บทที่ 2 แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ปึก ปึก ปึก ๆ (เสียงเคาะประตูเป็จังหวะ)
“มีปัญญาใช้เงินซื้อสุรามาดื่ม แต่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่างั้นเหรอ”
หญิงสาววัยกลางคนกำลังเคาะประตูไม้ของห้องหมายเลขแปดด้วยสองมือ เนื้ออวบกระแทกไม่บันยะบันยัง คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เดียวกัน...เริ่มเอือมระอาและคุ้นชินกับเหตุการณ์เหล่านี้ซะแล้ว
“หากเป็เมื่อก่อน ฉันคงคิดว่าเป็พวกนักข่าว แต่ตอนนี้กลายเป็เ้าหนี้แทนสินะ”
เฟยชิงหลีในร่างของเหยาฟางหนิงถอนหายใจสายหนึ่งอย่างยาวเหยียด ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องพัก ช้ากว่านี้บานประตูคงถูกทุบจนทะลุแน่ ๆ
เธอเปิดประตูฉับพลันโดยไม่ได้ส่งเสียงบอกคนที่อยู่ด้านนอก ด้านท่านป้าเ้าของห้องพัก ไม่เห็นแววว่าคนด้านในจะตอบสนอง ก็อดคิดไปไกลไม่ได้...กลัวว่าสองแม่ลูกนั่นจะตายหมกห้องพัก หล่อนจึงใช้หัวไหล่เ้าเนื้อ เตรียมพุ่งชนบานประตูอย่างแรง จังหวะออกแรงพุ่งชนเป็จังหวะเดียวกันที่ฟางหนิงปลดกลอนประตู ทำให้ร่างเ้าเนื้อของท่านป้าพุ่งถลาเข้าไปด้านใน เสียหลักฉับพลันลงไปนอนกองกับพื้น
“โอ๊ย…เอวฉัน เคล็ดหมดแล้ว” ท่านป้ากดฝ่ามือประคองเอวพร้อมอ้าปากบ่นงึมงำ
“ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่คิดว่าคุณป้าจะพังประตูเข้ามา”
ฟางหนิงรีบปรี่ตัวเข้าไปประคองหญิงวัยกลางคน น้ำเสียงที่เธอพูดกับเ้าของสินทรัพย์ ก็ฟังดูไพเราะเพราะพริ้งผิดธรรมชาติ ผู้ฟังถึงขั้นลืมความเ็ป แล้วกดใบหน้าลงเพื่อหรี่ตามองผู้เช่าด้วยสีหน้าพิศวง
“หล่อนพูดว่าไงนะ ขอโทษงั้นเหรอ?”
ท่านป้าเซิ้งอวี่ถามเสียงยานคล้ายไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูได้ยิน
ต่อให้ป้าเซิ้งอวี่ไม่ได้คลุกคลีกับฟางหนิงมากมายนัก แต่สามเดือนที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้เป็ยังไงบ้าง ทำไมเ้าของอพาร์ทเม้นท์อย่างป้าเซิ้งอวี่จะไม่รู้ คนแถวนี้เอือมระอากันหมด ทั้งเอาไปนินทากันสนุกปาก ว่าเหยาฟางหนิงคือผู้หญิงที่ถูกสามีทิ้ง
อย่าลืมว่ายุคนี้การหย่าของพวกผู้หญิงเป็เื่น่าอับอายพอตัว ยิ่งมาทำตัวเป็ผีสุรา แล้วยังไม่รู้จักทำมาหากินอีก เื่อะไรที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาจะไม่นินทา เห็นว่าเป็สตรีที่บ้านแตกสาแหลกขาด ป้าเซิ้งอวี่เป็คนขี้สงสาร เลยให้เข้ามาพักที่นี่ อนุญาตให้จ่ายเงินค่าเช่าเมื่อพร้อม
แต่นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว คนทั่วไปก็ควรมีจิตสำนึกบ้าง ไม่ใช่ว่าคนอื่นใจดีด้วย แล้วจะเมินเฉยแบบนี้ ค้างค่าเช่าตั้งสามเดือนถ้าเป็ที่อื่น...เขาคงตะเพิดหนีั้แ่เดือนแรกแล้วล่ะ นี่มันทำคุณบูชาโทษชัด ๆ คนอย่างหล่อนน่าจะพูดขอโทษใครไม่เป็ซะด้วยซ้ำ แต่เมื่อครู่หล่อนเลือกใช้คำว่าขอโทษ คงไม่ใช่แสร้งพูดแบบนั้นเพื่อทำดีเอาหน้าหรอกนะ
