ตอนที่สิบสี่
หอตำราของวังหลวง
เบื้องหน้าคืออาคารสูงตั้งตระหง่านเด่นเป็สง่าโดยรอบๆนั้นมีทหารยามเดินไปมาเพื่อเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา หลิงเฉินที่อำพรางกายอยู่ได้เดินตรงเข้าไปที่ประตูบานใหญ่ที่เป็ทางเข้าของหอตำรา
เขาหยุดลงตรงด้านหน้าก่อนจะหรี่ตาเล็กลงเพื่อมองสังเกตุไปที่ประตูทางเข้า มันมีการลงอักขระเอาไว้
มันอักขระระดับสีเขียวที่เอาไว้ป้องกันผู้บุกรุก เขาผู้ใดเปิดเข้าไปโดยไม่คายอักขระเสียก่อนผู้ที่เป็ผู้ลงอักขระเอาไว้จะรู้ตัวทันที
แต่มันชั่งน่าสมเพชเสียจริงๆเป็ถึงวังหลวงของแคว้นิแต่กลับมีเพียงแค่ระดับสีเขียวเป็การป้องกัน
หลิงเฉินยกมือข้างขวาของตนเองขึ้นมาก่อนจะยื่นไปัักับประตูทางเข้า ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นอักขระสีเขียวก็ถูกคายออกอย่างง่ายดาย
เด็กหนุ่มยกยิ้มที่มุมปากอย่างภาคภูมิใจ เมื่อสามารถคายอักขระได้สำเร็จหลิงเฉินก็สามารถเข้าด้านในได้อย่างง่ายดาย
ด้านในเป็หอตำราขนาดใหญ่ที่มีชั้นหนังสือสูงกว่าหัวมากมายตั้งเรียงรายกันจนเป็เขาวงกต หลิงเฉินที่สามารถลอดเข้ามาได้แล้วเขาคายอักขระอำพรางกายของตนเองออก ในหอตำรานี้ด้านในไม่มีทหารเดินเฝ้าเช่นด้านนอกเขาไม่จำเป็ต้องคงอักขระอำพรางกายเอาไว้เพื่อให้สิ้นเปลืองพลังิญญาโดยสูญเปล่า
ภายในเขาวงกตหนังสือที่เต็มไปด้วยความมืดหลิงเฉินไม่รอช้าเขารีทำตามจุดประสงค์ของตนเองทันที เขาจุดเปลวเพลิงเล็กๆจากพลังของอักขระเพื่อให้แสงสว่างในการเดินหา
ด้านในนี้มีหนังสือมากกว่าหนึ่งแสนเล่มหลากหลายชนิดมิได้มีเพียงแค่ตำราทักษะเพราะที่อยู่ในนี้มันมีั้แ่หนังสือความรู้จนทั่วไปถึงระดับตำราอักขระที่หาได้ยาก
ในจำนวนหนังสือหนึ่งแสนเล่มนี้หลิงเฉินต้องเลือกทักษะที่ดีๆออกไปสักเล่มสองเล่มเพื่อใช้เป็พื้นฐานในการเริ่มฝึกฝนทักษะต่างๆ
หลิงเฉินลองเดินเลือกหาตำราที่ตนเอง้าอยู่เกือบจะครึ่งชั่วยาม แม้ว่าเขาจะพบเจอทักษะมากมายที่ผ่านตาไปแต่มันก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจหลิงเฉินได้เลยสักนิด จนกระทั่งเขามาพบเจอเข้ากับตำราเล่มหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือขนาดใหญ่
ที่หลิงเฉินสังเกตุเห็นมันเพราะว่าเขามองเห็นว่าตำราเล่มนั้นมีสีปกที่แตกต่างจากตำราเล่มอื่น โดยตำราเล่มนั้นมีปกที่เป็สีดำสนิทด้วยความสงสัยหลิงเฉินจึงอดใจไม่ไหวที่จะหยิบมันขึ้นมาดู
สองตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อเขาเห็นเห็นตัวอักษรที่ถูกเขียนอยู่บนหน้าปกของตำราเล่มสีดำในมือ ‘ ทักษะเก้าชีพจร ’
เมื่อได้เห็นชื่อของตำราทักษะเล่มนี้หลิงเฉินรู้ได้ทันทีว่ามันคือตำราทักษะระดับสีแดง ทักษะเก้าชีพจร เป็ทักษะระดับสีแดงที่มันน่าจะหายไปจากใต้หล้าั้แ่ก่อนเขาเกิดเสียอีกเหตุใดมันถึงมาอยู่ที่หอตำราของวังหลวงแคว้งิได้ แล้วเมื่อมองดูสภาพของตำราก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ได้มีผู้คนหยิบจับมานาน
ความพิเศษของ ทักษะเก้าชีพจร มันหลิงเฉินรู้ดีที่สุดในภพก่อนของเขาหลิงเฉินได้ยินชื่อของทักษะนี้แต่เขาก็มิมีโอกาสได้ฝึกฝนมัน ไม่นึกเลยว่าบัดนี้โชคจะเข้าข้างเขาแล้ว
ทักษะเก้าชีพจร ที่เป็ทักษะระดับสีแดงมันเป็ทักษะที่จะสร้างแก่นพลังิญญาขึ้นมาใหม่แล้วเก็บมันเอาไว้ในส่วนลึกของแก่นพลังิญญา โดยผู้ที่ฝึกฝนทักษะเก้าชีพจรในยุคเก่ากล่าวเอาไว้ว่าแม้จะโดนสังหารก็สามารถเกิดใหม่ขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยแก่นพลังิญญาที่สร้างขึ้นมาใหม่จากทักษะเก้าชีพจร
โดยผู้ที่ฝึกฝนทักษะนี้ไปถึงขั้นสูงสุดสามารถสร้างแก่นพลังิญญาเก็บเอาไว้ได้ถึงเก้าแก่นพลังิญญา พูดให้เข้าใจง่ายก็คือการมี 9 ชีวิต ทักษะเช่นนี้จะไม่ให้พิเศษได้เช่นไร สามารถเกิดใหม่ได้ถึง 9 ครั้ง
เมื่อเทียบกันแล้วแม้ว่า ทักษะเก้าชีพจร และ ทักษะกายาเทวะ ของแม่ทัพใหญ่ของแคว้นิผู้นั้นแม้ว่าจะเป็ทักษะระดับสีแดงเช่นเดียวกันแต่ว่า ทักษะเก้าชีพจร มีความล้ำค่าเป็ต่ออยู่มากพอสมควร
ทักษะกายาเทวะเมื่อฝึกฝนถึงขั้นสูงก็สามารถป้องกันคมอาวุธที่แฝงพลังิญญาได้ แต่เมื่อพบเจอกับคมอาวุธที่ถูกเพิ่มด้วยทักษะพิเศษระดับสูงคงจะทนไม่ไหว
หลิงเฉินยกยิ้มด้วยความดีใจก่อนที่เขาจะเก็บตำราเข้าไปภายเสื้อของตนเอง มันมิได้เทียบแค่นั้นหลิงเฉิน้าตำราทักษะประเภทโจมตีอีกหนึ่งเล่มเขาจึงเริ่มเดินหาต่อ ไม่นานนักหลิงเฉินก็พบเข้ากับตำราอีกเล่มหนึ่ง
ตำราทักษะยุทธที่หน้าปกเป็สีแดงมันถูกวางเรียงต่อกันอยู่บนชั้นหนังสือ หลิงเฉินสังเกตุเห็นมันก่อนที่เขาจะหยิบมันลงมาเพื่อดู ‘ ทักษะฝ่ามือเปลวเพลิง ’
“ ฝ่ามือเปลวเพลิง… ” หลิงเฉินกล่าวออกมาด้วยความงุนงงก่อนที่จะเริ่มเปิดดูภายในตำรา เขาเปิดดูหน้าแรกๆของตำราเพื่อดูว่าพื้นฐานของตำราเล่มนี้เป็เช่นไร
“ ข้าเอาเล่มนี้แหละ ”
หลิงเฉินตัดสินใจได้ว่าเขาจะเอาตำราทักษะเล่มนี้ไปฝึกฝนหลังจากที่ได้เปิดดูเนื้อหาของทักษะนี้ มันเป็ตำราทักษะยุทธระดับสีฟ้าที่มิได้พิเศษมากนักแต่ที่หลิงเฉินเลือกมันเพราะว่ามันเป็ทักษะที่ฝึกฝนได้ง่ายและพัฒนาได้รวดเร็วถึงแม้จะมิได้มีความพิเศษอันใด
อีกอย่างเขาเองก็ไม่เคยปะทะกับผู้ที่ฝึกฝนทักษะนี้มาด้วยเขาเลยลองเลือกที่จะเสี่ยงกับมันดู เด็กหนุ่มเก็บตำราทักษะฝ่ามือเปลวเพลิงเข้าไปภายในอาภรณ์ที่ตนเองสวมใส่อยู่
“ เพียงแค่นี้ก็พอแล้วถ้าอยู่นานกว่านเดี๋ยวจะมีคนเห็นเอา ” หลิงเฉินได้สลักอักขระอำพรางกายลงที่ร่างของตนเองอีกครั้งก่อนที่จะออกจากหอตำราที่เปรียบดังเขาวงกตแห่งนี้ไปอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะจากไปเขาได้สลักอักขระป้องกันเช่นเดิมลงไปที่ประตูด้วยเพื่อจะไม่ให้มีผู้จับได้ว่าเขาแอบลักลอบเข้ามา
ค่ำคืนใกล้จะจบลงแล้วหลิงเฉินได้กลับไปที่โรงเลี้ยงม้าเก่าๆของตนเองเพื่อพักผ่อน
จบตอน