บทที่ 36 ท่านไปนอนกับเหวินฮุ่ย
“ติดตามท่านเพื่ออะไร?”
เซี่ยเฉวียนที่เป็นหัวหน้า เลยถามขึ้นมาก่อน “จ้าวเซียนเซียนเชิง บ้านท่านไม่มีที่ดิน ล่าสัตว์มีเพียงอวิ๋นหม่านคนเดียวเป็นลูกศิษย์ก็พอแล้ว”
“คุ้มครองข้า” จ้าวผิงตอบ
“หมาจิ่วขู่ให้ข้าล้างคอให้สะอาดรอเขามาฆ่า”
“พวกท่านก็เห็นแล้ว กำลังคนที่บ้านข้ามีน้อย เกรงว่าจะต่อกรกับหมาจิ่วไม่ไหว เลยคิดอยากจะให้พวกท่านมาช่วย”
จากนั้นจ้าวผิงก็เล่าเรื่องที่ทำผิดต่อตระกูลเฝิงให้ฟัง
แล้วพูดต่อ “ตระกูลเฝิงเป็นขุนนาง ถ้าพวกท่านกลัวก็สามารถกลับได้เลย ถือว่าข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้”
“กลัวที่ไหน!” หลิวมู่อวิ๋นกระโดดขึ้นมาเป็นคนแรก
“พูดตามตรง ข้าคิดจะจัดการหมาจิ่วมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยชุนห้ามไว้ ข้าจะหยิบมีดตรงไปที่กบดานของหมาจิ่วแล้วสับมันให้แหลกเป็นชิ้น ๆ เสีย”
เซี่ยหยางก็เห็นด้วย “ศิษย์พี่พูดถูก ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”
“พี่ผิง พี่อาจจะยังไม่รู้ อาจารย์ของพวกเราและหมาจิ่วมีความแค้นกันถึงขั้นสาบานว่าจะไม่อยู่ใต้ฟ้าเดียวกันอีก”
“ข้าอยากจะฆ่ามันมานานแล้ว”
“ส่วนเรื่องตระกูลเฝิงที่ท่านเล่า ถึงเขาจะเป็นขุนนาง แต่ก็เป็นเพียงขุนนางไร้อำนาจ แม้พวกเราฆ่าหมาจิ่ว เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้อยู่ดี”
ทหารเก่าอีกสองคนไม่ได้พูดอะไร แต่มองไปทางเซี่ยเฉวียน รอดูท่าทีของเขา
เซี่ยเฉวียนกำหมัดเสียงดังกร๊อบ
แต่ท้ายที่สุดแล้วเหตุผลสามารถชนะความโกรธ เขาหันหน้าไปพูด “พี่จื้อเสวีย พี่เหมิง เซี่ยหยาง แล้วก็หลิวมู่อวิ๋น พวกเจ้ากลับไปเถอะ”
“นี่เป็นความแค้นส่วนตัวของข้าและจ้าวเซียนเชิงกับหมาจิ่ว พวกเจ้าไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว”
“หมายความว่ายังไง?” เซี่ยจื้อเสวียไม่พอใจ
“เฉวียนจื่อ ตอนแรกที่ข้าไปเป็นทหาร ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านก็มีท่านคอยช่วยดูแล ก่อนหน้าหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ให้พวกเราแก้แค้น ไม่อย่างนั้นข้าคงฆ่าหมาจิ่วสำเร็จแล้ว มาตอนนี้มีโอกาส แต่ท่านกลับไม่ให้พวกเรายุ่งเกี่ยว เช่นนั้นข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น
“พวกเราก็ไม่ไป”
เซี่ยหยางและหลิวมู่อวิ๋นก็พูดเช่นเดียวกัน
จากนั้นทุกคนมองไปทางเกาเหมิ่ง “มองข้ากันทำไม?”
