แว่นตาที่แกว่งอยู่ในมือเคลื่อนขึ้นไปประกบอยู่กับดวงตาของเขาอีกครั้งเขาเพ่งสายตาย่านกระจกเลนส์อยู่กับใบหน้าของเธออีกเป็ครู่ ในที่สุดก็ถอดออกเอาวางลงบนโต๊ะใกล้ศอก
“อันที่จริงมันก็เป็เื่ที่ออกจะแปลกอยู่เหมือนกันนะรูปร่างหน้าตาของเราสองคนก็ไม่ได้ละม้ายคล้ายคลึงกันเลยแล้วใครเล่าเขาจะเชื่อว่าเราเป็พี่น้องกันจริง”
เธอหัวเราะเสียงใสดีใจที่เขาเริ่มสนทนากับเธอด้วยท่าทางปกติธรรมดาขึ้นมาก รอยเครียดตรงมุมปากดูอ่อนโยนลงเอรินบอกตัวเองอยู่ว่า...เธอควรจะอดทนต่อกิริยาท่าทางที่เขาแสดงออกให้มากเพราะอย่างน้อยวันนี้เธอก็สร้างความหนักใจให้กับเขามาไม่น้อยเลย
“ฉันเองก็คิดอย่างนั้นค่ะตอนที่คุณเดินไปเปิดประตูบ้านรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าเราไม่เหมือนกันเลย”
สายตาที่เขามองเธอยามนี้สํารวจรายละเอียดทุกองค์ประกอบบนใบหน้าของเธออยู่ และเอรินก็นั่งนิ่งๆขณะที่เขาสํารวจอยู่นั้นยอมให้เขาทําในสิ่งเดียวกับที่เธอได้ทํามาแล้วตอนที่เห็นหน้าเขาครั้งแรก
เขามองเรือนผมที่หยักสลวยที่ปกคลุมศีรษะและปัดขึ้นทางด้านข้างให้พ้นจากใบหน้าคิ้วสีดําเรียวงามเป็กรอบหน้าที่อยู่เหนือดวงตา...ซึ่งเขาคิดอยู่ในใจว่าสวยเหมือนดวงตาของนาตาลีวู้ด ดวงตาคู่กลมโตดําสนิท
เอรินจําได้ว่า เมื่อตอนอยู่ในนิวยอร์คเธอได้รับความรู้มาจากนักแต่งหน้าผู้มีชื่อเสียงที่สอนให้เธอรู้จักวิธีที่จะเน้นความงามของดวงตาคู่นี้ด้วยการใช้ดินสอแรเงาแต่เพียงบางเบา และผลที่เกิดตามมาก็คือใครก็ตามที่ได้เห็นเธอเป็ครั้งแรกจะต้องมองตามจนเหลียวหลังแววในดวงตาของเอรินนั้นสามารถจะแสดงออกถึงความรู้สึกและความคิดที่อยู่ในใจยิ่งกว่าที่จะกล่าวออกมาเป็คําพูด
มันทําให้เธอใจคอระส่ำระสายขึ้นมาอีกเมื่อเห็นพี่ชายสํารวจใบหน้าของเธอด้วยความสนใจอย่างมากเช่นนี้ และยิ่งกว่านั้นสายตาของเขาก็ยังจรดจ้องมองเรียวปากที่อ่อนละมุนชุ่มชื้นและเคยชินกับการยิ้มเยื้อนอยู่อีกเป็ครู่
ขณะที่สายตาของเขาไล่จากปลายคางลงมายัง่ลําคอนั้นดูเหมือนเขาจะบันทึกลงไว้ด้วยความสังเกตถึงผิวพรรณที่ขาวผ่องเปล่งปลั่งตัดกับเรือนผมสีดําสนิทและดวงตาคู่นั้นอย่างมาก
มันมีความรู้สึกขัดเขินบังเกิดขึ้นจนเอรินต้องเอามือลูบกระโปรงที่ตัดเย็บด้วยผ้าขนสัตว์สีขาวเข้ากับสูทเสื้อสั้นตัวในสีเขียวมรกตดูจะคับขึ้นมาจนหายใจไม่ออกราวสวมเสื้อเกราะไม่มีผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายตาของเขาจ้องจับอยู่ที่สร้อยปะการังสายเดียวที่แนบอยู่กับทรวงอกเธอลดขาที่ไขว่ห้างลงด้วยความขัดเขินเมื่อสายตาคู่นั้นไล่จากหัวเข่าลงไปจนถึงรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้ากับกระเป๋าถือ
