วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็มีประกาศจากทางการเกี่ยวกับการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปทั่วประเทศ สร้างความตื่นเต้นและดีใจให้กับนักเรียนและยุวชนที่ถูกส่งไปใช้ชีวิตในชนบทเป็อย่างมาก
ร้านหนังสือที่เคยซบเซากลับมาคึกคักอีกครั้ง และตำราเรียนก็เป็สิ่งที่คนส่วนใหญ่้า ครอบครัวไหนที่พอจะมีเงินและเห็นลูกหลานมีแววในการเรียนก็ยอมลงทุนไปหาซื้อตำรา ส่วนคนที่ฐานะไม่ดีแต่อยากร่วมการสอบก็ไปขอยืมหนังสือจากโรงเรียนและอาจารย์ที่พวกเขารู้จัก ทำให้เวลานี้ตำราเรียนหาซื้อยากยิ่งกว่าอาหารเสียอีก
“นี่ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม” ต้าเฉียงตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ “ดีนะที่ฉันได้มาอยู่กับนาย ถ้าฉันรู้เื่นี้พร้อมคนอื่น ฉันจะไปหาซื้อหนังสือทันได้ยังไง โม่โฉว พี่ต้าเฝิง ขอบคุณมากเลยนะครับ”
“ถึงเราจะเตรียมตัวมาก่อนคนอื่นเขา แต่ยังไงเราก็ยังต้องขยันอ่านหนังสือเหมือนเดิมนะ” เจียงโม่โฉวตบบ่าเพื่อน “เราต้องกลับไปปักกิ่งด้วยกันให้ได้”
“ใช่ เราต้องไปปักกิ่งด้วยกันให้ได้ ถ้าคะแนนของเราผ่านเกณฑ์ นายอยากเรียนสาขาไหน” ต้าเฉียงถาม
“ฉันต้องเลือกเรียนสาขาที่ฉันถนัดอยู่แล้ว” เจียงโม่โฉวยิ้ม เมื่อก่อนเขาเป็ถึงเทพในสังกัดของเทพกสิกรรม แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้เป็เทพแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถเอาความรู้และความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้
“ถ้างั้นก็ต้องเป็สาขาเกษตร” ต้าเฉียงหันไปถามโจวต้าเฝิง “แล้วพี่ล่ะครับพี่ต้าเฝิง พี่จะเลือกเรียนสาขาไหน”
โจวต้าเฝิงทำท่าคิด ในชีวิตที่แล้วเขาเรียนจบด้านการเงินและการธนาคาร ความรู้เหล่านี้เขาสามารถนำมาใช้ได้ในอนาคต แต่ตอนนี้เขามีน้องสาวที่ทำอาหารเก่ง มีน้องเขยที่จะเป็เ้าของฟาร์มใหญ่โต เมื่อนึกไปถึงชีวิตที่แล้ว่ที่เกิดโรคระบาดไปทั่วโลก มีเพียงอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้นที่อยู่รอด เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจะเลือกเรียนเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารและอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อต่อยอดกิจการของน้องสาวและน้องเขย
“ฉันจะเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนปากท้องก็เป็สิ่งสำคัญ คนเราต้องกินเพื่อที่จะอยู่รอดไม่ใช่เหรอ แล้วนายล่ะต้าเฉียง นายอยากเรียนด้านไหน” โจวต้าเฝิงถาม
“ผมอยากเรียนสื่อสารมวลชนครับ อยากเรียนเกี่ยวกับวิทยุ พวกพี่คิดดูสิครับ เรามาอยู่ไกลถึงที่นี่ ไม่ต้องหวังเลยว่าเราจะมีหนังสือพิมพ์อ่านเหมือนตอนที่เราอยู่ปักกิ่ง แต่วิทยุกลับเข้าถึงพวกเรามากที่สุด ผมอยากเรียนด้านนี้ และอยากเป็ผู้ประกาศทางวิทยุด้วยครับ”
“ไม่แน่อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า นายอาจจะได้เป็ผู้ประกาศในโทรทัศน์ก็ได้นะ”
“ผู้ประกาศทางโทรทัศน์เหรอครับ” ต้าเฉียงหัวเราะเสียงดัง “พี่ต้าเฝิงครับ ทุกวันนี้แม้แต่วิทยุยังเป็ของหายาก โทรทัศน์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ต้องรวยระดับไหนที่บ้านถึงจะติดตั้งโทรทัศน์ได้”
“นายไม่เชื่อฉันเหรอ?”