'บอกเลยว่า…มาไม้ไหนฉันก็จะไม่ลดหย่อนให้หล่อนอีกแล้ว'
“ขอจ่ายค่าเช่าครึ่งเดียวก่อนได้ไหมคะ ส่วนที่เหลือฉันจะรีบหาเงินมาจ่ายค่ะ อย่าไล่พวกเราสองแม่ลูกเลยนะคะ” ฟางหนิงเจรจากับป้าเซิ้งอวี่ด้วยน้ำเสียงของเด็กผู้หญิงที่รู้ความ นั่นทำให้ป้าเซิ้งอวี่ใจอ่อนได้ง่าย ๆ
หลังได้เงินค้างค่าเช่าไป 6 หยวน ป้าเซิ้งอวี่ก็หมดคำจะพูด ได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้วพูดอะไรบางอย่างอยู่ในลำคอ ท่าทางเหมือนคนที่ปากไม่ตรงกับใจ...
“เธอเองก็เลิกดื่มของโสโครกพวกนั้นได้แล้ว หย่าสามีแล้วก็ให้มันแล้วไป ยังมีชีวิตอยู่…นั่นก็หมายความว่าผู้หญิงอย่างเรา ๆ เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ถ้าจะให้ดีก็ออกไปหางานทำซะเถอะ หมกตัวอยู่แบบนี้ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอกนะ ถือซะว่าผู้หญิงแก่ ๆ อย่างฉันตักเตือนด้วยความหวังดีก็แล้วกัน”
ป้าเซิ้งอวี่เป็พวกปากแข็งใจอ่อน พอเห็นท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้เช่า ไม่เห็นว่าฟางหนิงจะร้ายกาจเหมือนเมื่อก่อน หล่อนก็ไม่ได้แยกเขี้ยวหยิ่งฟันให้เหมือนั์เหมือนมารอีก ก่อนจะเชิดหน้าจากไป ยังอุตส่าห์ทิ้งคำสอนเอาไว้ให้
ยังดีที่เหยาฟางหนิงคนก่อน...ใช้เงินส่วนของตัวเองเสียส่วนใหญ่ ถือว่าพอมีจิตสำนึกอยู่บ้างที่ไม่นำเงินตั้งตัว...ส่วนของโม่หลินออกมาใช้ เพราะแบบนี้เหยาฟางหนิงคนใหม่ถึงได้มีเงินมาจ่ายค่าเช่าห้องให้ป้าเซิ้งอวี่ก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นแน่ ๆ
อันที่จริงจ่ายเงินทั้งหมดไปเลยก็ได้ แต่ที่ต้องค้างค่าเช่าไว้อีกครึ่งหนึ่ง เพราะฟางหนิงอยากนำเงินที่เหลืออยู่ไปต่อยอดชีวิต เธอยังไม่ค่อยแน่ใจว่าที่นี่พอจะมีลู่ทางไหนให้เธอเอาชีวิตรอดได้บ้าง แต่ที่แน่ ๆ เธอไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน ยังไงชีวิตแม่หม้ายสามีทิ้งจะต้องดีกว่านี้ หากเธอเกิดใหม่มามีตัวคนเดียวคงไม่เท่าไหร่ แต่เธอเกิดใหม่เป็เหยาฟางหนิงตัวร้าย ที่มาพร้อมภารกิจเลี้ยงดูบุตรในยุค 80 ดังนั้นเธอจะต้องมอบความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้ให้โม่หลินด้วย
เอาล่ะ! แสงตะวันทอทอดผ่องอำพัน ก็เหมือนกับว่าชีวิตนี้ได้เริ่มต้นใหม่แล้วจริง ๆ เหยาฟางหนิงวางแผนไว้ว่า...ก่อนที่หล่อนจะปลีกตัวไปทำความสะอาดบ้าน หล่อนจะต้องมีอะไรตกถึงท้องซะก่อน ฟางหนิงเดินเข้าไปในห้องครัวซึ่งคับแคบมาก โชคดีหน่อยที่ภายในห้องยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีไข่สิบฟอง ข้าวสารหนึ่งโถเล็ก ลองตวงดูก็น่าจะไม่เกินสิบกำมือ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับประทังชีวิต
ฟางหนิงวางแผนว่าจะทำบะหมี่ลวก กับไข่ต้ม...