ในที่สุด สายตาคู่นั้นก็เลื่อนขึ้นมองใบหน้าเธออีกครั้งพร้อมกับที่เขาลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ผู้ชายทุกคนใช่ว่าจะโชคดีมีน้องสาวกันหมดหรอกนะ”เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบก้มลงมองหน้าเธออยู่ “การที่ได้รู้ว่ายังมีน้องสาวอยู่ร่วมโลกอีกคนต้องถือว่าเป็เื่ของปาฏิหาริย์และยิ่งมีน้องสาวที่สวยขนาดคุณยิ่งต้องถือว่าเป็โชคดีใหญ่เข้าไปอีก”
“ขอบคุณค่ะเคนเนธ” เธอร้องออกมาด้วยความดีใจเืซ่านขึ้นสู่ผิวแก้ม เปรมปลื้มที่เขาภาคภูมิใจในตัวเธอ
บางที เมื่อถึงเวลาหนึ่งเธอกับคนแปลกหน้าคนนี้จะรู้จักกันและกันดีขึ้นและเข้ากันได้และบางทีความสัมพันธ์ทางสายเืจะทําให้เธอกับเขารักใคร่ห่วงใยในกันและกันได้ด้วย
“คุณจะดื่มอะไรสักหน่อยไหมล่ะ” เขายื่นมือมาตรงหน้า และเธอก็รีบจับมือนั้นไว้ด้วยความกระตือรือร้นดึงตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ฝ่ามือนั้นอบอุ่นยิ่งนักเมื่อเขาเกาะกุมมือเรียวงามของเธอไว้
“ดีสิคะ ขอบคุณมาก เที่ยวบินที่ฉันมาคนแน่นออกแล้วฉันที่ทั้งตื่นเต้นทั้งรีบเลยไม่อยากแวะที่ไหนอยากจะมาให้ถึงที่นี่โดยเร็วที่สุดเท่านั้น...เอ้อ...เคนเนธคะ...คุณคงไม่คิดว่าฉันหยาบคายหรอกนะที่อยู่ๆ ก็โผล่เข้ามาอย่างนี้ ฉันไม่อยากทําเพียงแค่การแนะนําตัวเองทางโทรศัพท์ค่ะคิดว่ามันจะดีกว่ามากถ้าได้มาเห็นหน้าเห็นตากันอย่างนี้”
“คุณทําถูกแล้วละผมเองก็ดีใจที่คุณตรงมาที่นี่เลย”
เขาพาเธอเดินผ่านเข้าไปในบ้าน ผ่านห้องโถงกลาง ผ่านห้องรับประทานอาหารเลยลึกเข้าไปยังห้องครัวที่เปิดรับแสงสว่างได้โดยรอบเธอมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านของเคนเนธตั้งอยู่บนเนินเขาแต่น่าเสียดายที่มองไม่เห็นทัศนียภาพของเวิ้งอ่าว หรือสะพานโกลเด้น เกทหรือทัศนียภาพอื่นใดที่เป็จุดเด่นของเมืองนี้ จะเห็นก็แต่เพียงหลังคาบ้านที่ลดหลั่นกันลงไปตามความลาดของแนวเนิน
เคนเนธชี้ให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่รอบโต๊ะกลมกลางครัว
“คุณจะดื่มอะไรดีล่ะ โค้ก เบียร์ หรือว่าไวน์”
“โค้กค่ะ ขอบคุณ” เธอตอบเสียงใส“ฉันอยากพบภรรยาคุณด้วยนะคะเขาเคยรู้หรือเปล่าว่าคุณเป็ลูกบุญธรรม”
มันคล้ายกับเขาแสร้งทําเป็ไม่ได้ยินคําถามของเธอเมื่อสาละวนอยู่กับการเปิดขวดน้ำอัดลมและเอื้อมไปหยิบแก้วที่อยู่ในเหนือเคาน์เตอร์พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า
“อีกสักครู่เมลานี่คงจะกลับมาแล้วเขามีธุระด่วนต้องรีบไปทํา”
“แล้วคุณกับเขาแต่งงานกันมานานเท่าไหร่แล้วคะ”
ท่าทางของเขาเหมือนชะงักเมื่อยื่นแก้วโค้กมาให้ตรงหน้า
“ถึงเวลานี้ก็หลายปีแล้ว” น้ำเสียงที่ตอบดีขึ้นจากรอยยิ้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เป็ครั้งแรกที่เอรินได้เห็นไรฟันทั้งเรียบและขาวสะอ้านหน้าตาของเขาจะดีกว่านี้มาก ถ้าจะไม่แฝงไว้ด้วยแววของความระแวงสงสัยตลอดเวลาอย่างนี้
“คุณเองก็แต่งงานแล้วเหมือนกันนี่นะ” เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ เมื่อทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ตรงข้าม
เธอก้มลงมองแหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่สวมสอดอยู่ในนิ้วนางข้างซ้าย
“ยังหรอกค่ะ เราเพิ่งจะหมั้นกันเท่านั้น”มันมีเหตุผลบางประการที่เธอยังไม่อยากเล่าเื่เกี่ยวกับบาร์ทให้เขาฟังในตอนนี้ถ้าจะพูดถึงบาร์ทยังมีเื่ที่จะต้องคุยกันอีกนานและเธอไม่อยากให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโอกาสพิเศษที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตครั้งนี้
“เล่าเื่งานที่ทำอยู่ให้ฉันฟังบ้างสิคะ”เธอเอ่ยออกไปด้วยเจตนาจะเปลี่ยนเื่พูดเท่านั้น
“เื่งาน...จะอยากรู้ไปทําไม” เขาสวนคําถามกลับมาทันที และเอรินออกจะใไม่น้อยเมื่อเห็นเขาจ้องหน้าเธออย่างเคร่งขรึมจนทําให้เธอมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็สัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในห้องทดลองก็ไม่ปาน
“ฉันรู้แต่เพียงว่าคุณทํางานอยู่ที่ธนาคารเพียงแต่ไม่รู้ว่าทําหน้าที่อะไรเท่านั้นละค่ะ”
“ก็...” เขายักไหล่ “ผมก็ทําไอ้โน่นนิดได้นี่หน่อยไปตามเื่”
“งั้นหรือ...” เธอไม่เข้าใจในคําตอบของเขาแม้แต่น้อย
“แล้วคุณล่ะ ทุกวันนี้ทําอะไรอยู่” เขาย้อนถามบ้าง
“ฉันมีธุรกิจของตัวเองอยู่ในฮิวสตันค่ะ”
คิ้วสีน้ำตาลแกมทองเลิกขึ้นเป็เชิงถาม
“ธุรกิจอะไรหรือ” เขาวางศอกลงบนโต๊ะวางคางลงบนมือที่กําประสานกันไว้เธอสังเกตเห็นอยู่ว่า หลังมือและข้อนิ้วรายอยู่ด้วยไรขนสีบลอนด์นิ้วของเขาค่อนข้างเรียวไม่อ้วนป้อมเหมือนของบาร์ท เล็บได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเอรินสังเกตเห็นไปหมดในทุกสิ่งทุกอย่าง
เธอเงยขึ้นประสานสายตากับเขากับแผงขนตาสีเข้มนั้นเธอแทบจะมองไม่เห็นความเข้มของดวงตาคู่สีน้ำเงินเข้มความคมสันของเขาทําให้เธอรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก มันราวกับว่าความคมสันเป็ตัวเข้ามากางกั้นไม่ให้เธอทําความรู้จักสนิทสนมกับเขามากขึ้นด้วยเหตุผลอันลึกลับบางประการมันคล้ายกับว่าความสนิทสนมที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าออกจะเป็อันตรายอยู่
“ธุรกิจของฉันเกี่ยวกับเอ้อ...แฟชั่นโชว์ค่ะ”เธอตอบออกไป
“ผมไม่เคยได้ยินอาชีพอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย”คําพูดของเขาทําให้เธออดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ก็นั่นแหละค่ะที่ทําให้เราไม่เหมือนใคร”เธอตบหลังมือเขาอย่างหยอกล้อ
และกับความว่องไวอย่างที่เขาแสดงให้เธอเห็นมาแล้วในตอนแรกเขาคว้ามือเธอไปจับไว้แน่น ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันอยู่นิ่งและนานในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากรู้จักผมให้ดีขึ้นผมเองก็อยากรู้จักคุณอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่าเราควรจะทําความคุ้นเคยกันไว้ั้แ่ตอนนี้เลยหรือคุณจะว่ายังไงล่ะ”