แสงแดดจากดวงอาทิตย์ถึงจะไม่ร้อนแรงมากนักในที่แห่งนี้ แต่ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นมานั้นเป็ของจริง ที่เป็เช่นนี้เพราะสภาพแวดล้อมของแผ่นดินใหญ่ ทั้งูเาไฟจนถึงทิวเทือกเขาที่โอบล้อม มันบัดบังความอุดมสมบูรณ์จากพื้นที่โดยรอบและสายลมแห่งฤดูกาล แผ่นดินที่แตกระแหงเป็เอกลักษณ์ที่พบเห็นได้ทันทีเมื่อพวกเขาเข้ามาในที่รกร้างแห่งนี้ มีเพียงรอยเส้นทางของการสัญจรที่เป็เหมือนหลักฐานของผู้คนที่ใช้เดินทางผ่านไปมา ูเาหินเนินดินน้อยใหญ่ที่มีอยู่มากมายโดยรอบนั้น กลับไร้ซึ่งสัญญาณสิ่งมีชีวิตใด ๆ แม้แต่หญ้าต้นเล็กก็ยังยากที่จะพบเห็นพวกมัน พื้นที่แห่งนี้นับว่าเหมาะสมยิ่งนักที่ทุกผู้คนต่างเรียกขานนามของมันว่า ‘ทุ่งแห่งความตาย’ นอกจากความแห้งแล้งแล้ว ในพื้นที่แห่งนี้ไม่เคยปรากฏฤดูกาลใดอีกเลย
จากคำบอกเล่าของเอี้ยคัง ทำให้หลิวอี้ได้รู้ว่าการเดินทางบนเส้นทางผ่านทุ่งแห่งความตายนี้ จำต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน แค่จากเขตทิศตะวันออกของแคว้นฮั่ว เพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งแรกในทุ่งอันรกร้างแห่งนี้ ยังต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 7 วัน หากเอี้ยคังไม่วางแผนการเดินทางที่ดีแล้ว ทั้ง 23 คนและม้าอีกหลายตัวคงได้ล้มตายลงเพราะการขาดน้ำบริโภค ถึงจะแห้งแล้งแต่ก็นับว่าเป็เรืองดีเช่นกัน อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลกับสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ หรือกลุ่มกองโจรที่จะฉกฉวยโอกาส เพราะมันเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกนั้นจะสามารถอาศัยอยู่รอดได้ แต่ความไม่ประมาทคือสิ่งที่กองคาราวานตระกูลหลิวทราบดี ดังนั้นแล้วทุกครั้งที่พักแรมเอี้ยคังจะเลือกชัยภูมิที่ได้เปรียบและปลอดภัย หากเกิดเหตุขึ้นมาพวกเขาจะได้ตั้งรับและป้องกันได้ทัน
มีเพียงซากไม้และใบหญ้าที่แห้งตายไปนานแล้ว พวกมันเสมือนหลักฐานบ่งชี้ถึงอดีตอันยาวนาน ว่าครั้งหนึ่งในดินแดงแห่งความตายนี้ก็เคยมีความอุดมสมบูรณ์อยู่เช่นกัน แต่เมื่อวันเวลาเลยผ่าน จากที่ราบแห่งชีวิตได้แปรเปลี่ยนเป็ทุ่งอันรกร้าง พืชพรรณล้มตายสูญสลายจนกลายเป็แผ่นดินที่ว่างเปล่า หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป มีความเป็ไปได้ว่าทุ่งแห่งนี้จะกลายเป็สิ่งที่เรียกว่าทะเลทรายแห่งความตายก็เป็ได้
