ทั้งสามคนเดินคุยกันอย่างร่าเริงพร้อมกับสิ่งที่หามาได้ในวันนี้จนกลับถึงบ้าน เฉินซื่อได้ยินความเคลื่อนไหวในลานบ้านจึงรีบวางสะดึงปักผ้าในมือแล้วเดินออกจากห้อง
"ท่านแม่ ดูสิเ้าคะ พวกเราจับลูกกระต่ายได้สองตัวด้วย" อวิ๋นเฉิงซิ่วยกลูกกระต่ายที่อุ้มอยู่ในอ้อมกอดให้เฉินซื่อดู
"พวกเราเลี้ยงไว้เถอะนะเ้าคะ"
"ลูกกระต่ายนี่เลี้ยงยากนะ หากแยกจากแม่กระต่ายก็จะตายเร็วมาก เมื่อก่อนแม่เคยเลี้ยงแต่ก็เลี้ยงไม่รอด ไม่กี่วันก็ตายแล้ว" เฉินซื่อมองดูลูกกระต่ายแล้วส่ายหน้า
"ลองอีกครั้งเถอะเ้าค่ะ ข้าจะดูแลพวกมันอย่างดีเลย" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบอ้อนวอน
"ก็ได้ ถ้าเ้าชอบก็เอาเถอะ" เฉินซื่อมองอวิ๋นเฉิงซิ่วด้วยความเอ็นดู "เดี๋ยวให้พ่อเ้าทำกรงกระต่ายให้"
"ดีที่สุดเลยเ้าค่ะ!" อวิ๋นเฉิงซิ่วยิ้มจนตาหยี
เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีกรงกระต่าย อวิ๋นเฉิงซิ่วจึงอุ้มลูกกระต่ายสองตัวเข้าห้อง นำแผ่นไม้มาล้อมมุมห้องไว้แบบง่าย ๆ แล้ววางลูกกระต่ายลงไป
อวิ๋นเฉิงซิ่วนำผักป่าและใบหญ้าที่เก็บมาระหว่างทางมาล่อ โดยส่งใบผักไปที่ปากของกระต่ายน้อย ตอนแรกพวกมันยังมีท่าทีหวาดกลัว แต่ค่อย ๆ คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัว หรืออาจเป็เพราะความหิว พวกมันจึงยื่นจมูกเข้ามาดม จากนั้นก็เลียใบผัก เมื่อประเมินได้ว่าเป็อาหารที่กินได้ ปากเล็ก ๆ ก็เริ่มขยับอย่างมีความสุข ทั้งเม้ม ทั้งกัด ทั้งดึงใบผักเข้าปาก เคี้ยวไม่หยุด แถมหนวดยังกระดิกไปมาอีกด้วย
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เมื่อเห็นท่าทางน่ารักของลูกกระต่าย อวิ๋นเฉิงซิ่วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
อวิ๋นเม่าซานวางไก่ป่าและกระต่ายที่ได้จากตะกร้าสะพายหลังลง พร้อมกำชับให้เฉินซื่อหาที่กักตัวตัวที่ยังไม่ตายไว้ ส่วนตัวที่ตายแล้วให้ถอนขนเพื่อนำมาตุ๋นกินในตอนเย็น
หลังจากนั้นเขาก็ไปที่ลานเล็ก ๆ หลังบ้าน หาแผ่นไม้และกิ่งไม้ตรง ๆ มาจำนวนหนึ่ง เสียงดัง เคร้ง ๆ ค้าง ๆ จนทำกรงกระต่ายที่แข็งแรงเสร็จหนึ่งกรง
อวิ๋นเฉิงเฟิงหาหญ้าแห้งมาปูไว้ข้างใน และนำชามน้ำที่มีรอยบิ่นมาใส่น้ำวางไว้ในกรง
"เรียบร้อยแล้ว เ้ากระต่ายน้อยมีบ้านแล้วนะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วอุ้มลูกกระต่ายสองตัวขึ้นมา แล้วค่อย ๆ วางลงในกรงกระต่าย
พวกมันอาจจะเป็เพราะอิ่มแล้วจึงไม่กลัวอีกต่อไป เดินดมโน่นดมนี่ไปรอบ ๆ กรงด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเหนื่อยก็ซุกตัวเข้าหากัน หลับตาลงและเริ่มนอนหลับ
ส่วนเฉินซื่อเข้าไปในครัวต้มน้ำร้อนหม้อหนึ่ง เพื่อถอนขนและรีดเืทำความสะอาดไก่ป่าตัวที่ตายแล้ว นางทำงานคล่องแคล่ว เพียงครู่เดียวก็สับไก่เป็ชิ้น ๆ ใส่ลงในหม้อ เมื่อน้ำเดือดก็นำฟืนท่อนใหญ่บางส่วนออกจากเตา แล้วเริ่มตุ๋นด้วยไฟอ่อน
นางตักแป้งข้าวโพดออกมาครึ่งกะละมัง ผสมด้วยน้ำอุ่นให้มีความนุ่มพอประมาณ พักไว้สักครู่ จากนั้นหยิบออกมาหนึ่งกำมือ ตบให้เป็แผ่นกลมแบนเล็ก ๆ แล้วแปะเรียงไว้รอบผนังหม้อ เฉินซื่อกำชับให้อวิ๋นเฉิงเฟิงคอยดูฟืนในเตา อย่าให้ไฟแรงเกินไปและอย่าให้ดับ
"ถ้าไฟแรงเกินไป เนื้อไก่ในหม้อจะแข็ง รสััไม่ดี แผ่นแป้งก็จะไหม้ แห้งจนกัดไม่เข้า ต้องใช้ไฟอ่อนค่อย ๆ ตุ๋น แบบนี้เนื้อไก่จะเปื่อยจนหลุดจากกระดูก ส่วนแผ่นแป้งด้านหนึ่งจะหอมเกรียม อีกด้านหนึ่งจะนุ่มฟู"
"ทราบแล้วเ้าค่ะท่านแม่ วางใจเถอะ ข้าจะคอยดูไฟให้ดี รับรองว่าไม่ให้ไฟแรงเกินไป และไม่ปล่อยให้ไฟดับแน่นอน"
อวิ๋นเฉิงเฟิงพูดอย่างมั่นใจขณะที่เขี่ยฟืนที่กำลังลุกไหม้ในเตา "เื่เล็กน้อยแค่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าเถอะ"
พูดจบก็หยิบปลาเผาที่ห่อไว้จากอกเสื้อมาวางบนเตา "ตรงนี้ยังมีปลาเผาด้วย ข้าเอามาอุ่นไว้ก่อน เดี๋ยวพี่ใหญ่กลับมาจะได้กินพร้อมกัน"
"พี่ชายเ้าเรียนหนังสือหนัก ต้องกินเนื้อปลาบำรุงร่างกายเสียหน่อย" เฉินเฟิ่งจือหมุนตัวเดินออกมาจากห้องครัวมายังลานบ้าน
อวิ๋นเม่าซานที่ทำกรงกระต่ายเสร็จแล้ว กำลังถือขวานนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กเพื่อผ่าฟืน อย่างไรเสียยามว่างก็ทำไป แม้จะยังไม่ถึงเวลาสะสมฟืนสำหรับให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว แต่ฟืนที่ใช้ทำอาหารและต้มน้ำในยามปกติก็มีจำนวนไม่น้อย ฟืนแห้งที่เก็บมาจากป่ากิ่งเล็ก ๆ ไม่ต้องผ่า แต่กิ่งไม้ที่หนาบางส่วนต้องผ่าออก ตัดเป็ท่อน ๆ เพื่อให้สะดวกในการใส่ลงในเตา
"ท่านพี่ เมื่อวานเฉิงหลิ่งกลับมาบอกว่าเซียนเซิงที่สำนักศึกษาชาวบ้านแจ้งว่าถึงกำหนดจ่ายค่าน้ำชาอาจารย์ของปีหน้าแล้ว แต่่ก่อนหน้านี้เพราะซิ่วเอ๋อร์ตกน้ำ ต้องจ้างหมอจัดยาและซื้อของบำรุงร่างกายให้ซิ่วเอ๋อร์จึงเสียเงินไปไม่น้อย ตอนนี้ในบ้านเหลือเงินเพียงไม่กี่สิบอีแปะ ท่านว่า" เฉินซื่อมองอวิ๋นเม่าซานด้วยใบหน้ากังวล
"ค่าน้ำชาอาจารย์ของปีหนึ่งต้องใช้เงินครึ่งตอกเลยนะ"
อวิ๋นเม่าซานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ไม่เป็ไรหรอกแม่นาง ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้ข้าจะไปที่เหลาอาหารที่รู้จักในเมือง นำไก่ป่าที่ล่าได้วันนี้กับกระต่ายสองตัวไปขาย อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินหนึ่งตอก นำมาแลกสุราและขนม แล้วหิ้วกระต่ายไปให้อีกตัว เซียนเซิงต้องพอใจแน่นอน"
"ก็ได้ คงต้องทำเช่นนั้น" เฉินซื่อฟังคำพูดของอวิ๋นเม่าซานแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย "ผ้าเช็ดหน้าที่ข้าปักเสร็จแล้วน่าจะขายได้อีกไม่กี่อีแปะ"
ในขณะนั้น อวิ๋นเฉิงซิ่วที่นั่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่างพลางนึกถึงรสชาติของปลาเผา ได้ยินบทสนทนาของบิดามารดาแว่ว ๆ
นางถึงกับชะงัก ที่แท้ครอบครัวนี้ขัดสนถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หลังจากที่นางทะลุมิติมา ยอมรับว่ากินยาและของบำรุงไปไม่น้อยจริง ๆ นางคิดเพียงว่าชีวิตในชนบทคงไม่มั่งคั่งนัก แต่ไม่นึกเลยว่าจะจนจนเหลือเงินเพียงไม่กี่อีแปะ
ข้าผู้เป็ยอดคนผู้มีความสามารถจากต้าหัวเซี่ยที่ทะลุมิติมา จะยอมแพ้ให้กับเงินเพียงไม่กี่อีแปะนี้ได้อย่างไร?
ทันใดนั้น วิธีหาเงินและหนทางสู่ความร่ำรวยสารพัดรูปแบบก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว ในพล็อตนิยายทะลุมิติไม่ได้บอกหรอกหรือว่า แค่ขายสูตรอาหารก็ได้เงินพันตำลึงแล้ว หรือจะหมักสุรา ทำสบู่ ผสมน้ำหอมดอกไม้ สิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งทรัพย์สินมหาศาล
"หึหึ" อวิ๋นเฉิงซิ่วนึกถึงภาพเงินตำลึงและอีแปะที่ไหลเข้ากระเป๋าจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"ซิ่วเอ๋อร์ เ้าหัวเราะอะไรหรือ? รีบเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวพอพี่ชายเ้ากลับมาพวกเราจะได้กินข้าวกัน" เฉินซื่อชะโงกหน้ามาจากนอกประตูถามด้วยความสงสัย
"เปล่า... ไม่มีอะไรเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบเช็ดน้ำลายที่เกือบจะไหลย้อยจากมุมปาก "ข้ากำลังคิดว่าการขึ้นเขามันสนุกมาก ถ้าได้ขึ้นเขาบ่อย ๆ ก็คงดีนะเ้าคะ"
"ไม่ได้หรอก บนเขามันอันตรายเกินไป จะไปบ่อย ๆ ไม่ได้ แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงหากเจอสัตว์ร้ายก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตมาได้ นับประสาอะไรกับเด็กหญิงตัวน้อย ๆ อย่างพวกเ้า" เฉินเฟิ่งจือปฏิเสธข้อเสนอของอวิ๋นเฉิงซิ่วทันควัน
"อ้อ" อวิ๋นเฉิงซิ่วหงอยลงทันที แต่แอบคิดในใจว่า "คราวหน้าข้าจะขอให้ท่านพ่อพาไป ท่านพ่อต้องไม่ปฏิเสธข้าแน่"
เมื่อเห็นเฉินซื่อกลับเข้าไปยุ่งในครัวอีกครั้ง อวิ๋นเฉิงซิ่วก็เริ่มครุ่นคิดถึงแผนการสร้างความร่ำรวยของนาง ไม่ว่าจะใช้วิธีหาเงินแบบไหนก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับนาง เพราะร่างกายนี้อายุยังน้อยเกินไป นางมองแขนขาเล็ก ๆ ของตนเอง ลูบผมเปียสองข้างบนศีรษะ แล้วถอนหายใจ
"เฮ้อ อายุน้อยเกินไปจริง ๆ พูดหรือทำอะไรจะโดดเด่นเกินไปไม่ได้ ต้องให้เหมาะสมกับวัย จะเปิดเผยตัวตนที่เป็ผู้ใหญ่ไม่ได้ มิเช่นนั้นคงถูกมองว่าเป็ปีศาจแน่"
ชาติก่อนในฐานะนักศึกษาดีเด่นจากสำนักศึกษาแพทย์ การตรวจโรค นางก็ทำเป็ การรักษาคนก็สามารถหาเงินได้ แต่ก็กลับมาติดที่ปัญหาเดิม คือนางเด็กเกินไป หากเปิดคลินิกรักษาคนตอนนี้ หนึ่งคือไม่มีใครเชื่อว่าเด็กหญิงอายุเจ็ดแปดขวบจะรักษาโรคได้ สองคือจะถูกมองว่าเป็ตัวประหลาด
นอกจากคำนินทาแล้ว อาจถึงขั้นถูกจับถ่วงน้ำเลยก็ได้ ก่อนที่จะหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้ นางตัดสินใจว่าจะไม่เปิดเผยว่าตนเองมีความรู้ด้านการแพทย์
ไม่ว่าอย่างไร การหาหนทางหาเงินให้ได้โดยเร็วคือภารกิจสำคัญอันดับแรก และการปกป้องความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวก็เป็สิ่งจำเป็ เพราะหากความปลอดภัยพื้นฐานของชีวิตยังรับประกันไม่ได้ สิ่งอื่นใดก็เป็เพียงเื่เพ้อฝัน