แต่บ้าจริง! ที่นี่ไม่มีเตาไฟ มีแค่เตาถ่านเท่านั้น แล้วเธอต้องออกไปจุดเตาถ่านที่ระเบียงห้อง จังหวะที่เดินลอดคานประตูออกไปหลังระเบียง เธอเห็นพุ่มผักใบเขียวเสียบอยู่บนกระถางดินเก่า ๆ
นี่เป็ฝีไม้ลายมือของโม่หลินวัยสามขวบสินะ
โถ…เด็กเอ๋ยเด็กน้อย รู้จักปลูกผักประทังชีวิตเสียแล้ว ในนั้นไม่ได้มีผักมากมายอะไร แต่ก็สามารถเด็ดมาทำอาหารได้ มีมะเขือเทศต้นเล็ก มีผักกาดเขียวหนึ่งต้น และผักฉุยช่ายอีกหนึ่งต้น
เสียงดังแครก ๆ หลายครั้ง! ทำให้โม่หลินสะดุ้งตื่นจากเตียง เด็กหญิงเสียดสีดวงตาหลายครั้ง แล้วเดินเชื่องช้าออกจากเตียงนอนหลังเก่า เห็นแม่เลี้ยงกำลังโมโหร้ายให้ฟืนท่อนหนึ่ง เด็กน้อยรีบหลบมุมทันที
พอััได้ถึงเสียงรบกวนบางอย่าง ฟางหนิงที่บนแก้มเปื้อนเขม่าถ่าน รีบหันขวับกลับมามองต้นเสียงทันที
‘อ้อ! ที่แท้ก็เป็โม่หลินนั่นเอง เพิ่งตื่นนอนสินะ’
ฟางหนิงพูดในใจเพียงลำพัง ก่อนจะยกก้นจากท่านั่งยอง ตามด้วยปัดฝ่ามือเข้าที่หน้าขา แล้วเดินเข้าหาโม่หลิน หวังจะทักทายและทำความรู้จักกันเสียหน่อย ทว่าหล่อนยังเดินไปไม่ถึงตัวของเด็กน้อย โม่หลินก็รีบวิ่งไปหลบอีกมุมหนึ่งที่ไกลออกไป เนื้อตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตหลบหลีกเอาแต่มองปลายนิ้วเท้าของตัวเองอย่างนั้น
เสียงเล็ก ๆ ที่เปล่งออกมาบีบหัวใจเหลือเกิน
“โม่หลินจะรีบออกไปซื้อสุรามาให้คุณน้าเดี๋ยวนี้”
ทุกเช้าของวัน...หน้าที่ออกไปซื้อสุราในร้านชำซึ่งอยู่ซอยตรงข้าม จะเป็กิจวัตรของเด็กน้อย วันนี้นอนตื่นสายกว่าปกติ ไม่มีสุราตั้งไว้รอ โม่หลินกลัวเหลือเกิน…กลัวท่านน้าจะทุบตีโม่หลิน เด็กตัวเล็กนิดเดียวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นประหม่าน่าสงสาร
“ฟังนะโม่หลิน…ฉันไม่ดื่มสุราแล้ว หมายความว่าต่อไปนี้ โม่หลินไม่จำเป็ต้องออกไปซื้อสุราอีกแล้วล่ะ”
น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟังผิดปกติ โม่หลินไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เด็กสามขวบเอียงคอสงสัยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิกเนื้อตัวเองจนเกิดรอยแดง จึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ฟางหนิงได้เห็นอย่างนั้นก็ยิ่งปวดใจเข้าไปใหญ่ ในความทรงจำที่มี ฟางหนิงรู้ดีว่าเ้าของร่างเดิมไม่ได้ดีกับโม่หลินสักเท่าไหร่ จะเลี้ยงก็เลี้ยงแต่ตัว แต่ไม่ได้ใช้ใจเลี้ยง ส่วนหนึ่งคงเพราะคิดว่าโม่หลินไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองนั่นแหละ
แต่นั่นก็เป็แค่ทัศนคติของเหยาฟางหนิงคนเก่า กับเหยาฟางหนิงคนใหม่...หล่อนเข้าใจความรู้สึกของโม่หลินดี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่หล่อนต้องร้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ต่อให้ไม่ใช่สายเืเดียวกันแล้วมันจะยังไงล่ะ
ตัวเหยาฟางหนิงที่มาจากต่างโลก ค่อนข้างเข้ากับเด็กได้ง่าย เพราะก่อนที่เธอจะกลายเป็ดาราสาวผู้โด่งดัง เธอก็เติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้านั่นแหละ ่หนึ่งของชีวิตที่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น เธอได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เด็กที่ถูกรับเข้ามาไม่ต่ำกว่าปีละยี่สิบชีวิต เป็เด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้งด้วยกันทั้งนั้น
เธอจึงค่อนข้างเข้าใจรสชาติของการถูกทอดทิ้งได้เป็อย่างดี พอมีโอกาสได้อยู่กับโม่หลินตามลำพัง เธอจะไม่มีทางทอดทิ้งโม่หลินเด็ดขาด เธอยินดีเป็มารดาแม่ทูนหัวให้โม่หลินอย่างไม่ลังเล
“จริงเหรอคะคุณน้า” เด็กน้อยเงยหน้าถามช้า ๆ ด้วยดวงตากลมใส
“เรียกคุณน้าไม่น่าฟังเลยสักนิด งั้นครั้งหน้าก็เปลี่ยนมาเรียกคุณแม่ เข้าใจหรือเปล่า?”
ฟางหนิงดึงร่างเล็กของโม่หลินเข้ามากอด มือหนึ่งโอบกอด มือหนึ่งลูบหัวทุยให้ความอบอุ่นแก่กัน
“งั้นโม่หลินจะจุดเตาถ่านให้คุณแม่”
เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างกว่าที่เคย เมื่อตกปากรับคำ ร่างน้อยวิ่งไปหลังระเบียงห้อง ลงมือจุดเตาอย่างชำนาญ ไม่นานเกินรอ บะหมี่สำเร็จรูปใส่ผัก...กับไข่ต้มสองฟองก็ส่งกลิ่นหอมฉุย เป็มื้อเช้าให้สองแม่ลูกได้อิ่มท้อง
จากนั้นก็ร่วมมือกันเก็บกวาดห้องซะยกใหญ่ พวกขวดสุราก็เก็บไว้ขายเป็เศษขวด ของเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็รื้อทิ้งให้หมด ไม่เกินครึ่งวันห้องพักที่ทั้งเก่าและโทรม เต็มไปด้วยเขม่าฝุ่น ตอนนี้สะอาดเอี่ยมอ่องโล่งหูโล่งตาไปเยอะมาก
น้ำไฟที่ถูกตัดเพราะค้างค่าห้องพัก ก็เริ่มกลับมาใช้งานได้ปกติ โม่หลินดีใจมาก ต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องวิ่งออกไปใช้ห้องน้ำสาธารณะอีก เพราะทุกครั้งที่เข้าไปใช้งาน ขอบอกเลยว่ามันสกปรกมาก มาก ถึงมากที่สุด