Chapter5 สักวัน
การทำเื่ให้เรมิเรสได้ออกจากกิลด์มิสทิคกลายเป็เื่ง่ายดายเมื่อผู้ตรวจการณ์แห่งองค์กรเวทมนตร์ออกหน้าดำเนินการไม่มีใครคัดค้านด้วยเหตุผลที่มีเพียงพอจะมางัดคานกับเขาได้ แม้จะได้รับอำนาจจากเงามืดให้ปฏิบัติการขัดขวางอย่างสุดกำลังก็ตาม
“เวลาของเ้ามีจำกัดอย่ากลับมาช้าล่ะ” ชาร์ล็อตกำชับ
พ่อมดผมขาวรับคำ แล้วก้าวขึ้นรถโดยสารตามสการ์เล็ตไป
หญิงสาวรู้สึก... อยากพาเรมิเรสออกไปจากองค์กรแห่งเวทมนตร์ให้เร็วที่สุดจึงไม่รอแนะนำเขากับผู้ติดตามทั้งห้าให้ได้ทำความรู้จักกันไว้หลังจากนี้ก็ยังไม่เสียหาย
ระหว่างทางผ่านป่าสการ์เล็ตลอบมองใบหน้าที่เบือนสายตาออกไปนอกรถอยู่บ่อยครั้ง อยากเอ่ยถามความติดค้างในใจซึ่งมีอยู่มากมายแต่เห็นพ่อมดไม่พูดอะไรสักคำ นางก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเหมือนกัน สุดท้ายความอัดอั้นอึดอัดก็ทำให้เลือกถามในสิ่งที่กังวลมากกว่าอื่นใด
“เ้าถูกลงโทษเพราะเื่ที่เกี่ยวข้องกับข้าใช่ไหม”
นอกจากความคิดถึงห่วงใยมันเป็เหตุผลใหญ่อีกข้อหนึ่ง ทำให้นางตัดสินใจมาที่นี่
เรมิเรสซึ่งนั่งอยู่บนเบาะฝั่งตรงข้ามเบือนหน้าจากนอกหน้าต่างมาสบตา
“ผลจากการกระทำของข้า ล้วนเกิดจากความตั้งใจของตนเองเท่านั้นครับ”
ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียวแปลว่าเกี่ยวสินะ
เงียบกันไปอีกครู่หนึ่งสการ์เล็ตจึงชวนคุยเกี่ยวกับรายละเอียดของงานที่้าให้จอมเวทอย่างเขาทำนางลอบพิจารณาใบหน้าพ่อมดบ่อยครั้ง มันยังคงระบายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ
รอยยิ้มบนใบหน้าที่เหมือนเกราะกำบังจิตใจ...ซึ่งเขามีมันั้แ่สมัยก่อนแล้ว
วัยเด็กของเรมิเรสไม่สวยงามเขาอดอยากยากแค้น ไม่มีครอบครัวปกป้องให้ความรัก หรือบ้านอันอบอุ่นทั้งอย่างนั้นก็ยังคงยิ้มเสมอ ตัวนางในวัยเยาว์เข้าใจเพียงว่าเขาเป็เด็กดีที่อ่อนโยนยังไม่อาจมองเห็นอะไรได้ลึกซึ้งกว่านั้น
วันเวลาผันผ่านไปเด็กชายกลายเป็บุรุษที่เติบใหญ่ เขากลายเป็จอมเวทแห่งกิลด์มิสทิค มีบ้านอบอุ่นให้อาศัยและอาจารย์ที่ดีเขาน่าจะมีความสุขและอนาคตรุ่งโรจน์ต่อไปนับจากนี้
แล้วทำไมรอยยิ้มนั่นยังคงปรากฏอยู่ในแววตาหลังกรอบแว่นของเขา
หญิงสาวปรารถนามาตลอด อยากให้เรมิเรสได้มีชีวิตที่เป็สุขั้แ่สมัยยังวัยเยาว์จึงได้อดทน...ไม่ขอให้เขากลับมาอยู่เคียงข้างกายในสถานที่ซึ่งความทรงจำเลวร้ายของเขาวนเวียนอยู่ นางเฝ้ารอให้พ่อมดกลับมาด้วยเจตนาของตนเอง
ทั้งที่ใจจริงไม่ได้อยากรอต่อไปแม้แค่วันเดียว
สการ์เล็ตมุ่นคิ้ว เบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่างผ่อนลมหายใจเบาอย่างไม่้าให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามรู้สึกตัว แต่ดูจะไม่ได้ผลเมื่อดวงตาสีประหลาดหลังกรอบแว่นเลื่อนมาที่นางอย่างสังเกต
“เลยเที่ยงแล้ว เราจะพักกินอาหารในเมืองก่อนออกเดินทาง” หญิงสาวยิ้มเปลี่ยนเื่อย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนพยักพเยิดออกไปนอกหน้าต่าง“จะได้แนะนำเ้ากับพวกเขาด้วย”
ผู้ติดตามเ้าหญิงแห่งเรสทอเรียในการเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วยทหารชายสามคนและหญิงสองคน สการ์เล็ตเริ่มแนะนำโดยผายมือไปยังทหารคนแรกที่ยืนหัวแถวเรียงหน้ากระดานนางเป็หญิงร่างสูงหุ่นเพรียว ผมตัดสั้นชื่อ เอวา คนถัดมาอวบอั๋นกว่าและไว้ผมหางม้าถูกเรียกว่าเพิล
ทหารชายหน้าตาหล่อเหลาคมคายไว้ผมยาวระต้นคอแนะนำตัวเองว่าเจเรเมียฮ์ และเผื่อแผ่การแนะนำไปยังเพื่อนของเขา ซึ่งมีร่างใหญ่บึกบึนกับผมสั้นเกรียนว่าชื่อเจคอบ
สการ์เล็ตผายมือค้าง เมื่อถึงคนสุดท้ายปลายแถวนางอ้ำอึ้งมองหน้าเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม
“ขอโทษทีเ้าชื่อลาฟ...อะไรนะ”
นายทหารชื่อลาฟ...อะไรสักอย่างนั่นทำหน้าสลดทันทีขณะเพื่อนทหารทั้งสี่ลอบยิ้มเยาะเย้ย แม้จะเคยคิดว่าช่วยไม่ได้ เพราะเขาเพิ่งย้ายเข้าหน่วยใหม่ไม่กี่วันแต่ก็น่าจะนานพอให้จำชื่อกันได้แล้วนี่นา
เรมิเรสพิจารณาใบหน้าหล่อเหลาใสกระจ่างผมสั้นแสกกลางสีทองซีดราวกับฟางตากแห้งค้างปีของนายทหารลาฟ...อะไรนี่ แล้วก็นึกตงิดใจเกิดอาการอยากหยอกเย้าใครสักคนขึ้นมา ท่าทางการเดินทางคราวนี้คงไม่น่าเบื่อเท่าไรนัก
หลังจากรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายในเมืองมักชาก็ใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะถึงจุดหมาย หมู่บ้านชนบทห่างไกล ยังคงหลงเหลือการยึดมั่นในขนบธรรมเนียมความเชื่อเก่าก่อนหลายอย่างมากกว่าเหตุผลของความเป็จริง
กุศโลบายของเ้าชายรัชทายาท ซึ่ง้าให้พ่อมดแห่งกิลด์มิสทิคกระทำคือพิธีกรรมปัดเป่าอาถรรพ์ร้ายอำนวยพรแก่ชีวิตและการงานของเหล่าชาวเมืองตามที่พวกเขา้าสอดแทรกการชี้นำให้ประสานกับการทำงานของข้าราชการประจำท้องถิ่นและผู้มีความรู้ค่อย ๆ สะสางปัญหาและสร้างความเข้าใจแก่การดำเนินชีวิตที่ถูกควรลดความเชื่อเก่าก่อนที่หาหลักอ้างอิงจากความเป็จริงไม่ได้ลงทีละน้อย เพื่อจะไม่สร้างความขัดแย้งข้องใจแก่คนทั้งปวง
ความเชื่อเก่าแก่บางเื่ควรค่าแก่การจดจำเพื่อดำรงไว้ซึ่งความงดงามของวัฒนธรรมและขวัญกำลังใจ
ขณะเดียวกันความเชื่อที่สร้างได้แต่ความงมงายความกังวลและความหวาดกลัวโดยหาสาเหตุเป็รูปธรรมไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะเก็บมันไว้ให้เป็อุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต
อลัน เรสเทล เ้าชายรัชทายาทแห่งเรสทอเรียได้กล่าวไว้
สมแล้วที่มีสายเืเดียวกับสการ์เล็ตบุรุษผู้นี้ไม่เคยรังเกียจดวงตาสีประหลาดของเขาซึ่งถูกผู้คนประณามหยามเหยียดถึงความอัปมงคลของมันเสมอมา
นั่นเป็หนึ่งในไม่กี่ข้อที่เรมิเรสเห็นว่าเป็ความดีงามซึ่งมีอยู่ในตัวเ้าชายแห่งเรสทอเรียในสมัยที่เขายังชมชอบการกลั่นแกล้งเด็กชายอ่อนวัยกว่าน่ะนะ
สการ์เล็ตพาเรมิเรสตระเวนสู่เมืองและหมู่บ้านต่างๆ ตามแผนผังที่เ้าชายรัชทายาทบัญชาเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าก็เหลือเมืองที่ต้องไปเพียงไม่กี่แห่ง เมื่อชาวเมืองในแต่ละสถานที่ได้ข่าวว่าพ่อมดแห่งกิลด์มิสทิคจะมาก็จัดเทศกาลงานรื่นเริงต้อนรับเสียยกใหญ่ ต่อให้พื้นที่แถบนั้นจะแร้นแค้นเพียงใดก็ตาม
นามแห่งกิลด์มิสทิคยังคงได้รับความศรัทธาและชื่นชมเสมอ
เนื่องจากงานที่ได้รับมอบหมายคราวนี้ไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนอะไรเ้าชายรัชทายาท้าหาเื่ให้น้องสาวของตนออกไปผ่อนคลายเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองหลวงกับคนรักลับๆ ของนางั้แ่แรกแล้ว สการ์เล็ตจึงยอมรับโอกาสนี้ เพื่อสร้างความทรงจำที่ดีมีความสุขกับเรมิเรสบ้างชดเชยวันเวลาที่ต้องห่างกันเป็ปี
ไม่มีใครสักคนในผู้ติดตามทั้งห้าของสการ์เล็ตจะนึกสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเ้าหญิงกับพ่อมดเนื่องจากเรมิเรสวางตัวเป็เพียงผู้ร่วมงานคนหนึ่ง
เพิลกับเอวาชมชอบเขาเพราะปากหวาน มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าตลอดเวลาส่วนเจเรเมียฮ์กับเจคอบชื่นชมเขาเพราะเป็พ่อมดแห่งกิลด์มิสทิคที่ถ่อมตัว และช่างเยินยออย่างพอเหมาะสมยกเว้นแต่นายทหารคนสุดท้ายซึ่งเป็ผู้บังคับรถโดยสารที่ชื่อลาฟ...อะไรสักอย่างนั่น เขาออกจะดูหวาดเกรงเรมิเรสอยู่ในที พยายามถอยห่างไม่เข้าใกล้และทั้งที่ชื่อของนายทหารนั่นก็ไม่น่าจะจำยาก แต่ทำไมถึงนึกไม่ออกสักที
เ้าหญิงมองนายทหารหนุ่มผู้น่าสงสาร ก่อนปรายตาไปยังพ่อมด
“เ้าไปแกล้งอะไรเขาหรือเปล่าเรมี่”
“เปล่านี่ครับ” เรมิเรสยิ้มตอบหน้าซื่อ แต่มีหรือนางจะไม่รู้
“อย่าให้มันมากเกินไปนักล่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอา แต่ก็ปรามอย่างไม่จริงจังเท่าไรเพราะรู้ว่าเรมิเรสไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่เหมือนเขาจะมีนิสัยเสียบางประการชอบหยอกเย้ากลั่นแกล้งคนที่ตนถูกใจเพิ่มขึ้นมาจากแต่ก่อนเท่านั้นเอง
แม้ว่าเมืองใกล้เขตชายแดนอาณาจักรส่วนหนึ่งจะแร้นแค้นหากยังมีหลายแห่งที่มีธรรมชาติสมบูรณ์สวยงามสามารถพัฒนาเป็แหล่งท่องเที่ยวผ่อนคลายของผู้คน ชุมชนแถบนั้นจึงค่อนข้างเจริญไม่น่าเป็ห่วงอะไร
สการ์เล็ตเลือกแวะเมืองหนึ่งบนทางผ่านก่อนไปปฏิบัติภารกิจแห่งสุดท้าย เป็เมืองชายทะเล มีหาดสีขาวทอดยาวไกลสุดสายตา
ไม่มีใครคัดค้านสักคำ เมื่อเ้าหญิงบอกว่าจะไปเดินเล่นชมเมืองกับพ่อมดเพียงลำพังแค่สองคนพวกเขาวางใจในตัวจอมเวทแห่งกิลด์มิสทิค ว่าจะสามารถปกป้องนายของตนได้หากเกิดเหตุสุดวิสัยและยังหลงคิดไปว่าคนบ้างานอย่างนางจะใช้เวลาในวันว่างปรึกษางานกับจอมเวท
