บทที่ 11 นายยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะรู้ตัวตนของฉัน
"น่าเสียดาย พลังิญญายังบางเบาเกินไป ไม่อย่างนั้นถ้ามีโอสถเซิ่งหยางช่วย อย่างน้อยก็คงถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับหก"
หลิงอี้ถอนหายใจเบา ๆ ส่ายหน้าแล้วลุกขึ้น ถือสมุนไพรเดินกลับไปทางห้องเช่า
เขาไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะยิ่งระดับสูงขึ้นก็ยิ่งยากที่จะพัฒนา การที่สามารถเพิ่มระดับขึ้นได้หนึ่งขั้นใน่เช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาก็พอใจมากแล้ว อีกทั้งการก้าวข้ามขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่มาแล้วยังเพิ่มโอกาสในการปรุงโอสถซุ่ยอวี้ได้มากขึ้น หลิงอี้รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก
ระหว่างทาง เขาโทรเรียกช่างไม้มาซ่อมหน้าต่างก่อน จากนั้นก็จ่ายหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูงที่ติดค้างอยู่ทั้งหมด
เงินที่ชนะเมื่อคืนก็เหลือแค่สองล้านกว่าหยวน หักค่างวดสุดท้ายของไป่ซิ่งหลินสองล้านหยวน หลิงอี้เหลือเงินที่ใช้ได้แค่ไม่กี่หมื่นหยวนเท่านั้น
ฝ่ายตรงข้ามก็ซื่อสัตย์ ส่วนใหญ่ส่งวิดีโอที่ฉีกใบรับรองการกู้ยืมมาให้ แต่ก็มีหนึ่งรายที่เงียบหายไปเหมือนคนตาย
หลิงอี้ไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนัก เพราะด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ การคืนเงินก็แค่ทำให้สบายใจเท่านั้น ถึงแม้จะไม่คืนจริงๆ คนพวกนั้นจะทำอะไรเขาได้?
ใบรับรองการกู้ยืมเล็กๆ แค่แผ่นเดียว สำหรับเขาแล้วไม่มีอำนาจผูกมัดอะไรเลยจริง ๆเมื่อกลับถึงห้องเช่า ช่างไม้ก็มาถึงพอดี
หลังจากตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อย หลิงอี้ก็เข้าครัวไปล้างผักและทำอาหาร
พอช่างไม้ซ่อมหน้าต่างเสร็จ เขาก็จัดเตรียมอาหารเสร็จพอดี
หลังจากจ่ายค่าแรงเรียบร้อย หลิงอี้ก็ถือถุงอาหารมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
โรงพยาบาล ห้องฉุกเฉิน
ฉีซืออวิ๋นสั่งไก่ทอดมาให้เสี่ยวเสี่ยวเพราะเป็อาหารที่เธอชอบที่สุด ส่วนตัวเธอเองก็ชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินหนึ่งซองตลอด่เช้าที่ผ่านมา โทรศัพท์ที่สามารถโทรได้ก็โทรไปหมดแล้ว แต่ผลลัพธ์คือไม่ได้ยืมเงินมาแม้แต่หยวนเดียว
ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป ค่าผ่าตัดคงหาไม่ครบแน่
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดจะโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัวเดิมของตัวเอง แต่ตอนที่เธอดื้อดึงแต่งงานกับหนุ่มยากจนอย่างหลิงอี้นั้น ทำให้วงศ์ตระกูลรู้สึกอับอาย เธอจึงถูกขับออกจากตระกูลฉี และห้ามติดต่อกันอีก
ส่วนพ่อแม่สามี หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อจัดการกับความยุ่งเหยิงที่หลิงอี้ก่อไว้ จนแทบจะทิ้งชีวิตไปครึ่งหนึ่ง ถ้าโทรไปขอเงินอีก กลัวว่าจะทำให้คนแก่ทั้งสองคนถึงตายได้
อีกอย่างคู่สามีภรรยาสูงวัยนี้ปฏิบัติกับเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ มาหลายปี เธอไม่จำเป็ต้องสร้างความลำบากใจให้พวกเขา
ฉีซืออวิ๋นที่กำลังกลุ้มใจถือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไว้ในมือ แต่ไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเอง กลุ่มนักเลงที่ย้อมผมสีสันฉูดฉาดก็บุกเข้ามาในห้องผู้ป่วยทันที พร้อมชี้นิ้วด่าฉีซืออวิ๋นว่า "นังตัวดี มีเงินพาลูกไปหาหมอ แต่ไม่มีเงินจะใช้หนี้พวกเราเหรอ?"
ถ้าหลิงอี้อยู่ที่นี่ เขาคงจะจำคนผู้นี้ได้ว่าเป็คนที่ไม่ยอมส่งวิดีโอใบรับรองการยืมเงินให้เขา
ไอ้หมอนี่ย้อมผมสีเหลือง พูดเสียงดังมาก เสี่ยวเสี่ยวใจนทำไก่ทอดหล่น แล้วหลบไปนั่งตัวสั่นอยู่ที่มุมเตียง
ส่วนฉีซืออวิ๋นกลับดูสงบนิ่งมาก รีบกอดลูกสาวเพื่อปลอบใจ เธอเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งจนชินชาไปแล้ว เมื่อนึกถึงคำสัญญาของหลิงอี้ใน่เช้า เธอก็รู้สึกขำขัน
แต่ก่อนอย่างน้อยยังมี่ห่างสองสามวัน แต่คราวนี้ดีเลย แค่ครึ่งวันยังไม่ทันจะครบ ก็มีคนมาตามหาถึงที่แล้ว
"พวกคุณเข้าใจผิดคนแล้ว ฉันไม่รู้จักพวกคุณ" ฉีซืออวิ๋นเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ไม่สนใจอีก "เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว หลิงอี้เป็สามีเธอใช่ไหม?"
ไอ้ผมทองควักเอาใบสัญญากู้ยืมออกมา "เขายืมเงินฉันไปหกหมื่นหยวน ตอนนี้ทั้งต้นทั้งดอกรวมเป็หนึ่งแสนหยวน รีบจ่ายมาซะ"
"ใครยืมก็ไปทวงคนนั้นสิ มันเกี่ยวอะไรกับฉัน?"
"ดูท่าทางแกสิ ไม่คิดจะจ่ายสินะ?" ไอ้ผมทองพูดพลางส่งสัญญาณตาให้ลูกน้อง ทันใดนั้นพวกลูกน้องก็เข้ามายืนเฝ้าที่ประตูก็ไม่ให้ใครเข้าออก
"ไม่จ่ายก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าขาอีกข้างของลูกสาวเธอจะรอดรึเปล่านะ?" ไอ้ผมทองพูดพลางเดินไปทางเตียง
หลังจากที่หลิงอี้จ่ายเงินคืนให้เขา เขาก็รีบสืบหาข้อมูลของหลิงอี้ทันที เพราะตามหลักการแล้ว เงินก้อนนี้หลิงอี้ไม่น่าจะมีปัญญาจ่ายคืนได้ เื่ผิดปกติย่อมมีเื้ั
และแล้วหลังจากสืบถามไป เขาก็พบว่าเมื่อคืนหลิงอี้ชนะพนันได้เงินหลายล้านที่บ่อนของพี่เป้า
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะรีบหาเงินจากหลิงอี้อีกสักก้อน ก่อนที่พี่เป้าจะมาหาเื่หลิงอี้ แต่ถ้าไปหาหลิงอี้โดยตรง อาจจะไม่ได้เงินมา แต่ถ้าไปหาลูกสาวของเขาก็จะเป็อีกเื่หนึ่ง
"มีอะไรก็มาหาฉันสิ อย่าไปยุ่งกับลูกสาวฉัน!" ฉีซืออวิ๋นลุกขึ้นยืน ก่อนจะเข้าไปยืนบังร่างเล็ก ๆ ของลูกสาวเอาไว้
แม้ว่าจะมีญาติของผู้ป่วยในห้องเดียวกันที่อยากจะช่วย แต่ก็ถูกญาติพี่น้องดึงตัวกลับไป เพราะกลุ่มของไอ้ผมทองมีจำนวนมาก ชัดเจนว่าคนคนเดียวไม่สามารถต้านทานได้
อยากห้ามก็แล้วไป แต่การที่คนมากมายขนาดนี้จะบุกเข้าไป มันต่างอะไรกับการเดินเข้าไปตาย?
"นังตัวดี ฉันคงไว้หน้าแกมากเกินไปสินะ?" ไอ้ผมทองเห็นสถานการณ์แล้วยกมือขึ้นเตรียมจะตบ
ในขณะที่มือกำลังจะฟาดลงบนใบหน้าของฉีซืออวิ๋น มือกลับแข็งค้างกลางอากาศ
ฉีซืออวิ๋นหลับตาเตรียมพร้อมรับความเ็ป แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บแต่อย่างใด พอเธอลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังจับข้อมือของไอ้ผมทองอย่างสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"ไอ้แก่บ้า กล้าดีมายุ่งเรอะ รู้มั้ยว่าฉันเป็ใคร?" ไอ้ผมทองแสยะยิ้มด้วยความเ็ป กัดฟันะโใส่
อู๋เฉียนยิ้มและย้อนถามกลับไป "แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็ใคร?"
"ฉันไม่สนว่าแกจะเป็ใคร กล้ามายุ่งกับเื่ของฉัน พวกแกจัดการมันให้ตายไปเลย!"
เมื่อไอ้หัวทองสั่งการ พวกอันธพาลที่มันพามาก็พากันชกต่อยกรูกันเข้าไป
ในตอนที่ทุกคนคิดว่าชายชราจะเสียเปรียบ กลับเห็นชายชราใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือของไอ้หัวทอง โดยที่อีกมือยังไพล่หลังอยู่ แล้วเตะซ้ายถีบขวาอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่กี่ทีก็จัดการพวกที่บุกเข้ามาได้หมด ทำให้พวกมันล้มกลิ้งกับพื้นพลางกุมท้องครวญครางด้วยความเ็ป
ทุกคนในห้องผู้ป่วยต่างตกตะลึง นี่… แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังถ่ายหนังอยู่?
"พะ พะ พี่… คุณ คุณ… คุณเป็ใครกันแน่?" ไอ้หัวทองพูดติดอ่าง เขาใจนพูดไม่เป็ภาษา
"แกยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะรู้ว่าฉันเป็ใคร" อู๋เฉียนพูดจบก็ออกแรงบีบข้อมือของไอ้หัวทองจนแตก ทำเอาอีกฝ่ายร้องครวญครางด้วยความเ็ป
"ครั้งนี้แค่ทำลายข้อมือแกเท่านั้น ถ้ายังกล้ามารังควานแม่ลูกคู่นี้อีก ฉันจะเอาชีวิตแกซะ! ไปให้พ้น!" อู๋เฉียนเตะเข้าที่หลังของไอ้หัวทอง จนกระเด็นออกไปนอกห้องผู้ป่วย
พวกหัวทองไม่กล้าอยู่ต่อ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงฮึดฮัด รีบวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไป
"คุณฉี คุณไม่ได้รับาเ็ใช่ไหม?" อู๋เฉียนเปลี่ยนท่าทีจากเคร่งขรึมเป็อ่อนโยน
ฉีซืออวิ๋นรู้สึกงุนงง เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลย
หรือว่าจะเป็คนที่พ่อแม่ส่งมาคุ้มครองฉัน?
แต่มันไม่น่าจะใช่ ถ้าเป็คนที่พวกเขาส่งมาจริง เมื่อวานเสี่ยวเสี่ยวคงไม่โดนทำร้ายจนขาหัก และตัวเธอเองก็คงไม่โดนจับตัวไป
ฉีซืออวิ๋นส่ายหน้า แล้วกล่าวขอบคุณว่า "ฉันไม่เป็ไรแล้ว ขอบคุณคุณลุงที่ช่วยเหลือ ขอถามหน่อยเถอะค่ะว่าคุณลุงชื่ออะไรคะ? วันหน้าฉันจะตอบแทนบุญคุณอย่างสุดความสามารถ"
"คุณฉีไม่ต้องเกรงใจหรอก แค่ผ่านมาช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องคิดมากนะ ตาแก่คนนี้ก็แค่คนธรรมดา แซ่อู๋ ชื่อเฉียน เป็แค่คนแก่คนหนึ่งเท่านั้น"
อู๋เฉียนพูดอย่างสุภาพ ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ตอนที่เขาแนะนำชื่อตัวเอง ไม่เพียงแต่พูดช้าลง น้ำเสียงยังหนักแน่นขึ้นด้วย
"เสี่ยวเสี่ยว เร็ว ขอบคุณปู่อู๋สิ"
"ปู่อู๋ ขอบคุณค่ะ!" เสี่ยวเสี่ยวพูดเสียงใส ๆ น่ารัก ทำเอาอู๋เฉียนหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
"ได้ ในเมื่อคุณฉีไม่มีอะไรแล้ว ตาแก่คนนี้ก็จะไม่รบกวนการพักผ่อนของพวกคุณ ขอตัวก่อนนะ"
ฉีซืออวิ๋นได้ยินดังนั้น จึงกล่าวขอบคุณหลายครั้ง และเดินไปส่งเขาถึงหน้าลิฟต์ ก่อนจะกลับเข้าห้องผู้ป่วย
หลังจากกลับมาที่ห้อง ฉีซืออวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิดตลอดเวลา พยายามไตร่ตรองว่าอู๋เฉียนคนนี้เป็ใครกันแน่ ทำไมถึงช่วยเหลือเธอ และทำไมถึงรู้ว่าเธอแซ่ฉี
อีกอย่าง เขาเก่งขนาดนี้ คนที่ช่วยฉันเมื่อคืนจะเป็เขาหรือเปล่านะ?
ฉีซืออวิ๋นครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังคิดไม่ตก
แต่ในตอนนั้นเอง ญาติของคนไข้เตียงข้าง ๆ ก็ร้องะโขึ้นมาอย่างใ "โอ้! ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็ใคร! ยมทูตอู๋เฉียนนั่นเอง!"