“ถ้าไม่มีเฉวียนจื่อ ข้าไม่รู้ว่าเลยว่าตอนนี้จะอดตายอยู่ที่ไหน เฉวียนจื่อรับดูแลข้า”
“ตอนนี้ข้าเหลือตัวคนเดียว ข้าไม่กลัวที่จะลำบากหรอก อย่างมากก็แค่ตายอย่างมีศักดิ์ศรี”
“ดี… ในเมื่อพวกเราตกลงกันแล้ว ก็ลุยไปด้วยกันเถิด”
เซี่ยเฉวียนพยักหน้า ก่อนเริ่มแบ่งงานให้แต่ละคน
“พี่จื้อเสวียขี่ม้าเป็น ให้พี่ขี่ม้าไปในอำเภอจับตาดูความเคลื่อนไหวของหมาจิ่ว”
“ถ้าพบว่าพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวเดินทางมายังหมู่บ้านซีผิง ให้รีบกลับมารายงาน”
“พวกเราหลายคนนี้จะขึ้นไปภูเขาด้านหลังเพื่อขุดกับดักกันหลายคืนหน่อย”
“เรื่องของหมาจิ่วไม่เล็ก แต่เรื่องเสือก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน หลังจับเสือได้แล้ว พวกเราถึงค่อยวางใจที่จะต่อกรกับหมาจิ่ว”
“จ้วเซียนเชิง ท่านคิดว่าข้าจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยอดเยี่ยมทีเดียว” จ้าวผิงชื่นชม แสดงความพึงพอใจต่อเซี่ยเฉวียน
ตอนที่รู้ว่าจะต้องจัดการหมาจิ่ว เขาก็ไม่ได้หน้ามืดตามัวจมอยู่กับความแค้น แต่ต้องการแยกสี่คนที่เหลือออกไป พลางจัดการอย่างใจเย็น
หลังตัดสินใจว่าจะจัดการหมาจิ่ว เขาก็ลงรายละเอียดแผนการทันที แม้แต่เรื่องกับดักเสือก็ยังไม่ลืม
ก่อนพูดต่อ “พี่เฉวียน ที่ข้าพูดว่าให้พวกท่านมาติดตามข้านั้นไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องครั้งนี้ แต่หลังจากนี้ให้ติดตามข้าต่อด้วย”
“หลังจากนี้?” เซี่ยเฉวียนถามด้วยความสงสัย “จ้าวเซียนเชิง ท่านกลัวว่าครั้งนี้พวกเราจะฆ่าหมาจิ่วไม่ได้หรือ?”
“วางใจเถิด ขอเพียงให้มันกล้ามา ข้าจะฆ่ามันด้วยลูกศรดอกเดียว หมาจิ่วเป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อย ไม่ควรค่าแก่การหวาดกลัว”
จ้าวผิงยิ้มแล้วพูด “เหล้าเมื่อกี้ที่พวกเจ้าได้ลองดื่มไปนั้น ข้าหาคนซื้อได้แล้ว แต่ไม่มีคนช่วยส่ง ข้าอยากให้พวกท่านช่วยขนส่งหน่อยได้หรือไม่?”
“ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงพอดี ใครจะว่างมาช่วยท่านส่งเหล้ากันล่ะ?” เกาเหมิ่งโต้ตอบเป็นคนแรก เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ
ที่มาช่วยเขาจัดการหมาจิ่ว เป็นเพราะเห็นว่าเขาวางยาเสือจนตาย
ส่วนเซี่ยเฉวียนกลับคิดลึกกว่านั้น เลยถามขึ้นมา “จ้าวเซียนเชิง ท่านคิดจะหาคนคุ้มครองหรอกหรือ?”
“ประมาณนั้น”
จ้าวผิงพนักหน้าแล้วพูด “แต่ก็ไม่ได้จะให้พวกท่านทำงานเปล่า ๆ ขอแค่พวกท่านตกลงว่าจะติดตามข้า ทุกเดือนข้าจะให้พวกท่านห้าร้อยอีแปะ”
“อีกอย่างยังมีอาหารให้วันละสามมื้อ ทุกมื้อยังมีเนื้ออีกด้วย”
“ค่าใช้จ่ายที่ต้องออกไปส่งของข้างนอก ค่าอาหาร ค่าค้างแรมระหว่างทางเบิกได้ทั้งหมด ข้ารับผิดชอบให้เอง”
“เท่าไรนะ ห้าร้อยอีแปะต่อเดือน ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม?”
เกาเหมิ่งถามแล้วขยี้หูข้างหนึ่งของตัวเอง
“ฟังไม่ผิด” จ้าวผิงพูดอีกรอบ
“ข้าจะติดตามท่าน”
เกาเหมิ่งแสดงท่าทีเป็นคนแรก แต่ก็ยังหยั่งเชิงถามอยู่ “จ้าวเซียนเชิง แต่ว่าขอเลื่อนไปสักหลายวันหน่อยได้ไหม?”
“ข้ารับปากครอบครัวเฉวียนจื่อว่าจะช่วยพวกเขาเก็บธัญพืช รอจนเก็บเสร็จ ข้าค่อยมาติดตามท่าน”
“ไม่ได้”
คนที่ปฏิเสธคือเซี่ยเฉวียน “พี่เหมิ่ง บ้านข้ามีพื้นที่อยู่ไม่กี่แปลง จะเก็บเกี่ยวธัญพืชได้สักเท่าไร กลัวว่าจะไม่พอเอาไปจ่ายภาษีด้วยซ้ำ แต่โอกาสฝั่งจ้าวเซียนเชิงนั้นถ้าพลาดไปจะไม่มีอีกแล้วนะ”
“ไม่ใช่แค่พี่ที่ติดตามเขา ข้าก็จะติดตามเขาด้วย”
จากนั้นเขาก็พูดกับจ้าวผิง “จ้าวเซียนเชิง เงินที่ท่านให้แต่ละเดือนนั้นมากเกินไปหรือเปล่า ขนาดเจ้าหน้าที่รัฐในจวนว่าการอำเภอ เดือนหนึ่งยังได้เงินแค่สองร้อยถึงสามร้อยอีแปะเท่านั้น พวกเราช่วยงานเพียงเล็กน้อย แต่ได้เงินเยอะแบบนี้ คิดว่าคงไม่ค่อยเหมาะสม”
“ไม่เช่นนั้น ทุกเดือนให้สองร้อยอีแปะเป็นอย่างไร?”
“ข้า...” จ้าวผิงพูดไม่ออก
เป็นครั้งแรกที่เจอต่อรองค่าแรงลดลง คนที่เป็นนายทุนนั้นซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหลช่างเป็นความซื้อสัตย์ของคนยุคก่อน
“บอกไปแล้วว่าห้าร้อยอีแปะก็ห้าร้อยอีแปะ ไม่ต้องคิดจะประหยัดเงินแทนข้าหรอก”
จ้าวผิงยิ้มแล้วพูด “อีกอย่างจะไม่กวนพวกท่านเก็บเกี่ยวด้วย ตอนนี้ข้ายังหมักเหล้าไม่เรียบร้อย รอเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงจบค่อยมาทำงานก็ยังไม่สาย”
“ส่วนค่าแรงนั้นก็เริ่มคำนวณตั้งแต่วันนี้เลย พวกท่านสามารถมารับได้ทุกวัน หรือจะมารับตอนสิ้นเดือนก็ได้”
“แบบนั้นไม่ได้”
ใครจะรู้ว่าเซี่ยเฉวียนโต้แย้งกลับอีกแล้ว “จ้าวเซียนเชิง พวกเรายังไม่ได้ทำงาน ไม่กล้ารับเงินของท่านหรอก”
“หลายวันนี้พวกท่านต้องช่วยข้าจัดการหมาจิ่ว ก็ต้องได้ค่าแรง ไม่อย่างนั้นข้าไม่สบายใจ” จ้าวผิงพูด
“เฉวียนจื่อ ข้าว่าพวกเราไม่ต้องไปเก็บเกี่ยวแล้ว”
เกาเหมิ่งเสนอแนะ “พื้นที่บ้านท่านมีพืชผลเพียงเล็กน้อย เก็บมาจะเอาไปทำอะไรได้ เกรงว่าจะไม่พอจ่ายภาษี”
“สู้มาอยู่อย่างสบายกับจ้าวเซียนเชิง เดือนหนึ่งหาเงินได้ห้าร้อยอีแปะ แล้วยังมีข้าวกินสามมื้อ ปีหนึ่งรวมกันก็ได้หกพันอีแปะแล้ว”
“ข้าอายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อนเลย”
“หากไม่เก็บเกี่ยวพืชผลแล้วจะจ่ายภาษีได้อย่างไร?” เซี่ยเฉวียนถาม
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องจ่ายแล้วกัน”
“ไม่จ่าย? ท่านไม่กลัวโดนจับไปเป็นทหารแนวหน้าหรือ อ้อ! ลืมไป ท่านเป็นทหารผ่านศึกที่เกษียณแล้ว ถึงแม้จะไม่จับท่านไปเป็นทหารอีก แต่ก็จับท่านไปขายเป็นทาสได้”
“พวกเราเป็นทาสของจ้าวเซียนเชิงก็ได้นี่นา” เกาเหมิ่งพูดโดยไม่ทันคิด
“วิธีนี้ไม่เลวเลย”
ดวงตาเซี่ยเฉวียนเป็นประกาย “ขอแค่ได้เป็นทาสของจ้าวเซียนเชิง พวกเราก็ไม่ต้องจ่ายภาษีแล้ว และยังเป็นเหตุผลสมควรที่ทำงานให้จ้าวเซียนเชิงด้วย”
“ไม่ได้ ๆ ”
จ้าวผิงโบกมือปฏิเสธ “สถานะของทาสนั้นต่ำต้อย พวกเราทุกคนล้วนเป็นพี่เป็นน้องกัน แล้วพวกท่านจะมาเป็นทาสข้าได้อย่างไรกันเล่า”
“จ้าวเซียนเชิง ถ้ากลายเป็นทาสของท่าน แล้วท่านก็จะดูถูกพวกเราอย่างนั้นหรือ?” เซี่ยเฉวียนถาม
“ไม่อยู่แล้ว” จ้าวผิงตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหานี่ ในเมื่อจ้าวเซียนเชิงไม่ดูถูกพวกเรา เป็นทาสแล้วก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอีกต่อไป ช่างเป็นเรื่องที่ดี” เซี่ยเฉวียนหัวเราะแล้วพูด
เขาก็เดาไว้แล้วว่าจ้าวผิงจะไม่กดขี่พวกเขา
แน่นอน นี่ก็เป็นผลงานของอวิ๋นหม่านด้วย
ตอนที่รับสมัครสมาชิกกลุ่มปราบเสือ อวิ๋นหม่านเล่าเรื่องความดีงามของจ้าวผิงให้พวกเขาฟังตลอด
ตอนที่ไปหมู่บ้านเซี่ยชุนใหม่ ๆ เขาโดนคนรอบข้างหัวเราะเยาะ
เพียงบอกว่าเขาถึงกับไปนับถือคนเสเพลอย่างจ้าวผิงเป็นอาจารย์
อวิ๋นหม่านเลยเริ่มสร้างชื่อเสียงให้จ้าวหมิง
ตั้งแต่เป็นลูกศิษย์ เขาไม่เคยโดนตำหนิหรือทำโทษรุนแรง ทว่าจ้าวผิงกลับสอนเขาล่าสัตว์ด้วยความจริงใจ
ทุกวันนี้เขาสามารถจับกระต่ายได้วันละสิบกว่าตัว ถือเป็นการพิสูจน์ที่ดีที่สุด
อีกทั้งจ้าวผิงยังให้เงินเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้วย
ภายในเวลาอันสั้น อวิ๋นหม่านเปลี่ยนจากคนยากจน กลายเป็น ‘คนรวย’ ที่มีเงินหนึ่งตำลึงติดกระเป๋า
หนำซ้ำเขายังเอาเงินออกมาอวดต่อหน้าคนมากมายอีกด้วย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มุมมองที่ทุกคนมีต่อชายเสเพลก็เปลี่ยนไป พลันเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวจ้าวผิงคนนี้
บวกกับเรื่องที่เสือเข้ามาในหมู่บ้าน จ้าวผิงกลับไม่ได้หลบอยู่ในบ้านเหมือนคนอื่น ๆ แต่กลับออกมาช่วยต่อสู้กับสมาชิกปราบเสือ จนสุดท้ายวางยาเสือจนตาย
ทุกคนจึงยอมรับจ้าวผิงคนนี้
และเพราะเรื่องเหล่านี้ เซี่ยเฉวียนเลยยอมเป็นทาสของจ้าวผิง
เขายังพูดกับคนอื่น ๆ อีกว่า “แล้วพวกท่านล่ะ ยอมเป็นทาสของจ้าวเซียนเชิงหรือไม่?”
“นี่เป็นเรื่องที่ข้าเสนอ ข้าต้องยอมอยู่แล้ว”
เกาเหมิ่งแสดงจุดยืนเป็นคนแรก
เซี่ยจื้อเสวียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตกลง
เป็นทาสได้เงินเดือนละห้าร้อยอีแปะ นี่เป็นเรื่องดีที่สวรรค์ประทานมาให้ คนโง่เท่านั้นถึงไม่ยอมทำ
เซี่ยหยางและหลิวมู่อวิ๋นต่างก็เป็นศิษย์ของเซี่ยเฉวียน
อาจารย์เป็นทาสของจ้าวผิง พวกเขาทั้งสองคนก็ย่อมเป็นตาม
จ้าวผิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นวิธีการที่ดีของทั้งสองฝ่าย เลยไม่ได้ปฏิเสธอีก
เขาถึงกับเอาเงินออกมาแล้วให้พวกเขาคนละหนึ่งตำลึงตรงนั้นเลย
ถือเป็นการจ่ายค่าแรงล่วงหน้าสองเดือน
แม้แต่เฉียนลิ่ว อวิ๋นหม่านและหลี่หู่ก็มีส่วนแบ่งด้วย
หลายคนนี้ต่างยิ่งรู้สึกว่ามาติดตามจ้าวผิงถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
หลังเรื่องคลี่คลายแล้ว ความกังวลในใจของจ้าวผิงพลันคลายลง
มีผู้ช่วยห้าคนช่วยต่อกรกับหมาจิ่วไม่ใช่ปัญหา เรื่องต่อไปก็คือเรื่องหาเงินแล้ว
หลังจัดการเรื่องหมาจิ่วเสร็จ จ้าวผิงคิดจะไปในเมืองสักรอบ ไปจวนเถียนสืบสถานการณ์ แล้วถือโอกาสไปหาช่องทางขายเหล้าเซียงซือด้วย แบบนี้จะได้สามารถเลี้ยงดูลูกน้องที่เพิ่มมาได้
อีกหน่อยเวลาที่เจอพ่อตา จะได้มีความมั่นใจมากขึ้นหน่อย
เซี่ยเฉวียนพาพวกอวิ๋นหม่านและคนอื่น ๆ ไปติดตั้งกับดักเสือหลายคืนต่อกัน เซี่ยจื้อเสวียขี่ม้าไปในตัวอำเภอเพื่อสืบความเคลื่อนไหวของหมาจิ่ว หลี่หู่ยืนเฝ้าอยู่ลานด้านนอก ส่วนเฉียนลิ่วยังคงนอนอยู่ในกระท่อม
จ้าวผิงก็กลับห้องเข้านอน
แต่เห็นจ้าวเสียวเสี่ยวนอนอยู่บนเตียง เลยอดไม่ได้ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “เมิ่งหรู ทำไมเสียวเสี่ยวมานอนที่นี่ล่ะ?”
“ข้าให้นางมาเอง” หลิ่วเมิ่งหรูตอบ “ท่านไปนอนกับเหวินฮุ่ยที่ห้องฝั่งตะวันตกเถอะ”
“หา?!”
สมองของจ้าวผิงพลันหยุดสั่งการชั่วขณะ
“ตกใจอะไรล่ะ?”
หลิ่วเมิ่งหรูพูด “ท่านทรมานข้าทุกวันขนาดนี้ ไม่ให้ข้าพักสักสองวันเลยหรือ?”
“อีกอย่าง เหวินฮุ่ยเป็นคนควบคุมวิธีการหมักเหล้าของพวกเรา แล้วยังตอบตกลงจะเป็นอนุของท่านด้วย ท่านควรจัดการเรื่องที่ควรทำให้สำเร็จเสียที จะได้ป้องกันภายภาคหน้าเกิดนางเปลี่ยนใจ แล้วหนีไปพร้อมกับวิธีการทำเหล้า พวกเราจะไม่เสียใจภายหลัง”
“ไม่ต้องตกใจแล้ว รีบไปเถอะ”
พูดไปพลาง หลิ่วเมิ่งหรูก็ปีนลงมาจากเตียง ผลักจ้าวผิงออกจากห้องไป