พวกเขาประเมินนางสูงเกินไป ที่ผ่านมา...นางก็แค่พยายามทำให้ตัวเองไม่ว่างเพื่อจะได้ลืมความคิดวกวนถึงคนที่ห่างไกล ซึ่งบัดนี้ก็ยืนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเท่านั้นเอง
ที่สำคัญ พวกเขาประเมินพ่อมดผิดไปเพราะไม่เคยเห็นนิสัยในหลายด้านของเรมิเรส โดยเฉพาะด้านที่ไม่ค่อยดี
สการ์เล็ตกับเรมิเรสใช้เวลาั้แ่่เช้าในการเดินเล่นรับลมเลาะริมหาดชมความงามอันสงบเรียบง่ายของธรรมชาติจนถึงสุดปลายทรายสีขาวซึ่งเป็ชะง่อนหินนั่งพักแช่เท้าลงในน้ำและพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินวนกลับ โดยอ้อมเข้าเขตชุมชนเพื่อสำรวจความเป็อยู่ของผู้คนไปในตัว
ดวงตะวันคล้อยบ่ายส่องแสงจัดจ้าแต่ร่มไม้ริมถนนและสายลมจากทะเลก็ช่วยให้ไม่ร้อนเท่าไรนักพ่อมดพาเ้าหญิงแวะซื้อของว่างตามร้านริมทางอย่างที่นางคงไม่น่าจะเคยทำโดยเลือกพิจารณาจากร้านที่มีวิธีประกอบอาหารสะอาดปลอดภัย
ชายหนุ่มลอบยิ้มเอ็นดู เมื่อเห็นหญิงสาวมีแววตาตื่นเต้นยามเห็นแม่ค้าร้านขนมคนหนึ่งหมุนไม้พายแผ่แป้งบนเตาอย่างชำนิชำนาญ กระทั่งแป้งสุกเป็สีเหลืองทองนางก็แซะแป้งออกมาเป็แผ่นกลมอย่างสวยงาม ก่อนจะวางผลไม้และเครื่องเคียงต่าง ๆลงไป จากนั้นจึงพับเป็ทรงสามเหลี่ยมใส่กรวยกระดาษแล้วส่งให้ลูกค้าที่ยืนอออยู่หน้าร้าน
“น่าอร่อยจัง”
ดวงตาหวานทอประกายตื่นเต้น จนเรมิเรสอดนึกขำไม่ได้
“รู้ไหมท่านดูเป็เด็กยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
“เ้าว่าอะไรนะ เรมี่” สการ์เล็ตหันขวับ เมื่อได้ยินเสียงพึมพำจากคนข้างกาย
“ไม่มีอะไรครับ”
นางมองรอยยิ้มใสซื่อของพ่อมดอย่างเคลือบแคลงแล้วทำสายตาว่าไม่เชื่อถือสุด ๆ
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ครับ” เขาพูดกลั้วหัวเราะให้จับพิรุธได้ แล้วอย่างนี้ใครจะเชื่อ
นินทาข้าแน่!
เ้าหญิงเริ่มตีสีหน้าขรึมเรมิเรสจึงดึงมือนางเบา ๆ แล้วชี้ให้ดูร้านค้าที่ไกลออกไปอีก่ถนน
“เริ่มร้อนแล้วนะครับ เราไปกินไอศครีมที่ร้านนั้นกันเถอะ”
สการ์เล็ตหรี่ตามองพ่อมดพยายามยิ้มเอาใจแล้วเลื่อนสายตาไปยังร้านที่ตกแต่งและขึ้นป้ายให้เห็นชัดแต่ไกลว่าขายไอศครีม ก่อนเลื่อนสายตากลับมาจ้องเขาอีกครั้งนางลากแขนเรมิเรสเดินลงเนินข้างทาง แล้วกดไหล่เขาให้นั่งลงบนสนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ให้เงาร่มรื่น
“นั่งรออยู่ตรงนี้อย่าลุกไปไหนล่ะ”
“เอ๊ะ! แต่ว่า... “
“รอตรงนี้! ครู่เดียวเท่านั้น”
นางสั่งเสียงเข้มจนพ่อมดต้องยอมทำตามอย่างงุนงงเขานั่งมองหญิงสาวเดินไปยังร้านขายไอศครีม แล้วก็ผ่อนลมหายใจ เบือนสายตาไปยังท้องทะเลกว้างมองอีกฟากฝั่งของผืนน้ำจรดขอบฟ้า ก่อนหลับตาสูดอากาศอันบริสุทธิ์สดชื่นเข้าสู่ลมหายใจ
โลกอันแสนกว้างใหญ่ คงจะมีอีกมากมายหลายแห่งหนที่ยังคงความสงบสุขเช่นนี้
ถ้าเพียงแต่เขาจะมีโอกาส...
“เรมี่!”
เสียงหวานร้องเรียกมาแต่ไกล เรมิเรสระบายลมหายใจแล้วคลี่ยิ้มบอกไปหลายครั้งว่าอย่าเรียกอย่างนั้น แต่นางก็คงไม่คิดจะเปลี่ยนใจสินะ
“ข้าซื้อไอศครีมมาแล้วหวังว่าเ้าคงชอบรสนี้... อ๊ะ!”
ไอศครีมเนื้อนุ่ม เมื่อถูกอากาศร้อนและลมแรงย่อมละลายอย่างง่ายดายเ้าหญิงใช้เวลาไม่น้อยในการถือมันเดินกลับมาหาพ่อมด หวังให้เขาได้ลิ้มรสชาติอันแสนหวานก็ดันมาละลายย้วยตกลงตรงหน้านี่เอง
“ข้าจะไปซื้อมาใหม่”
เรมิเรสรั้งแขนหญิงสาวไว้ ส่ายหน้าแล้วทำท่าเป็เชิงบอกให้นางนั่งลงตรงข้างเขา
“งั้นเ้ากินอันนี้... ” สการ์เล็ตยื่นไอศครีมส่วนของตนให้แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้ม แล้วบอกให้นางกินเองดีกว่า
สการ์เล็ตจึงได้แต่แทะเล็มเลียไอศครีมพลางมองหน้าพ่อมดซึ่งจ้องตนอย่างไม่วางตาอยู่เป็ระยะ
“ข้าอยากให้เ้าได้กินด้วยนี่นา...”หญิงสาวพึมพำยังไม่ทันจบประโยคก็ต้องชะงัก
เมื่อพ่อมดยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เขาแนบเรียวปากตนกับริมฝีปากนุ่มมือข้างหนึ่งยึดหลังคอเ้าหญิงไว้ไม่ให้หนี เรียวลิ้นร้อนแทรกความเย็นฉ่ำ ควานชิมลิ้มความหวานล้ำจากเรียวปากสีชมพูครู่หนึ่ง...แล้วจึงถอยออกมา
“หวานจัง...” เรมิเรสเอ่ยเสียงพร่า แลบลิ้นเลียคราบไอศครีมบนริมฝีปากตนอย่างยวนยั่วั์ตาสีน้ำเงินแกมม่วงส่องประกายพราวอย่างออดอ้อนและแฝงความเ้าเล่ห์ไว้จนแทบทำให้ดวงใจของเ้าหญิงต้องอ่อนระทวย
ทว่าสิ่งที่ย้วยเลื่อนหลุดจากมือนางกลับเป็ไอศครีมเนื้อนุ่มซึ่งกินไปได้ไม่เท่าไร
“แย่แล้ว...”
สการ์เล็ตรีบควานหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบไอศครีมที่หกเลอะมือและแขนทว่าท่าทางรีบร้อนเก้ ๆ กัง ๆ ทำให้พ่อมดอดไม่ได้ เขาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาเช็ดให้จนสะอาด
“สุดท้าย...ก็ไม่ได้กินทั้งคู่เลยนะ”สการ์เล็ตเอ่ยแ่ พลางมองใบหน้าด้านข้างของเรมิเรส “เห็นเ้าดูอ่อนล้าข้าเลยอยากทำอะไรให้เ้าบ้าง แม้จะเป็แค่เื่เล็กน้อยก็ตาม ข้าอยากให้เ้าได้กินของหวานๆ เย็น ๆ เผื่อจะสดชื่นขึ้นมาบ้างแท้ ๆ”
พ่อมดเบิกตาอย่างคาดไม่ถึง ว่าเ้าหญิงจะคิดทำอะไรแบบนี้เพื่อเขาชายหนุ่มกุมมือหญิงสาวอย่างอ่อนโยนและคลี่ยิ้มหวาน
“ข้าได้กินไปแล้วล่ะครับ สิ่งที่หวานล้ำที่สุดเหมือนได้เติมพลัง สดชื่นขึ้นมากทีเดียว”
เขาเอียงศีรษะ ซบหน้าลงบนบ่าบอบบาง กล่าวกระซิบแ่เบาตรงข้างหูให้ดวงพักตร์เ้าหญิงขึ้นสีระเรื่อน่ามองยิ่งขึ้น
“แล้วถ้าข้าจะขออะไรอีกสักอย่าง...ได้ไหมครับ”
“อ... อะไรหรือ” เสียงนางเริ่มสั่นอย่างประหม่า ที่เคยคิดว่าจะมองเขาเป็เพียงเด็กกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย
“ขอนอนหนุนตักได้ไหมครับ”
“ได้สิ!”
สการ์เล็ตยิ้มอย่างฝืดฝืนให้ชายหนุ่มที่ทำเป็ไม่รับรู้อาการเขินอายของนางพลางจัดแจงท่านั่งให้เขาหนุนนอนได้สบาย เ้าหญิงเอื้อมมือออกไปช่วยลดผ้าคลุมศีรษะของจอมเวทลงขณะเขาโน้มตัวมาใกล้ทว่าชายหนุ่มกลับรั้งมือนางเอาไว้เป็เชิงห้าม
“ไม่เป็ไร ตรงนี้จะไม่มีใครเห็นผมของเ้าหรอก”
เขายังคงลังเล กระทั่งจ้องสบกับดวงตาสีทับทิมที่นุ่มลึกและอ่อนโยนผ้าคลุมศีรษะลดลงอย่างเชื่องช้า เผยเส้นผมหงอกขาวยาวระถึงบ่าปลิวสยายตามกระแสลมแห่งท้องทะเล
เรมิเรสซบหน้าลงบนตักอุ่นแล้วหลับตารู้สึกผ่อนคลายไปกับมือที่ลูบศีรษะเขาอย่างแ่เบา เขาไม่ชอบที่ถูกนางปฏิบัติด้วยเหมือนเป็เด็กอยู่ร่ำไปแต่ไม่ได้รังเกียจอะไร เพราะก็มีแต่นางที่ใส่ใจเขาถึงเพียงนี้
“เรมี่...” สการ์เล็ตเอ่ยเสียงเบา ยังคงลังเล แต่ก็คิดว่าเป็โอกาสดีที่จะถาม “เ้าอยากกลับมาอยู่ที่เรสทอเรียไหม”
พ่อมดเงียบ ไม่ตอบคำ นางรู้ว่าเขายังไม่ได้หลับจึงพูดต่อ
“ถ้ากลัวไม่มีงานทำ กลับไปประจำในปราสาทก็ได้ท่านพี่คงยินดีถ้าเ้ากลับไปอยู่กับพวกเรา”
จอมมนตราััมือข้างที่ว่างอยู่ของเ้าหญิงกุมมาแนบใบหน้าไว้
“ท่านจำเื่ที่ยังมีข้าอีกคนได้ไหม”
“อืม... จำได้สิอาจารย์ของเ้าอธิบายเื่บุคลิกที่สองของเ้าให้ข้าฟังั้แ่ปีก่อนแล้ว”
นางนึกออกจนได้ และรู้คำตอบของเรมิเรสได้ทันที
“ถ้าข้ายังรักษามันไม่ได้ข้าก็ไปจากกิลด์มิสทิคนาน ๆ ไม่ได้ มันอันตรายต่อผู้อื่นเกินไป ขอโทษด้วยครับ”
สการ์เล็ตรับคำในลำคอ เขากระชับมือนางแน่นขึ้นและเอ่ยประโยคต่อมา
“สักวัน...เมื่อข้าเป็ปกติดีแล้วข้าจะกลับไป...เพื่ออยู่เคียงข้างท่านอย่างแน่นอน”
“ข้าจะรอ”
ดั่งเช่นเคย...
เ้าหญิงยิ้มตอบ แม้พ่อมดไม่ได้หันขึ้นมามอง
เขาจึงไม่อาจเห็น ว่าดวงตาของนางไม่ได้ยิ้มไปด้วย
สการ์เล็ตไม่ชอบคำนั้นเอาเสียเลย
คำว่า ‘สักวัน’ ที่มันช่างฟังดูห่างไกล
คำว่า ‘สักวัน’ ที่เหมือนว่ามันจะไม่มีทางมาถึง