“ผมเชื่อพี่มาตลอดนะครับ แต่เื่นี้มัน...เชื่อไม่ได้จริงๆ”
“แต่ฉันเชื่อพี่ต้าเฝิงนะ นายเป็คนหน้าตาดีและเสียงเพราะมาก ต่อไปนายต้องได้ออกโทรทัศน์แน่นอน” เจียงโม่โฉวเดินมากอดคอเพื่อน “ถ้าวันหนึ่งนายดังขึ้นมา นายอย่าลืมฉันก็แล้วกัน”
ต้าเฉียงหัวเราะไม่หยุด “ฉันจะลืมนายได้ยังไง ไม่ใช่แค่นายนะ ยังมีพี่ต้าเฝิง อ้ายเหม่ย แล้วก็สุดที่รักของฉันด้วย ฉันไม่มีทางลืม”
ต้าเฉียงหันมาส่งยิ้มให้หลีหรง แต่เธอกลับยิ้มออกมาไม่เต็มที่นัก เธอเชื่อว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ สามีของเธอต้องสอบผ่านและได้กลับไปเรียนที่ปักกิ่งอย่างแน่นอน แต่...เธอจะติดตามเขาไปได้ยังไง ทะเบียนบ้านเธออยู่ที่นี่ วันหนึ่งเขาจะลืมเธอหรือเปล่า
“เป็อะไรไปอ้ายเหม่ย พักนี้ฉันเห็นเธอดูซึมๆ ไป มีเื่กลุ้มใจอะไรหรือเปล่า หรือว่าลุงหานมารบกวนเธออีกแล้ว” โจวอ้ายเหม่ยถามหลีหรง เธอสังเกตน้องสาวคนนี้มาสักพักแล้ว และเห็นว่าอีกฝ่ายดูเงียบผิดปกติ
หลีหรงที่เก็บความอึดอัดมาหลายวัน เมื่อได้ยินโจวอ้ายเหม่ยถาม เธอก็ห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ “พี่อ้ายเหม่ย ฉันกลัวค่ะ ฉันกลัวว่าถ้าพี่ต้าเฉียงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พอเขาไปอยู่ไกลๆ แล้วเขาจะลืมฉัน และเขาก็ต้องไปเจอคนที่มีการศึกษาเหมือนกันกับเขา”
“เธอกลัวว่าต้าเฉียงจะทิ้งเธอเหรอ” โจวอ้ายเหม่ยถาม
“ถ้าพี่ต้าเฉียงเจอคนที่ดีและเหมาะสมกว่าฉัน ฉันก็จะยินดีกับเขาค่ะ”
“ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้น เธอไม่ไว้ใจต้าเฉียงเลยใช่ไหม”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจค่ะ พี่อ้ายเหม่ยลองคิดดูสิคะ พี่ต้าเฉียงเป็หนุ่มปักกิ่ง ที่เขาตกลงแต่งงานกับฉันก็นับว่าเป็บุญสำหรับคนบ้านนอกอย่างฉันมากแล้ว ถ้าพี่ต้าเฉียงสอบเป็นักศึกษาได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย คนอย่างฉันยังจะคู่ควรกับเขาอีกเหรอคะ แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นฉันก็ยังเสียใจ ฉันไม่อยากเสียพี่ต้าเฉียงไปค่ะ”
“ฟังจากที่เธอพูดมาไม่ใช่ว่าแค่เธอที่ดูถูกตัวเอง แต่ฉันคิดว่าเธอกำลังดูถูกความรักของต้าเฉียงด้วย เธอคิดว่าต้าเฉียงเป็คนไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้นเลยเหรอ”
หลีหรงไม่ตอบคำถาม ชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนได้ที่ไหนกัน ดูอย่างพ่อของเธอสิ พอได้ขึ้นเป็ผู้ใหญ่บ้าน เขาก็มีผู้หญิงมาติดพันหลายคน แม่เธอรับไม่ได้ก็ตรอมใจตายไป แล้วสามีของเธอเล่า ต่อไปเขาต้องเป็นักศึกษา พอเรียนจบก็จะได้เป็บัณฑิตมีงานที่มั่นคงและมีคนนับหน้าถือตา เขายังจะนึกถึงสาวบ้านนอกที่อ่านหนังสือไม่ออกอย่างตนอีกหรือ
“อาหรง! ถ้าเธอไม่เชื่อใจฉัน ฉันไม่ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ได้ ฉันจะอยู่ทำไร่กับเธอที่นี่” ต้าเฉียงเดินเข้ามากอดภรรยา “เื่แค่นี้ทำไม่เธอไม่พูดกับฉันตรงๆ ล่ะ”
“ฉันไม่อยากเป็ตัวถ่วงพี่ค่ะ”
“ตัวถ่วงอะไรกัน ถ้าจะให้ฉันเลือก ฉันต้องเลือกเธออยู่แล้ว”
“ไม่นะคะ พี่จะมาทิ้งอนาคตไว้กับฉันไม่ได้” หลีหรงหันไปมองโจวอ้ายเหม่ย “พี่อ้ายเหม่ยช่วยพูดกับพี่ต้าเฉียงหน่อยสิคะ”
โจวอ้ายเหม่ยหันไปมองสามีกับพี่ชายเพื่อขอความเห็น
โจวต้าเฝิงเป็คนที่รู้อนาคตจึงเริ่มพูด “ใจเย็นก่อนนะอาหรง นอกจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันยังได้ยินเื่อื่นมาอีกนะ”
“เื่อะไรเหรอคะ” หลีหรงถาม
“อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเปิดเสรีทางการค้า และจะยกเลิกการใช้คูปองสินค้า ถึงตอนนั้นเธอจะตามต้าเฉียงไปค้าขายที่ปักกิ่งด้วยก็ได้ แต่สองปีนี้เธอกับต้าเฉียงอาจจะต้องแยกกันอยู่ไปก่อน”
“ฉัน...ฉันไปอยู่กับพี่ต้าเฉียงที่ปักกิ่งได้จริงเหรอคะ”
“ไปได้สิ แต่อย่างที่บอก ่สองปีนี้เธอรอเขาอยู่ที่นี่ก่อนได้ไหม”
หลีหรงยิ้มอย่างดีใจ “รอได้สิคะ ขอแค่พี่ต้าเฉียงทำตามความฝันของเขาได้ จะให้ฉันรอนานเท่าไหร่ฉันก็รอได้ค่ะ”
“ขอบใจนะอาหรง ฉันขอบใจเธอมาก ฉันสัญญาว่าฉันจะกลับมารับเธอให้เร็วที่สุด” ต้าเฉียงกอดภรรยาอย่างซาบซึ้งใจ เขาแอบสัญญากับตัวเองว่าเขาจะตอบแทนความเสียสละของภรรยาให้ดีที่สุด ในอนาคตเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนใจไปจากเธออย่างแน่นอน
แม้เจียงโม่โฉวจะคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเงินเก็บของเขาก็มีไม่น้อยแล้ว แต่จนกว่าเขาจะเดินทางไปปักกิ่ง เขาก็ยังไม่อยากทิ้งการขายของในตลาดมืด วันนี้เขากับโจวต้าเฝิงจึงเดินทางมาที่บ้านเช่าเพื่อเอาของมาเก็บไว้ให้จางปินเซ่อกับลู่อิ๋งอิ๋งเอาไปขายเหมือนทุกวัน
ทั้งสองคนใช้กุญแจเปิดเข้าไปในบ้านตามความเคยชิน แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะเห็นภาพที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ ยังดีที่จางปินเซ่อกับลู่อิ๋งอิ๋งยังมีผ้าห่มปิดบังร่างกายไว้
“ปินเซ่อ! นายตื่นเดี๋ยวนี้” เจียงโม่โฉวะโขึ้นอย่างโมโห เขาเห็นเด็กทั้งสองคนเป็เหมือนน้องชายและน้องสาว พอเห็นว่าทั้งคู่ทำเื่ไม่เหมาะสม เขาจึงรู้สึกโกรธ
“นายอย่าโมโหไปเลยน่า พวกเขาอายุสิบหกกันแล้ว”
“ถ้าพวกเขาจะคบกันผมก็ไม่ห้าม แต่มาชิงสุกก่อนห่ามแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ทำไมพวกเขาไม่แต่งงานกันให้เรียบร้อยก่อนค่อยทำเื่อย่างว่า ไม่มีเงินหรือไม่มีผู้ใหญ่ เราก็ช่วยจัดการให้พวกเขาได้”
“เอาน่า...เื่มันเกิดขึ้นแล้ว รีบปลุกพวกเขาขึ้นมาเถอะ แต่ฉันว่ามันแปลกๆ อยู่นะ นายปลุกพวกเขาดังขนาดนี้ แต่ทำไมพวกเขายังไม่ตื่นอีกล่ะ” โจวต้าเฝิงใก่อนจะรีบเอามือไปอังที่จมูกของทั้งคู่ “ยังดีที่หายใจกันอยู่ รีบปลุกพวกเขาเถอะ”
เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงรีบปลุกจางปินเซ่อกับลู่อิ๋งอิ๋ง ใช้เวลาอยู่นานกว่าที่สองหนุ่มสาวจะตื่น
จางปินเซ่อตื่นขึ้นมาก่อน เขาลุกขึ้นนั่ง “พี่โม่โฉว พี่ต้าเฝิง ทำไมวันนี้พวกพี่มาเช้าจังล่ะครับ”
“นายอย่าเพิ่งพูดแล้วก็อย่าเพิ่งเปิดผ้าห่ม ปลุกอิ๋งอิ๋งให้ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าให้ดี พวกฉันจะออกไปรอข้างนอก” เจียงโม่โฉวพูดจบก็เดินออกไปหน้าบ้านพร้อมโจวต้าเฝิง
จางปินเซ่อยังไม่เข้าใจ แต่พอเขาหันไปมองแล้วเห็นลู่อิ๋งอิ๋งนอนอยู่ข้างๆ เขาก็เกือบจะร้องะโเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน