ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่273 แผนการของเมี่ยนจือ กับความลับที่เก็บซ่อนไว้

  ระหว่างที่อี้เฉินกำลังจะเดินทางไปดินแดน จันทราทมิฬ เพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด ตัวเขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เนื่องด้วยเวลานี้ เมี่ยนจือที่อยู่ภายในทะเลความรู้ของอี้เฉิน นางเริ่มมีท่าที งอแง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งปราณจิตออกมาพูดคุยกับอี้เฉินไม่หยุด ราวกับเป็นคนละคนกัน
 

อี้เฉินจึงรำคาญ นางเป็นอย่างมากเอ่ยถาม เมี่ยนจือ ออกไปในทันที "เจ้าเป็นอะไรกับดินแดนจันทราทมิฬกันแน่ เมี่ยนจือ ...ข้าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นแล้วนะ ข้าจะช่วยผู้คนที่ข้ารู้จักเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด"



เมี่ยนจือ นางเบะปากทันทีที่ได้ยินคำพูดของอี้เฉิน "งั้นเจ้าก็อย่าหวังว่าจะให้ข้าช่วยต่อสู้ หากเจ้าไม่มีข้า เจ้าก็ไม่อาจต่อกรกับเทพสวรรค์ได้อย่างแน่นอน"


อี้เฉินถึงกับมีใบหน้าเขียวคล้ำในทันที หากไม่ได้เมี่ยนจือเป็นกำลัง เกรงว่าตัวเขาจะไม่สามารถ ฆ่าสังหารเทพสวรรค์ได้แน่ "เจ้า เจ้า!! มันสำคัญขนาดนั้นเลยงั้นหรือ เมี่ยนจือ ถึงกับจะยอมปล่อยให้ข้าตาย เพื่อช่วยคนดินแดนจันทราทมิฬ"


   "เจ้าไม่เข้าใจที่ข้าแบกรับไว้หรอก เจ้าหนุ่มน้อย ....ข้ารู้ที่เจ้าตามหา คนที่เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้าย เป็นไปได้ที่เจ้าจะส่งคนพวกนี้ขึ้นไปยังดินแดนเบื้องบนใช่หรือไม่ หากพวกเราร่วมมือกัน มันจะไม่ดีกว่าหรือ ละทิ้งความบาดหมางในอดีตลงเสีย ข้าเองก็จะทำแบบนั้นเช่นกัน ...แล้วส่งเหล่าผู้คน ที่มีพรสวรรค์ขึ้นไปเติบโตยังดินแดนเบื้องบน"


เจดีย์น้อยที่มันได้ยินพวกเขาสองคนพูดคุยกันมันก็ถึงกับ เดือดดาลเล็กน้อย กล้ามาขัดจังหวะการพักผ่อนของมัน ก่อนมันจะหนีหายไปส่วนลึกของทะเลความรู้ที่กำลังจะลุกเป็นไฟในทันที


อี้เฉินครุ่นคิดอยู่นานสองนาน ก่อนเอ่ยพูดไปที่เมี่ยนจือด้วยความจริงจัง "แต่ข้าไม่อาจพูดจาโน้มน้าว ผู้คนดินแดนจันทราทมิฬได้ แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร"


"เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องคิดมาก โลกเบื้องล่างแห่งนี้ จะเหลือเพียง ดินแดนเดียวนั้นก็คือดินแดน 5อาณาจักรที่เป็นบ้านเกิดของเจ้า ไม่ช้าก็เร็วดินแดน5อาณาจักร ที่มีปราณพลังฟ้าดินอยู่จะต้องเป็นที่หมายตา หากสร้างสันติภาพได้มันก็จะไม่เป็นการดีต่อเจ้าและ ข้างั้นหรือ"


เมื่ออี้เฉินได้ยินถึงกับมีสีหน้าซีดเผือด "เจ้าคิดจะส่งพวกเขาไปดินแดน5อาณาจักร งั้นหรือ แล้วดินแดน5อาณาจักร บ้านเกิดของข้าจะไม่เกิดความวุ่นวายงั้นหรือ ...ข้อเสนอนี้ข้าไม่อาจรับได้"


เมี่ยนจือเอ่ยแบบขอไปที "แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้ดินแดน5อาณาจักร เป็นใจกลางของสงครามไม่ใช่หรือ หากทุกดินแดนตกลงกันได้ เจ้าก็เพียงใช้พลังที่เจ้ามีอยู่ สร้างสันติภาพขึ้นมาก็น่าจะเพียงพอ"


อี้เฉินส่ายหัว "สันติภาพจอมปลอมเช่นนี้ มันจะอยู่ไปได้อีกซักกี่ปีกันเชียว"


"แล้วเจ้าจะทำเช่นไร หากปล่อยไว้เช่นนี้สงครามจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ยังใจกลางบ้านเกิดของเจ้าอย่างแน่นอน มีเพียงเจ้าต้องสยบทุกผู้คนไว้ แล้วปกครองพวกเขาเหล่านั้น ด้วยความยำเกรง"


อี้เฉินได้ยิน เขาถึงกับหน้าชาในทันที ครุ่นคิดจน หัวจะระเบิดในทันใด เขาไม่เคยคิดเรื่องปกครองเหล่าผู้คนแม้แต่น้อย หากให้มาคิดเรื่องนี้เขาคงปวดหัวตายเป็นแน่


   ทันใดเสียง  เสียง หนึ่งก็เอ่ยมาเตือนพวกเขาทั้งสองคน จนทำให้อี้เฉิน กับเมี่ยนจือ มีสีหน้ามืดทะมึนในทันที เสียงนั้นก็คือ เจดีย์น้อย "พวกเจ้าสองคนเลิกเถียงกันได้แล้ว ข้าชักจะรำคาญเสียแล้วสิ เหมือนข้าในเวลานี้คบเด็กสร้างบ้านอย่างไรอย่างนั้น ...เจ้าดูสิอีกไม่ช้าเราก็จะข้ามผ่านทะเลทรายมาได้แล้ว อีกไม่ช้าจะต้องปะทะกับเทพสวรรค์ พวกเจ้าต้องชนะเทพสวรรค์ลงเสียก่อนค่อยมาพูดจา ถกเถียงเรื่องนี้กัน"


เมี่ยนจือ นางคำรามออกมาก้องภายในทะเลความรู้ในทันที เหมือนในยามนี้ อี้เฉินกับนาง ถูกเจ้าเจดีย์น้อย พูดจาแทงใจดำใส่ ราวกับสงครามยังไม่จบ ก็คิดจะตัดแผ่นดินแบ่งกันเสียแล้ว "เจ้า   เจ้า ไอ้เจดีย์น้อยเวรเอ้ย"


เจดีย์น้อย มันดิ้นไปดิ้นมาเบาๆ "ข้าแค่พูดความจริง พวกเจ้าก็ทำเป็นรับไม่ได้ แล้วอีกอย่างเจ้าหนูน้อยทั้งสองตัว ข้าเกิดก่อนเจ้ามาหลายพันปี ข้ามผ่านสงครามของจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น แต่พวกเจ้ากลับไม่เคารพบูชาข้า นั่นหมายความว่าอย่างไร แล้วไหนจะสายตาที่พวกเจ้ามองมานั่นอีก"


อี้เฉินในยามนี้เขาปวดหัวเป็นอย่างมาก ราวกับมีคนตีกันในหัวสมองของเขา "พวกเจ้าเลิกเถียงกันได้แล้ว ข้าต้องรวบรวมสมาธิเตรียมพร้อมต่อสู้ เรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันทีหลัง"


   ทันทีที่อี้เฉินเอ่ยพูดเสร็จ เขาก็จดจ่อไปในทิศทางเบื้องหน้าที่จะไปในทันที ในยามนี้เหมือนดินแดน จันทราทมิฬจะมีฝนตกโปรยปราย ลงมาไม่หยุด เพียงอี้เฉินบินทะยานมาไม่นานกายาของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ไร้ผู้คนเดินท่ามกลางตรอกซอกซอยอีกต่อไป บ้านเมืองพังพินาศทุกแห่งหน ไม่ต่างอะไรไปจากดินแดนร้อยแคว้น ถึงแม้จะมีฝนตกโปรยปรายลงมาไม่หยุด ควันไฟสงครามก็ยังไม่มี ทีท่าว่าจะดับมอดลง


   ทุกเส้นทางที่บินเต็มไปด้วยเหล่า ซากศพกองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ กลิ่นอายความตาย รอยคละคลุ้ง เมี่ยนจือที่อยู่ภายในทะเลความรู้ของอี้เฉิน เมื่อนางกวาดสายตาออกไปมองเหล่าผู้คน ใบหน้าของนางก็เดือดดาลขึ้นมาน้อยๆ ในทันที เมื่อเห็นเหล่าผู้คนดินแดนจันทราทมิฬล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ดวงตาสั่นเครืออาลัยขึ้นมาน้อยๆ


อี้เฉินในยามนี้เขารู้เพียงว่า เมี่ยนจือเป็นคนของดินแดน จันทราทมิฬ แล้วก็รู้ว่านางถูกคนดินแดนร้อยแคว้นหักหลัง แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนาง มันจึงทำให้อี้เฉินประหลาดใจ เมื่อเห็น เมี่ยนจือมีท่าทีเช่นนี้


นางบอกอี้เฉินให้ตรงไปยังทิศทาง พระราชวังของจักรพรรดิ ของดินแดนจันทราทมิฬในทันที อี้เฉินเองก็สัมผัสได้เหมือนกัน ว่าเทพสวรรค์ องค์นี้ประทับอยู่ภายใน พระราชวังของจักรพรรดิ ดินแดนเบื้องล่าง ไม่เหมือนอย่างเช่นเทพสวรรค์องค์อื่นๆ ทำกัน


ปราณพลังเทพสวรรค์ที่เขาปลดปล่อยออกมาไม่ได้ปิดบังผู้ใดแม้แต่น้อย เหมือนเทพสวรรค์องค์นี้ก็ไม่ได้คิดหนีไปไหน นั่งรอบนบัลลังก์รอคอยเด็กหนุ่มผมขาวมาเยือน ด้วยความสงบนิ่ง เขาก็คือ เทพสวรรค์หลินเทียน แห่งศาลาซากศพ


เมี่ยนจือ นางเอ่ยเตือนอี้เฉินในทันที "รู้สึกว่าเทพสวรรค์ ผู้นี้ต้องเตรียมการอะไรบางอย่างไว้ ต้อนรับพวกเราเป็นแน่"


อี้เฉินพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะส่งปราณจิตเข้าไปภายในหัวสมอง "เจ้ายังไหวนะเมี่ยนจือ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเสียใจเช่นนี้มาก่อน"


"เจ้าห่วงข้างั้นหรือ เจ้าเด็กน้อย" ก่อนที่นางจะปาดน้ำตาของนางออก ..."เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเองอีกในไม่ช้า ว่าข้านั้นคือใคร"

 
   อี้เฉินส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยพูดพึมพำออกมา 'เหมือนว่าข้าจะยังรู้จักเจ้าไม่มากพอนะเมี่ยนจือ ทั้งๆ ที่พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดหลายปี' ในทันทีที่เขามาถึงยังจุดหมาย อี้เฉินจึงลดความเร็วลงมาเดินยังพื้นดินเบื้องล่างในทันที ในยามนี้เขามาถึงใจกลางของเมือง ที่เป็นที่ตั้งของ พระราชวังของจักรพรรดิ ดินแดนจันทราทมิฬแล้ว เพียงเดินตรงไปอีกไม่นานเขาก็จะถึงพระราชวังที่เทพสวรรค์ประทับอยู่


ฝนเองก็ตกโปรยปรายลงมาไม่หยุด อาบย้อมกายาอี้เฉินจนเปียกชุ่ม ผมสีขาวที่เปื้อนเลือดถูกชำระล้างจนไม่หลงเหลือเลือดสีแดงแต่งแต้มอีกต่อไป ก้าวเดินเข้าไปภายในตัวเมืองอย่างไม่มีท่าทีหวั่นเกรง ไปพร้อมกับเสียงเท้าที่เหยียบย่ำ พื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ


   บรรยากาศภายในเมืองเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงพิรุณที่ตกโปรยปราย ไม่มีผู้ใดเดินท่ามกลางท้องถนนอีกต่อไป ต่างนั่งกันอยู่ภายในโรงเตี๊ยม บ้างก็ซ่อนตัวอยู่ด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินฝ่าสายฝนมา มันก็ทำให้หัวใจของหลายๆ คน ตกลงไปอยู่ตาตุ่ม มือที่ถือศาสตราวุธสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว


เฝ้ามองเด็กหนุ่มผมขาวเดินฝ่าสายฝนไป ด้วยความยำเกรง พวกเขาต่างรู้ตัวดีเมื่อสัมผัสถึง พลังของเด็กหนุ่มได้ ไม่กล้าออกไปขัดขวางการเดินของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย


แต่เมื่อฟ้าที่แลบผ่าลงมาท่ามกลางฟ้าดิน ทำให้ท้องถนนสว่างจ้าขึ้นมาในฉับพลัน เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มผมขาวที่เดินท่ามกลางสายฝนอย่างชัดเจน ทันใดที่พวกเขาเห็นใบหน้าเด็กหนุ่มผมขาว ใบหน้าพวกเขาถึงกับหน้าเขียวคล้ำ จดจำเชลยศึกผู้นี้ได้ในทันที

เรื่องราวของสงครามระหว่าง2ดินแดนใหญ่ รอยเข้ามาภายในหัวสมอง ของพวกเขาหลายๆ คนในทันใด เมื่อนึกถึงภาพสงครามทีไร ก็ยังหวาดหวั่นในตัวเด็กหนุ่มผมขาวไม่หาย ไม่คิดพวกเขาจะปล่อยเสือเข้าป่าไปเช่นนี้


ชายหนุ่มเอ่ยพูดในทันที "เป็นไปได้อย่างไรเชลยศึกคนนั้นยังไม่ตายงั้นหรือ ...หรือว่าเขาคิดจะมาแก้แค้นพวกเราดินแดนจันทราทมิฬกัน"


ชายอีกคนตบหัว ชายหนุ่มที่เอ่ยพูดมาในทันที "เจ้าพูดอะไรโง่ๆ ที่แห่งนี้มีเทพสวรรค์อยู่ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่ม ก็ไม่น่าจะโอหังถึงขนาดปะทะกับเทพสวรรค์ตรงๆ"


หลายๆ คนที่รับรู้ จากปากของผู้คน ใบหน้าของหลายๆ คนภายในโรงเตี๊ยมก็ต่างพากันหน้ามืดทะมึน ไม่คิดเชลยศึกที่พวกเขาจับมา ในยามก่อนบัดนี้ จะน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน