขาก็จะขึ้นเป็ผู้นำคนต่อไปให้ได้...
ทางด้านเย่ซี หลังจากที่มารโลหิตนภาสีชาด(ปลิง)กลับมามีชีวิตเขาก็ี้เีจะตั้งร้านขายของต่อเพราะมันเริ่มจะมืดแล้ว
“เ้าไม่มีบ้านมีช่องให้กลับรึไงจะตามไปถึงในห้องนอนข้าเลยไหม?”ชายหนุ่มหันกลับไปถามหญิงสาวที่เดินยิ้มตามมาไม่ห่าง แถมพูดไม่หยุดอีก หลังจากที่ได้ทราบถึงสินค้าที่มีนางก็หาเื่มาพูดๆๆไม่หยุดแถมนางยังสังเกตถึงฟิชที่อยู่ในโหลบนรถเข็นจนทั้งคู่ได้รู้จักกัน
หลังจากนั้นก็เกินการพูดคุยระหว่างคนกับปลามาตลอดทางความน่ารำคาญทวีคูณ ถึงผู้คนที่อยู่ระหว่างทางจะสงสัยว่าหญิงสาวตรงหน้าคุยกับปลาในโหลแก้วทำไมและถึงจะตะลึงในความงดงามของนางมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครเดินเข้ามาถามไม่มีใครเดินเข้ามาจีบนาง เพราะนึกว่านางเป็บ้า!
“จะ...เ้าบ้า ใครจะไปนอนห้องเดียวกับเ้ากัน!” หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม
“เหอะ! เ้าอย่าตาต่ำไปนายท่านของข้าคือผู้เยี่ยมยอดที่สุดในยุทธภพแล้ว พลาดแล้วพลาดเลยนะจะบอกให้” ปลาปากเสียในโหลขัดขึ้นมายิ่งทำให้หญิงสาวหน้าแดงกว่าเดิมแล้วเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าเขาก็หล่อเหลาเอาการ แถมยังมีของวิเศษที่นางไม่เคยพบเห็นอีกมากมายนางมั่นใจว่าอาจารย์ของนางก็ต้องไม่เคยพบเห็นเช่นกัน
“หุบปากได้แล้ว ไอ้ปลาปากมากไม่งั้นข้าจะจับเ้ามาขอดเกร็ดต้มกิน” ชายหนุ่มกล่าวออกมา
“ข้าเงียบแล้ว ข้าเงียบแล้วนายท่าน” ฟิชหุบปากไปในทันที
“เราแยกกันตรงนี้ก็แล้วกันนี่หินสื่อสารของข้า ถ้าเ้าใส่พลังปราณเข้าไปมันจะสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับหินที่ข้ามีได้แต่ก็จำกัดแค่ไม่เกินสามสิบกิโลเมตรเท่านั้นนะถ้าหินสองก้อนอยู่ห่างไกลกว่านั้นมันจะใช้ไม่ได้”หญิงสาวยื่นก้อนหินแบนๆขนาดเท่าไข่ไก่ให้ชายหนุ่มมีอักขระประหลาดสลักเอาไว้ด้านหนึ่ง
“ขอบคุณแล้วข้าจะทราบได้อย่างไรว่าตอนที่จะใช้งานอยู่ห่างจากเ้าเกินสามสิบกิโลเมตรไหม?” ชายหนุ่มถามสิ่งที่สงสัยออกมา
“เ้าสังเกตอักขระบนก้อนหินถ้าหินสองก้อนอยู่ห่างกันเกินไป อักขระพวกนี้จะไม่ปรากฏ”หญิงสาวอธิบายออกมา ถึงหินสองก้อนนี้จะไม่ได้หายากเท่าแหวนมิติแต่มันก็หายากมากทีเดียว
ความจริงแล้วตระกูลซูก็พอมีอยู่บ้างอย่างตอนที่ซูไห่ถูกไล่ล่าเขาก็พยายามจะใช้หินติดต่อกลับไปยังท่านพ่อของเขาแต่เสียดายที่ระยะมันไกลเกินไป จึงได้แต่พยายามสร้างอาคมสื่อสารแทน
“ไว้เจอกันใหม่ถ้าสนใจสินค้าก็ติดต่อข้าได้ตลอดเวลา ข้าคงอยู่ที่เมืองนี้ไปอีกนานพอตัว”หลังกล่าวอำลากันเสร็จชายหนุ่มก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเขตนี้โรงเตี๊ยมพลบค่ำ
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเหมือนเป็ปราสาทแห่งหนึ่งมีสีแดงสลับเขียวขับให้ดูโดดเด่นออกมาท่านกลางบ้านเรือนทั่วไปที่รายล้อมความสูงโรงเตี๊ยมทั้งหมด5ชั้น มีห้องพักมากกว่าร้อยห้อง ห้องอาหารนับสิบห้องรอบรองแขกอีกสิบ
ทั้งโรงเตี๊ยมสร้างจากไม้ล้ำค่าทั้งหมดเสาแต่ละต้นสลักัทองให้ความน่าเกรงขาม ดุดันพื้นหินสีดำขัดมันเงางามเสริมให้ที่แห่งนี้ดูมีราคามากยิ่งขึ้นไปอีก โรงเตี๊ยมถูกล้อมด้วยรั้วอิฐสีแดงสูงสามเมตรมียามเฝ้าประตูที่กว้างพอจะให้รถม้าสองคันเข้าพร้อมกันได้สี่คนทั้งสี่คนเป็ถึงผู้ฝึกตนระดับสอง
ถ้าสังเกตดีๆก็จะพบว่ามีแต่คนที่ดูมีฐานะเดินเข้าออกกันไม่ขาดสายดังนั้นเมื่อมีชายหนุ่มท่าทางซอมซ่อ เข็นรถขายของตรงเข้ามาย่อมดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบเป็ธรรมดา
“เ้ามาทำอะไรที่นี่?”ยามเฝ้าประตูขวางชายหนุ่มเอาไว้หน้าประตู ไม่ยอมให้ผ่านรั้วโรงเตี๊ยมเข้าไปด้านใน
“มาโรงเตี๊ยมก็ต้องหาข้าวกิน หรือหาที่นอนสิถามแปลกๆ” ชายหนุ่มตอบกลับไปห้วนๆ นี่สภาพเขาดูแย่มากเลยรึไงสงสัยพรุ่งนี้ต้องไปหาชุดใหม่มาใส่ซะแล้วมั้ง
ั้แ่ตื่นมาโลกนี้เขาก็ยังไม่ได้หาเสื้อผ้าชุดใหม่มาใส่เลยถึงจะพอมีชุดที่ได้มาจากพวกแหวนของนักฆ่าบ้างแต่ก็เป็ชุดคลุมหน้าคลุมตาสีดำทั้งหมด ใส่ไปคนจะหาว่าน่าสงสัยเอาแถมเขาไม่ชอบใส่เสื้อผ้าของคนอื่นด้วยดังนั้นแม้ชุดที่ใส่อยู่มันจะเป็เพียงชุดผ้าฝ้ายสีขาวสกปรกแถมขาดเต็มไปหมดเขาก็ไม่สนใจ
“ปากดีนัก ห้ามขอทานอย่างเ้าเข้าไปถ้าไม่ฟังระวังจะเจอดี!” ยามสองคนไขว้หอกกันทางเข้าไว้ไม่ยอมให้ชายเบื้องหน้าเข้าไปด้านใน
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นขอทานในสายตาพวกเขา เข็นรถกระแทกเข้าใส่อย่างแรง จนหอกของยามสองคนที่ขวางทางหักครึ่งหอกสองเล่มนี้เป็ถึงอาวุธระดับกลางเลยนะ! นอกจากอาวุธจะหักแล้วคนยังกระเด็นไปกองกับพื้นกระอักเืออกมาคำโตอีกต่างหาก
“สุนัขที่ดีย่อมไม่ขวางทาง! อ้าว ข้าพูดช้าไปเหรอ ช่างเถอะ”แล้วชายหนุ่มก็เข็นรถไปต่อโดยไม่สนใจยามทั้งสี่คนที่สองคนกองหมดสภาพส่วนอีกสองคนยืนอึ้งอยู่อีกต่อไป