ตลอดการเดินทางทั้ง 7 วัน ภาพสองข้างทางต่างฉายสิ่งที่ไม่แตกต่างจากเดิม จะมีเพียงรูปลักษณ์ของเนินเขามากมายเ่าั้ ที่แตกต่างพอช่วยให้หลิวอี้และเอี้ยคังได้จินตนาการเล่น เปรียบเทียบพวกมันกับสัตว์สิ่งของมากมายจากประสบการณ์ในชีวิตของพวกเขาเพื่อฆ่าเวลา แต่แล้วสีพื้นดินที่เคยแห้งแล้งก็แปรเปลี่ยนไป มันบ่งบอกถึงสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ต้นหญ้าน้อยใหญ่เริ่มปรากฏออกมาให้เห็น ก่อนจะกลายเป็พุ่มไม้หลากสีหลายสายพันธุ์ ทุกครั้งที่เคลื่อนผ่านภาพรอบด้านเริ่มปรับเปลี่ยนขนาดจนสูงใหญ่เป็ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ผลที่ส่งกลิ่นหอมขจรกระจายออกมา บัดนี้พวกหลิวอี้ได้เดินทางมาถึงเขตหมู่บ้านแล้ว มันเปรียบดังน้ำพุแห่งชีวิตที่ผุดขึ้นมาท่ามกลางความตาย รอยยิ้มน้อยใหญ่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเหนื่อยล้าของผู้คนในกองคาราวาน เส้นทางเดินลัดเลาะผ่านโขดหินต้นไม้หนาวกวนไปมา ไม่นานสายลมที่ชื้นด้วยละอองน้ำก็กระทบใบหน้าของทุกคน พร้อมกับเสียงซู่ซ่าของน้ำตกที่ตกกระทบแผ่นหินหนา ยามเดินไปตามเส้นทางต่อไม่นาน พวกเขาก็พบซึ่งแหล่งกำเนิดของเสียง มันมาจากผาหินหนึ่งที่ไม่สูงมากนักแต่กลับมีสายน้ำไหลทอดตกลงมา ภาพเบื้องหน้านี้ช่างงดงามอย่างมาก เมื่อต้องนำไปเปรียบเทียบภาพเก่าตลอดทั้ง 7 วันก่อนหน้า มีเสียงกระดิ่งระฆังก้องกังวานมาตามสายลม มันเป็สัญญาณบอกผู้คนในหมู่บ้านถึงอาคันตุกะที่แวะเวียนผ่านมา ไม่นานหลิวอี้ก็มาถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คนที่บัดนี้ต่างออกมาต้อนรับแขกต่างถิ่นด้วยความยินดี
“คาราวะท่านเหมยกง” เอี้ยคังกล่าวทักทายชายชราผู้เป็หัวหน้าของหมู่บ้านนี้ ก่อนหน้าหลิวอี้พอจะได้รับฟังข้อมูลมาบ้าง ภาพชายชราเบื้องหน้านี้เป็ดังที่เอี้ยคังบอกกล่าวไว้ เขามีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิดจากที่ได้ยินมา
“โอ้ เป็ท่านเอี้ยคังจากตระกูลหลิวนี่เอง ขอตอนรับพวกท่านอีกครั้ง” เหมยกงกล่าวอย่างยินดี
“ครั้งนี้คงต้องรบกวนพวกท่านอีกครั้ง ส่วนท่านนี้คือนายน้อยของข้า นามว่าหลิวอี้”
พอเอี้ยคังกล่าวเสร็จ หลิวอี้ได้ลงจากม้าเดินไปด้านหน้าก่อนจะคาราวะให้ผู้าุโ ตามมารยาทที่ผู้มีอายุน้อยกว่าพึงกระทำ จากนั้นเขาได้ส่งมอบหีบไม้ที่บรรจุสุราเถาจึจำนวนหนึ่งให้เป็ของกำนัลกับเหมยกง นอกจากนี้ข้าวสารอาหารแห้งเครื่องใช้มากมายที่ถูกจัดสรรเป็อย่างดีสำหรับคนในหมู่บ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนอาหารที่พักและแหล่งน้ำสำหรับใช้เดินทางไปยังหมู่บ้านถัดไปอีกด้วย
“ท่านผู้าุโขอบคุณที่พวกท่านออกมาต้อนรับพวกเรา ขอให้ท่านรับของกำนัลจากผู้น้อยด้วย"
“โอ้ นี่มันสุราเถาจึที่เรืองชื่อนี่ ขวดหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 ตำลึง ของมีค่าเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกนายน้อยหลิว” ชายชรานั้นทราบดีถึงมูลค่าที่แท้จริง เพราะทุกครั้งที่เอี้ยคังหรือคนอื่น ๆ เดินทางผ่านมา คนพวกนั้นจะให้สุราอิงเถากับเขาเท่านั้น ซึ่งนับว่าหาได้ยากแล้ว แต่นี่มันเป็ถึงสุราผลท้อชื่อดังราคาแสนแพง ไหนเลยเขาจะกล้ารับไว้
“มันคือความตั้งใจของผู้น้อย ท่านผู้าุโโปรดรับน้ำใจนี้ ในเมื่อท่านลำบากใจ ผู้น้อยก็ขอรบกวนสอบถามท่านสักเื่สองเื่เป็การแลกเปลี่ยนจะได้หรือไม่”
“โอ้ นายน้อยหลิวมีอะไรอยากถามผู้เฒ่าแก่ชราผู้นี้หรือ”
“ครั้งั้แ่พวกผู้น้อยเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ข้านั้นรู้จักพืชพรรณและสมุนไพรมากมาย แต่มีไม้ดอกไม้ผลอยู่ 1 ชนิด ที่อยู่ในเขตหมู่บ้านท่าน ซึ่งผู้น้อยไม่รู้จักพวกมัน ครั้งแรกนั้นผู้น้อยคิดว่ามันคือต้นดอกท้อ แต่เมื่อสังเกตมันอยู่นานก็พบว่ากลีบดอกของมันไม่เหมือนกัน เช่นนั้นท่านช่วยไขข้อข้องใจแก่ผู้น้อยจะได้หรือไม่ว่า มันคือต้นอะไร” หลิวอี้กล่าวถามพร้อมกับชำเลืองมองไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ด้านข้างของพวกเขา
“ฮ่า ๆ นึกว่าเื่อะไร เื่แค่นี้เอง ต้นไม้นี้พวกเราเรียกพวกมันว่าเหมย ซึ่งเป็เช่นเดียวกับชื่อแซ่ของพวกเรา” เหมยกงกล่าวอย่างภูมิใจ
“ดอกเหมยหรือ ช่างเป็นามที่ไพเราะนัก ถ้าเป็ไปได้ผู้น้อยอยากจะขอเมล็ดพันธุ์ของมันไปปลูกที่บ้านจะได้หรือไม่” แต่เมื่อพูดจบชายชรากลับส่ายหน้าออกมา และพูดต่อทันทีว่า
“หากนำเมล็ดของมันไปปลูกยังดินแดนแห่งอื่น มันจะไม่งอกเงยเป็ต้นเช่นแผ่นดินแห่งนี้ หากนายน้อยหลิว้าดอกเหมยไปปลูกตกแต่งสวน ท่านจะสามารถชำพวกมันจากการตัดแต่งกิ่งเท่านั้น แต่ถึงแบบนั้นต้นของมันจะขาดด้วยรากแก้วที่แข็งแรง และล้มตายได้ง่ายนัก”
“เช่นนั้นผู้น้อยรบกวนขอกิ่งชำพวกมันได้หรือไม่” หลิวอี้ร้องขอทันที
“ฮ่า ๆ เื่นี้ไม่ใช่เื่ลำบากเลย ข้าจะให้เด็ก ๆ ชำกิ่งพวกมันใส่กระถางไว้ ยามเมื่อนายน้อยหลิวเดินทางผ่านกลับมา ค่อยนำพวกมันกลับไปกับท่านก็แล้วกัน ข้าจะให้เมล็ดพวกมันกลับไปดูเล่นด้วย ฮ่า ๆ แต่ตอนนี้พวกท่านไปล้างเนื้อล้างตัวน้ำเย็น ๆ พักผ่อนที่น้ำตกที่เห็นก่อนหน้าเถอะ ข้าจะให้เด็ก ๆ จัดแจงที่พักและอาหารไว้เมื่อพวกท่านกลับมา”
ถึงคนในคาราวานส่วนใหญ่จะอายุ 20 ถึง 30 ปี เมื่อมาถึงน้ำตกก็ทำตัวเป็เด็กเล็กะโลงเล่นน้ำ ดังปลาที่ขาดน้ำมาแสนนาน ทุกคนต่างยินดีปรีดาอย่างมาก เพราะไหนจะขาดน้ำดื่มน้ำกินแล้ว น้ำสำหรับอุปโภคก็ขาดแคลนเช่นกัน ดังนั้นแล้วตลอด 7 วัน ชายฉกรรจ์เหล่านี้เนื้อตัวจึงมอมแมมส่งกลิ่นเหม็นเป็เื่ธรรมดา การได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวจึงเหมือนการได้เกิดใหม่ กลับมามีเนื้อที่ตัวสะอาดสดชื่นอีกครั้ง ยามเมื่อมีแต่ชายฉกรรจ์คงไม่ต้องบอกเลยว่า หากมีหญิงสาวเดินผ่านมาน้ำตกแห่งนี้ คงได้ร้องวี๊ดว้ายปิดตาตัวเองวิ่งหนีกับภาพบรรดาชายทั้งหลาย ที่กำลังแก้ผ้าเล่นน้ำเป็เด็กน้อยกลุ่มนี้เป็แน่ กว่า 1 ชั่วยามจึงมีคนมาตามพวกเขาไปกินข้าวกินปลาก่อนจะนำทางไปยังที่พัก
หมู่บ้านเหมยแห่งนี้ มีูเาล้อมรอบเป็เขตแดน ปิดกั้นความแห้งแล้งและความอุดมออกจากกัน มีน้ำตกตาน้ำผุดมากมายหลายแห่ง น้ำตกที่พวกเขาไปอาบน้ำนั้นเป็เพียงน้ำตกเล็ก ๆ ไว้ใช้อาบชำระร่างกาย ส่วนสำหรับใช้ดื่มกินจะเป็น้ำตกจากอีกแห่งที่สวยงามกว่ากันมาก หากแต่มีแอ่งน้ำเล็กเกินกว่าจะใช้เป็สระชำระร่างกายได้ หลิวอี้รู้สึกมีความสุขอย่างมากกับการได้พบเจอประสบการณ์เช่นนี้ ถึงหมู่บ้านเหมยจะอยู่กลางที่ทุรกันดาร หากแต่บ้านเรือนสิ่งก่อสร้างกับภูมิฐานยิ่งนัก ที่เป็เช่นนี้ได้นั้นเกิดจากการที่ขบวนคาราวานได้นำข้าวของมาแลกเปลี่ยน นอกจากเครื่องใช้และเสื้อผ้าแล้ว การนำเอาหินปูน แผ่นศิลาหรือไม้เนื้อดีสำหรับสร้างบ้านเรือน ตลอดจนเครื่องเรือนของตกแต่ง พวกนี้ล้วนเป็สิ่งแลกเปลี่ยนกับอาหารที่พักและน้ำของแขกทุกคนได้เช่นกัน ถึงมีบางคนให้ของตอบแทนน้อย แต่ชาวบ้านเหมยก็ตอนรับขับสู้เป็อย่างดี
เพื่อกำลังใจของผู้คนหลิวอี้จึงให้ทุกคนพักอยู่หมู่บ้านเหมยถึง 2 คืน ก่อนจะใช้เวลาเดินทางผ่านความแห้งแล้งไปอีกเกือบ 10 วัน เพื่อมาให้ถึงหมู่บ้านที่สอง แน่นอนว่าหมู่บ้านนี้ก็เป็เช่นหมู่บ้านก่อนหน้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงหมู่บ้านเหมยก่อนหน้าหลายส่วน แต่มีประชากรน้อยกว่ากันพอควร พวกหลิวอี้ได้พักผ่อนยังหมู่บ้านที่สอง เป็เวลา 2 คืน แต่ว่าก่อนออกเดินทางไปยังหมู่บ้านที่สาม หัวหน้าหมู่บ้านได้บอกกล่าวถึง หมู่บ้านถัดไปว่ากำลังเกิดภัยแล้ง คนในหมู่บ้านบางส่วนอพยพมาที่หมู่บ้านนี้ และบางส่วนเดินทางไปแคว้นตี้ ทำให้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้นในเวลานี้ เพราะหมู่บ้านนั้นเพิ่งถูกทิ้งร้างไปไม่ถึง 10 วัน ดังนั้นข่าวนี้จึงยังเดินทางไปไม่ถึงหมู่บ้านเหมยแห่งแรกหรือเมืองอื่น ๆ ใกล้เคียง หลิวอี้และเอี้ยคังจำต้องวานแผนการเดินทางใหม่ รวมถึงอาหารและน้ำให้เพียงพอที่ต้องเดินทางในอีกครึ่งเดือนที่เหลือ ก่อนไปถึงยังเมืองถัดไป
เพียง 7 วันพวกหลิวอี้ก็มาถึงหมู่บ้านเหมยที่สาม หมู่บ้านแห่งนี้แตกต่างจาก 2 หมู่บ้านแรกพอสมควร มันไม่มีูเาล้อมรอบเช่นหมู่บ้านเ่าั้ หากแต่เป็ป่าไม้และเนินหินไม่สูงมากเป็เขตแดน ตลอด 2 ข้างทางยังพอมีต้นไม้ให้ร่มเงา หากแต่กิ่งก้านใบของพวกมันเหี่ยวแห้งขาดน้ำจนใบแก่เปลี่ยนเป็สีเหลืองอย่างเช่นได้ชัด ส่วนต้นเล็กต้นน้อยได้แห้งตายไปบ้างแล้ว สาเหตุหลักคือตาน้ำของหมู่บ้าน ๆ แห้งขอด เลยทำให้คูคลองแห้งตามไปด้วย ก่อนหน้านี้คนในหมู่บ้านยังพอมีน้ำไว้ใช้ จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ ๆ ตาน้ำที่เป็ดังหลอดเืเลี้ยงชีวิตก็ได้หมดลง จึงทำให้พวกเขาจำต้องออกจากบ้านเกิดไปยังพื้นที่อื่นเพื่ออยู่อาศัย
ถึงภายในหมู่บ้านสิ่งก่อสร้างยังแข็งแรงเพราะผู้คนเพิ่งอพยพไปไม่นาน พืชพรรณยังเป็สีเขียวอยู่บ้าง แต่ถึงแบบนั้นก็เห็นถึงพลังชีวิตของพวกมันที่ลดต่ำลงได้ชัดเจน ทั้ง 23 คนเข้าพักยังเรือนรับรองแขก ที่เอี้ยคังเคยเข้าพักเมื่อครั้งก่อน ถึงจะต้องลำบากเื่ปากท้อง แต่ก็ยังมีเตียงนอนที่สะอาดไว้พักพิง
“พี่คัง ข้าจะไปเดินดูหมู่บ้านสักหน่อย” หลิวอี้บอกกับหัวหน้าผู้คุ้มกัน
“จะให้ข้าไปเป็เพื่อนหรือไม่” เอี้ยคังถามด้วยความเป็ห่วงและหน้าที่ของตนที่มีต่อนายน้อย
“ข้าอยากเดินเล่นผู้เดียว พวกพี่พักผ่อนเถอะ” เอี้ยคังถึงจะเป็ห่วง แต่เมื่อนายน้อยของตนออกปากเช่นนั้นจึงได้แต่ปฏิบัติตาม
หลิวอี้เดินไปตามทาง เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ สำรวจสิ่งต่าง ๆ ข้าวของมีค่ามากมายถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดี ดูเหมือนว่าพวกชาวบ้านจะนำแต่ของส่วนตัวหรือของสำคัญไปด้วยเท่านั้น หากหมู่บ้านนี้ยังมีน้ำกินน้ำใช้อยู่ คงจะเป็หมู่บ้านที่สวยงามด้วยพรรณไม้มากมายเช่นหมู่บ้านก่อนหน้า หลิวอี้หันซ้ายแลขวาเมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดหรือคนคุ้มกันติดตามมา เขาจึงเลือกหลบเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่งทันที
