รถม้าของแคเรนและตระกูลอีสตันบูลวิ่งออกจากเหมืองกลับมายังคฤหาสน์อีกครั้งแดดยามสายส่องผ่านเมฆบาง ท้องฟ้าวันนี้ปลอดโปร่งไม่มีท่าทีว่าฝนจะตกเลยเบอร์นาร์ดเดินนำทุกคนเข้ามาในคฤหาสน์ก่อนกล่าวถามแคเรน
“ท่านหญิงจะอยู่ทานมื้อกลางวันด้วยกันก่อนหรือไม่ข้าให้คนจัดสัมภาระของท่านกับผู้ติดตามรวมถึงเสบียงอาหารไว้บนรถม้าแล้ว”
“วันนี้อากาศปลอดโปร่งข้าอยากเร่งเดินทางให้ถึงเมืองโซน่าโดยเร็วที่สุด่นี้เป็ฤดูฝนไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาอีกเมื่อไรน่ะค่ะ”
“ก็มีเหตุผลถ้างั้นข้าขอตัวไปจัดการเื่งานต่อ ยังไงให้อีริคไปส่งพวกท่านก็แล้วกันนะ”
แคเรนเพียงแต่โค้งศีรษะให้นิดหนึ่งเป็เชิงกล่าวลา“ขอบคุณท่านเบอร์นาร์ดมากค่ะ”
เมื่อคล้อยหลังเบอร์นาร์ดไปแล้วสาวใช้สองคนก็เดินเข้ามาหาอีริค คนหนึ่งถือดาบกับดาบสั้นในปลอกสีน้ำเงินคาดลายสีทองในมือส่วนอีกคนหนึ่งถือถาดใส่แก้วไวน์ อีริคหยิบดาบยื่นให้ไกอัส
“ข้าคืนให้เ้าดูแลดาบดีเหมือนกันนี่”
ไกอัสรับดาบมาก่อนจะชักดูคมดาบด้านในมันคมกริบเป็ประกายกล้าสีเงินแวววาว สายตาของไกอัสบ่งบอกว่าพอใจกับผลงานของอีริคจึงกล่าวขึ้น
“ขอบใจนะ”
อีริคหรี่ตามองหน้าคาร์ลอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นักแต่ก็หยิบดาบสั้นยื่นให้เขา“ของเ้า เห็นแก่ที่เ้าคอยดูแลท่านหญิงอย่างดี ข้าก็เลยให้อาวุธไว้ป้องกันตัว”
คาร์ลรับมาด้วยสีหน้างุนงงเขามองสำรวจก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับผลึกคอร์กัสซึ่งฝังอยู่บนด้ามดาบ“ไหนบอกว่าผลึกคอร์กัสเป็ของต้องห้าม ไม่ให้ใช้กับอาวุธอื่นไงคิดจะให้ข้าถูกลงโทษหรือยังไง”
“แล้วลำพังพ่อบ้านผอมแห้งอย่างเ้าถ้าใช้ดาบสั้นธรรมดาจะสู้เขาได้มั้ยล่ะ”
“แต่ผลึกนี่ไม่มีพลังควบคุมโลหะวิสทานัมบรรจุอยู่ไม่ใช่หรือ”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับท่านหญิงถ้านางยอมแบ่งพลังใส่ไว้ในผลึก เ้าก็จะใช้พลังได้”
คาร์ลพยักหน้าส่งๆก่อนเก็บดาบเหน็บไว้ที่เข็มขัดในขณะที่อีริคพยักหน้าให้สาวใช้เดินถือถาดวางแก้วไวน์มายื่นตรงหน้าแคเรน แคเรนมองดูมีดขนาดเล็กกับผ้าข้างแก้วไวน์ซึ่งเธอเข้าใจความหมายแต่กับต่างหูผลึกใสคู่หนึ่งที่วางอยู่ในถาดด้วยกันทำให้เธอแปลกใจ เธอกล่าวถามอีริค
“นี่ก็ผลึกคอร์กัสหรือ”
“ข้าให้ท่านไว้เผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน”
“ขอบคุณท่านมาก”
แคเรนกล่าวก่อนหยิบต่างหูมาเสียบที่ติ่งหูแล้วหยิบมีดสั้นกรีดลงบนฝ่ามือเบาๆ ให้พอมีเืไหลหยดลงในแก้วไวน์ได้จากนั้นจึงใช้ผ้าขาวพันแผลไว้ เธอหันไปกล่าวกับอีริค
“เ้าแน่ใจนะว่าจะดื่มมัน”
“ท่านก็อย่าทำให้ข้าเสียความมั่นใจสิข้าอุตส่าห์รวบรวมความกล้าได้แล้ว” อีริคกล่าวพลางมองหน้าไกอัสและคาร์ล “เดาว่าในที่นี้ข้าคงเป็หนูทดลองเืท่านคนแรกใช่มั้ย”
“ใช่เลยเ้าดื่มก่อนเลย” ไกอัสกล่าว“ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายก็ส่งข่าวบอกด้วย”
แคเรนหันมองไกอัสด้วยความประหลาดใจ“เ้าพูดเล่นเป็ด้วยหรือ”
ไกอัสเบิกตานิดหนึ่งท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนอยู่ๆ ก็กลายเป็ใบ้ขึ้นมา อีริคที่พึ่งดื่มไวน์หมดแก้วเห็นท่าทางของสหายก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เขาบอกกับแคเรน
“หมอนี่แค่คุยกับผู้หญิงไม่เป็เฉยๆ เดินทางกับเขาก็ไม่ต้องคิดมากนะครับ”
“อะแฮ่ม”ไกอัสกระแอมเป็เชิงปรามเพื่อนก่อนกล่าวกับแคเรน “ข้าว่าเราควรจะออกเดินทางได้แล้วครับ”
“รถม้าอยู่ข้างนอกแน่ะ”อีริคกล่าวก่อนจะเดินนำทั้งสามคนออกไปที่หน้าคฤหาสน์
ไกอัสะโขึ้นที่นั่งสารถีหน้ารถม้าในขณะที่คาร์ลเดินไปเปิดประตูรถม้า อีริคนึกบางอย่างขึ้นมาได้รีบบอกกับแคเรน
“ร้านอาวุธสาขาที่อยู่ในความดูแลของตระกูลอีสตันบูลจะมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลข้าติดอยู่ที่ป้ายชื่อร้านถ้า้าอะไรก็ส่งข่าวผ่านร้านพวกนั้นได้นะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
แคเรนกล่าวตอบก่อนจะก้าวขึ้นบันไดเข้าไปในรถม้าโดยมีคาร์ลปิดประตูให้
รถม้าวิ่งมาตามทางถนนดินปนทรายซึ่งปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้ไม่นานนักก็ผ่านเขตพื้นที่ป่ารกทึบเข้าสู่เส้นทางที่ขนาบข้างไปด้วยูเารอบบริเวณมีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นเป็ระยะต้องเดินทางข้ามูเาจึงจะเข้าสู่เขตเมืองโซน่าซึ่งตั้งอยู่ริมชายแดนได้
ตอนนี้ตะวันเริ่มคล้อยต่ำแล้วไกอัสเห็นว่าคงเดินทางไม่พ้นเขาลูกนี้ก่อนค่ำเป็แน่ เขาบังคับให้ม้าหยุดเดินก่อนจะลงจากที่นั่งข้างหน้ารถเพื่อมาถามคาร์ลกับแคเรนที่นั่งอยู่ในรถม้าผ่านช่องหน้าต่างซึ่งเปิดกระจกเอาไว้
“ข้างหน้าเป็ทางลาดลงเขาหากเดินทางตอนกลางคืนจะเสี่ยงอันตราย ข้าคิดว่าเราควรหาที่พักจนกว่าจะเช้าค่อยเดินทางต่อครับ”
“ข้าได้ยินเสียงน้ำตกบางทีอาจมีบึงน้ำตกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่” คาร์ลกล่าวก่อนมองสำรวจไปรอบๆพื้นที่ผ่านกระจกรถม้า
“ข้าจะลองหาดูเ้าดูแลท่านหญิงอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ากลับมา”
ไกอัสกล่าวก่อนจะเดินหายเข้าไปในเงาของต้นไม้ใหญ่ทางหนึ่งคาร์ลเดินลงจากรถม้าแล้วหันไปกล่าวกับแคเรน
“ท่านหญิงรออยู่ในรถม้าข้าจะคอยดูข้างนอกให้”
คาร์ลลงจากรถม้าแล้วยืนพิงอยู่หน้าประตูแคแรนเห็นท่าทางเขาแข็งขันก็พยายามชวนคุย
“ขอดูดาบสั้นของเ้าหน่อยสิที่อีริคให้มาน่ะ”
คาร์ลดึงดาบสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาแล้วยื่นให้แคเรนเธอรับมามองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มือแตะััลงบนผลึกคอร์กัสแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงของคาร์ลเตือนเธอ
“อย่าเชียวนะท่านหญิงไม่งั้นข้าถูกลงโทษแน่”
“ทำไมล่ะมีแต่เ้ากับข้าแล้วก็ไกอัสที่รู้ ข้าเชื่อว่าไกอัสไม่ใช่คนขี้ฟ้องหรอก”
“การที่องค์ราชินีไม่ยอมให้ใครรู้ว่าผลึกคอร์กัสสามารถกักเก็บพลังของราชวงศ์ได้ก็เพราะกลัวว่าจะมีคนวางแผนร้ายหาประโยชน์จากผลึกคอร์กัสและแน่นอนว่าความปลอดภัยขององค์ราชินีก็จะสั่นคลอนไปด้วยการที่ท่านเบอร์นาร์ดบอกว่าทำไม่ได้ คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดครับ”
แคเรนได้ยินก็ล้มเลิกความตั้งใจแล้วจึงยื่นมีดคืนให้คาร์ลก่อนถามเขา
“ทำไมเ้าถึงเป็ห่วงข้าขนาดนี้ล่ะ”
คาร์ลรับดาบสั้นกลับมาทันใดดาบยาวในมือปริศนาก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาจากด้านข้างตรงมาทางเขาในระยะสองร้อยเมตรั์ตาของคาร์ลเปลี่ยนเป็สีแดงเืควบคุมคมดาบนั้นให้สลายกลายเป็ลูกเหล็กแล้วพุ่งกลับเข้าใส่ผู้ที่หันดาบใส่เขาราวกับะุรัวยิงทะลุร่างอีกฝ่ายจนพรุน
แคเรนเบิกตากว้างด้วยความใคาดไม่ถึงว่าคาร์ลจะมีพลังควบคุมโลหะได้ คาร์ลชักดาบสั้นออกจากฝักไม่ได้สนใจแคเรน เพราะมือสังหารที่ควรจะตายด้วยะุชุดใหญ่เมื่อสักครู่นี้กลับลุกขึ้นวิ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง
“กองทัพะ”คาร์ลกล่าวพลางก้มหยิบถุงผ้าซึ่งห้อยอยู่ที่เข็มขัดแต่ถูกอีกฝ่ายกระโจนเข้าใส่เสียก่อน
คาร์ลเปลี่ยนคมมีดสั้นที่อีริคให้มาเป็ลูกเหล็กพุ่งเข้าใส่มือสังหารคนหนึ่งจนล้มลงแน่นิ่งไปดูเหมือนโลหะวิสทานัมจะสร้างความเสียหายกับร่างกายได้มากกว่าโลหะธรรมดา คาร์ลไม่ทันสังเกตเห็นมือสังหารอีกคนที่ะโขึ้นไปอยู่บนหลังคารถม้ามันมีพละกำลังมากดูจากรอยค้อนทุบบนหลังคาไม้ของรถม้าที่เริ่มทะลุเป็รูคาร์ลรีบเปิดประตูรถม้าแล้วดึงตัวแคเรนลงมา
เมื่อมือสังหารที่อยู่บนหลังคารถม้าเห็นแคเรนออกจากรถม้าไปแล้วมันก็ะโลงจากหลังคามาดักหน้าทั้งคู่เอาไว้ ในขณะที่คาร์ลควบคุมลูกเหล็กให้กลับมารวมตัวเป็คมดาบสั้นอีกครั้ง
คาร์ลดันตัวแคเรนให้ถอยไปอยู่ด้านหลังเขาก่อนจะใช้มีดสั้นจ้วงแทงไปที่ท้องของมือสังหาร มันะโหลบไปข้างหลังได้ทัน ทันใดคมดาบก็เปลี่ยนรูปร่างเป็ลูกเหล็กหลายลูกยิงเข้าใส่ร่างของมันจากด้านข้างภายใต้การควบคุมของคาร์ลลูกเหล็กฝังเข้าที่ขมับสองข้าง เจาะเข้าที่สีข้าง และขาทั้งสองข้างของมันจนล้มลงในที่สุด
“ว้าย”เสียงกรีดรองของแคเรนดังขึ้นจากด้านหลังคาร์ลเขารีบหันไปดูจึงเห็นมือสังหารอีกคนที่นอนแน่นิ่งอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้กำลังยันตัวลุกขึ้นมันหันคมมีดสั้นอีกเล่มที่พกมาด้วยแทงใส่แคเรน คาร์ลใช้พลังไม่ทันจึงใช้ร่างของตัวเองเข้ารับมีดแทนเธอ