ตอนที่ 28 มันเทศหนึ่งชาม (2)
เว่ยซื่อแบ่งอาหารทั้งหมดให้ครอบครัว ก่อนจะแบ่งมันเทศนึ่งหนึ่งชามให้หลินซื่อแม่ลูก เพราะให้มันเทศลูกใหญ่ๆ กับบ้านใหญ่และบ้านสามไปทั้งหมด พวกนางสามแม่ลูกจึงได้แต่มันเทศขนาดเท่าลูกหนูตัวเล็กๆ อีกทั้งตอนขุดแต่ละลูกล้วนไม่ใส่ใจ ขุดไปโดนมันจนเป็นรอยถลอกเน่าเสีย กินไม่ได้เลยสักลูก มันเทศเสียๆ เช่นนี้ปกติเอาไปเลี้ยงหมู หมูยังไม่กินเลย แต่เว่ยซื่อกลับเอามาให้พวกนางกิน
ผู้เฒ่าเถียนนั่งอยู่บนเตียงเตาแสร้งเป็นตาบอด แน่นอนว่าเขารู้ที่เว่ยซื่อให้มันเทศเสียๆ แก่พวกนางแม่ลูก แต่จงใจแสร้งหูหนวกเป็นใบ้ แล้วหยิบชามไข่ตุ๋นขึ้นมากินทำไม่รู้ไม่ชี้
ใบหน้าของเถียนจินจวี๋แดงไปหมดเพราะรู้สึกประหลาดใจ ผิดหวัง โมโหและหลากหลายอารมณ์ จ้องผู้เฒ่าเถียนที่กำลังกินไข่ตุ๋นชามนั้นตาเขม็ง ทันใดนั้นก็คิดอะไรขึ้นได้ จึงหันไปจ้องหม่าซื่อราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่หม่าซื่อจงใจแสร้งทำเป็นไม่รู้
อาหารแต่ละมื้อในบ้านจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับเว่ยซื่อตัดสินใจ หม่าซื่อจะเจ้ากี้เจ้าการไม่ได้ ไข่ตุ๋นชามนี้เดิมทีก็ทำให้ผู้เฒ่าเถียนกิน หม่าซื่อแค่ใช้ไข่ตุ๋นเป็นเหยื่อล่อให้เถียนจินจวี๋ไปเร่งมื้ออาหารกับผู้เฒ่าเถียน ไม่อย่างนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะได้กินมื้อเย็นเมื่อไร เป็นเถียนจินจวี๋ที่โง่เอง จะโทษใครได้
หลินซื่อหยิบชามมันเทศที่กินไม่ได้ท่ามกลางสายตาอาฆาตของเว่ยซื่อ ซึ่งยังคงพูดประชดประชันอีกหนึ่งประโยค “กินข้าวอยู่ทุกวันยังต้องให้เชิญสามสี่รอบ คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางหรือไร”
ไฉ่เวยสวนกลับ “เมื่อก่อนพวกเราเข้ามากินข้าวเอง ท่านย่าก็ด่าว่าพอถึงเวลากินข้าวก็มาเองเลยนะ หาว่าพวกเราเป็นผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด พวกเราไหนเลยจะกล้ามา”
เว่ยซื่อจ้องไฉ่เวยตาเขม็งอยู่นาน ควรทุบตีเด็กสารเลวนี่ให้ตายตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ต้องโทษที่ตอนนั้นนางขี้ขลาดเกินไป เห็นอีกฝ่ายหายใจเข้าเฮือกสุดท้ายก็คิดว่าอีกฝ่ายตายแล้ว ทั้งยังปล่อยให้หลินซื่อเก็บศพไว้ที่บ้านหนึ่งวันเพราะไม่สบายใจ ภายในวันนั้นเองเด็กสมควรตายนางนี้ก็กลับฟื้นขึ้นมา ถ้าตอนนั้นนางไม่ใจอ่อนแบบอิสตรีไหนเลยจะมีปัญหามากมายเช่นวันนี้
แต่จะปล่อยให้เด็กสมควรตายนี่มาบีบคอก็ไม่ได้
เว่ยซื่อส่งสายตาหลุกหลิกและเริ่มตบมือพร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น “พวกเจ้าจิตใจเลวทรามต้องไม่ได้ตายดี มารดาอย่างข้าคอยรับใช้พวกเจ้าทั้งเรื่องกินเรื่องอยู่ สุดท้ายยังถูกตำหนิ เหตุใดฟ้าไม่ผ่าพวกเจ้าให้ตายๆ ไปเสีย!”
เว่ยซื่อร้องไห้พร้อมกับก่นด่าสาปแช่งโหมกระหน่ำเป็นชุดราวกับสายน้ำกลืนกินภูเขา
หลินซื่อสติหลุดทำอะไรไม่ถูก ส่วนเสี่ยวหม่านก็หวาดกลัวจนไปหลบอยู่ข้างหลังมารดา
ไฉ่เวยไม่เคยเห็นแม่เฒ่าในชนบทยุคโบราณประพฤติตัวทุเรศทุรังเช่นนี้มาก่อนจึงอึ้งไปชั่วขณะ เว่ยซื่อแก่ขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังไร้ยางอายเช่นนี้
เมื่อเห็นแววตาสะใจของคนทั้งห้อง ยังมีผู้เฒ่าเถียนที่จู่ๆ ก็สีหน้าผ่อนคลายกะทันหัน ไฉ่เวยจึงหันหลังเดินออกไปนอกบ้าน
ทันทีที่เว่ยซื่อเห็นก็ไม่รู้ว่านางจะออกไปทำอะไร จึงเปลี่ยนเป็นร้องห่มร้องไห้ “ข้าไม่ได้ทุบตีทั้งยังไม่ได้ด่าเจ้าเลย กลับถูกหลานอกตัญญูอย่างเจ้าด่าว่าแล้ว ซ้ำยังไม่ยอมให้ข้าร้องไห้สักแอะ เจ้าจะไปเรียกใครมาก็ต้องพูดอย่างสมเหตุสมผลด้วย!” ในน้ำเสียงเจือแววกลัวความผิด เสียงร้องไห้จึงไม่มั่นใจเหมือนเมื่อครู่
ไฉ่เวยเดินออกไปแล้วพูดว่า “ดึกมากแล้วข้าไม่เรียกใครหรอก เรียกคนมาเดี๋ยวเรื่องก็วุ่นวายไปจนดึกดื่นอีก ขายหน้าไม่ว่าซ้ำยังเหนื่อยด้วย ท่านย่ากำลังวังชาเต็มเปี่ยมและกระตือรือร้นขนาดนี้ น่าเสียดายที่พวกเราต้องทำงานทุกวัน ไม่ว่างเล่นเป็นเพื่อนท่านหรอก”