หลิวอี้หาที่นั่งเพื่อเข้าญาณสมาธิ ไม่ถึง 10 ลมหายใจเขาก็ลืมตาขึ้นมา ร่างกายของเขาปรากฏแสงสีขาวสว่างเรืองออกมาอย่างบางเบา หลิวอี้ยืนขึ้นชูมือทั้งสองเหนือหัวสุดความยาวของแขน แช่ค้างแน่นิ่งอยู่นาน หากมีคนมาพบเห็นเขาคงถูกล้อเป็แน่ หากแต่การทำท่าชูมือประหลาดของหลิวอี้นั้นมีเหตุผล เหนือท้องฟ้าหมู่บ้านเหมยที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ จากแผ่นฟ้าที่ไร้ซึ่งเมฆหมอก ที่มีเพียงแสงตะวันสาดส่อง แต่เวลานี้กับมีกลุ่มก้อนเมฆจับตัวอยู่เหนือหัว จากก้อนเล็ก ๆ ก็เริ่มขยับขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน จากเมฆหมอกธรรมดาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็เมฆฝน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอตามที่หลิวอี้้า เขายังคงชูมือค้างเหนือหัวเช่นเดิม เมฆฝนขนานใหญ่โตปกคลุมแผ่นฟ้าทั้งหมดสุดสายตา จนท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แสงสว่าง เสียงฟ้าร้องก้องดังกัมปนาท เช่นเดียวกับเมฆฝนในฤดูของมัน หลิวอี้ลดมือลงพร้อมกับนั่งลงหายใจหอบเหนื่อย ไม่นานเสียงสายฝนดังเปาะแปะก็ตกใส่หลังคาบ้านเรือน ก่อนจะดังถี่ราวฝนฟ้ารั่ว ทั้งฟ้าร้องฟ้าผ่าสนันหวั่นไหวจนน่ากลัว ใน่ที่หลิวอี้ติดฝนไปไหนไม่ได้นั้นเขาได้ใช้พลังบางส่วนตรวจสอบยังแผ่นดินแห่งนี้ พบว่ายังมีน้ำบาดาน ตลอดจนน้ำพุร้อนใต้ดินอยู่ และยังค้นพบแหล่งน้ำมากมายใต้หมู่บ้านแห่งนี้ ใน่ที่ฝนฟ้ายังตกอยู่นั้นหลิวอี้ใช้ฝ่ามือทาบลงพื้นดิน แช่ค้างแน่นิ่งอีกครั้ง หากผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใต้เปลือกโลกนี้ได้คงใอยู่ไม่น้อย สิ่งที่หลิวอี้ทำนั้นก่อให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่รุ่นแรงนัก พอให้คนอื่น ๆ ได้ใกลัว ปรากฏการณ์เหล่านี้ดำรงอยู่นานราว 2 ชั่วยาม ก่อนจะหยุดลงในเวลาบ่ายคล้อยของวัน ทั้งฝนตกและแผ่นดินไหวนี้ ทำให้เอี้ยคังแล้วผู้ติดตามคนอื่น ๆ รีบออกมาตามหานายน้อยคงตนด้วยความเป็ห่วง หากแต่เวลานี้หลิวอี้ถือจอบขุดดิน ที่เพิ่งเก็บมามุ่งหน้าเดินทางไปยังด้านหลังของหมู่บ้าน ซึ่งสถานที่แห่งนี้่เคยเป็เนินเลี้ยงปศุสัตว์มาก่อน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
// (เกร็ดความรู้ ดอกเหมยและดอกท้อถึงจะคล้ายกันมากก็จริง แต่กลีบดอกและกลิ่นไม่เหมือนกัน โดยดอกเหมยปลายกลีบจะมนกลมกว่า ซึ่งดอกท้อปลายกรีบจะออกแหลมมน โดยปกติดอกเหมยจะบานใน่ปลายฤดูหนาว ส่วนดอกท้อจะบานใน่ฤดูใบไม้ผลิ ของประเทศจีน // ซึ่งในนิยายนี้ผู้แต่ง ขอละความจริงในส่วนนี้ไป คือให้พวกมันบานทั้งปีแทน