ภายในทุ่งหญ้าเด็กหนุ่มผมสีดำในชุดผ้าฝ้ายกำลังเดินหลับตาปล่อยให้สายลมอ่อนปะทะใบหน้า
ชื่อของเขา “ลูคัส เรน” ลูคัสเป็เด็กกำพร้าที่ถูกคุณตาชาวนาท่านหนึ่งอุปการะไว้ ย้อนไปสิบกว่าปีคืนนั้นฝนตกหนักตะกร้าใบใหญ่ถูกวางไว้หน้าประตูบ้านภายในนั้นมีทารกชายถูกห่อตัวด้วยผ้ากํามะหยี่สีแดง ดวงตาสีฟ้าอ่อนตัดกับผิวขาวใสจ้องชายชราอย่างไร้เดียงสา
มีจดหมายวางอยู่ข้างตัวทารกฉบับหนึ่งมีใจความว่า“โปรดดูแลเขาให้ดี” เมื่อสอบถามไปทั่วหมู่บ้านอยู่หลายวันก็ไม่พบเบาะแสใดใดคุณตาชาวนาจึงตั้งชื่อให้เขาว่า“ลูคัส” เนื่องจากพบกันในวันที่ฝนตกหนัก “เรน” จึงกลายเป็นามสกุลสมมุติของลูคัสั้แ่นั้นเป็ต้นมาแม้จะมีฐานะค่อนข้างยากจนแต่ชายชราก็เลือกที่จะมอบความรักและเลี้ยงดูเด็กชายเป็อย่างดี
ครั้งหนึ่งลูคัสมีไข้ตัวร้อนราวกับไฟ เพื่อจะหาหมอเขาต้องนำเด็กน้อยใส่เกวียนแล้วลากออกไปเป็ระยะทางกว่าสองไมล์ครึ่งชายชราถึงกับขายสร้อยมุกของดูต่างหน้าสิ่งสุดท้ายจากภรรยาผู้ล่วงลับเพื่อเป็ค่ารักษาให้กับเด็กน้อย
“อาเธอร์เด็กคนนี้ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางสายเืกับคุณเลย”หมอพูดออกมาหลังจากทำการรักษาเสร็จ
ชายแก่ตอบเพียงสั้นๆว่า “เด็กคนนี้คือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตผม”
ลูคัสแอบได้ยินการสนทนานี้เข้าพอดี ตอนแรกเขารู้สึกใมากไม่นานนักความใก็สลายไป ด้วยความรักและผูกพันที่อาเธอร์มีให้กับตัวเขามาตลอดนั้นทำให้เด็กชายเลือกที่จะไม่ใส่ใจในเื่นี้
อาเธอร์ไม่ย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น เพราะความห่วงว่าหากญาติลูคัสย้อนกลับมาจะหาตัวเขาไม่พบ
ทำให้ระยะเวลากว่าสิบปีสองคนตาหลานอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมิลล์ดินแดนทางตอนเหนือของทวีปวู้ดส์แลนด์อย่างเรียบง่ายอย่างน้อยลูคัสก็ยังโชคดีที่ได้เรียนเขียนอ่านที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหมู่บ้านมิลล์
บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน
“ลูคัสเธอเกิดมาจากหินจริงๆเหรอ” เด็กสาวผมม้าคนหนึ่งมองหน้าเขาก่อนถามออกมาอย่างใสซื่อ
เธอคนนี้มีชื่อว่าเมซ่าเป็เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเด็กชายเธอมักสงสัยเื่หน้าตาของลูคัส
เพราะเขามีเส้นผมสีดำและใบหน้าละม้ายชาวตะวันออกและมีดวงตาสีฟ้าแบบชาวตะวันตก
ทำให้เด็กสาวชอบซักถามแบบนี้ออกมาเป็ประจำ
“ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว” ลูคัสตอบอย่างร่าเริงแต่ในใจกลับรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูกตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจะแปลกแยกจากคนอื่น
ตนทั้งไม่มีพ่อและแม่ นอกจากเป็คนที่รูปร่างเล็กราวกับเด็กผู้หญิงหน้าตาก็ยังไม่เหมือนเด็กคนอื่นอีกด้วย
ในเวลากลางคืนสองตาหลานอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ผุพัง
“อาเธอร์หากผมโตขึ้นหน้าตาผมจะเปลี่ยนไปจนเหมือนเด็กคนอื่นๆหรือเปล่า”เด็กชายถามด้วยความใสซื่อ
“หลานก็เห็นนักเดินทางที่แวะเวียนมาในหมู่บ้านหนิบางคนก็มีหน้าตาคล้ายกับหลานเลยนะ”อาเธอร์กล่าวออกมา
“แต่ไม่มีใครตาสีฟ้าเหมือนผมเด็กคนอื่นเรียกผมว่าพวกครึ่งบกครึ่งน้ำ” เด็กชายน้อยใจ
“ดวงตาหลานสวยมากจนพวกเขาอิจฉามันยังไงล่ะดังนั้นไม่ต้องสนใจเมื่อหลานโตขึ้นจนได้มีโอกาสเดินทางไปนอกหมู่บ้านก็จะพบว่าผู้คนทั่วไปก็มีหน้าตาไม่ต่างจากหลานนั่นแหละ”อาเธอร์กล่าวปลอบใจเพราะคนส่วนใหญ่ใน
หมู่บ้านมิลล์มีหน้าตาผิวพรรณไปทางชาวตะวันตก
“อาเธอร์พ่อแม่ไม่้าผมเหรอครับ พวกเขาจึงทิ้งผมเอาไว้ที่นี่” ลูคัสซุกตัวในผ้าห่มที่มีรอยปะ
“พ่อแม่แค่ฝากเธอเอาไว้ต่างหากล่ะเดี๋ยวพวกเขาก็มารับกลับนี่ไงมีผ้าสีแดงฝากถึงเธอด้วย” อาเธอร์พยายามพูดปลอบใจ
“หากพวกเขาไม่มาล่ะผมขอออกไปตามหาพวกเขาได้ไหมครับ” เด็กชายถามด้วยความคาดหวัง บทสนทนาส่วนใหญ่ล้วนเป็แบบนี้ตลอดแทบทุกคืนหลังเด็กชายรู้ความจริง
จุดเปลี่ยนของชีวิตได้มาถึง ครึ่งปีก่อนในคืนวันเกิดครบรอบอายุสิบเอ็ดของลูคัส
ณโบสถ์หมู่บ้านมิลล์
“ชิ พวกคนจนอยากจัดงานวันเกิด”โกโก้เด็กชายผู้เป็หัวโจกประจำหมู่บ้านเอ่ยขึ้น เด็กทั้งสองมีวันเกิดวันเดียวกันจึงต้องมาจัดพร้อมกันที่โบสถ์แบบนี้
“อาเธอร์จริงๆผมไม่ต้องมีงานวันเกิดก็ได้”เด็กชายรู้สึกได้ถึงสายตาดูแคลนของผู้คนโดยรอบ
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มมีความสุขของผู้เป็ตาตนจึงต้องฝืนใจทำเป็ร่าเริงเข้าไว้ภายในงานเด็กทุกคนในหมู่บ้านล้วนมาร่วมงาน พวกเขามาเพราะโกโก้ไม่ใช่ลูคัสอย่างน้อยก็ยังมีเมซ่าที่ยังคุยกับเด็กชายอย่างสนุกสนานเช่นเคย
“สุขสันต์วันเกิดนะหลานรัก”อาเธอร์ถือเค้กเดินมาช้าๆ เด็กชายยืนมือประคองเค้กมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ในขณะที่เขากำลังจะเป่าเค้กนั้น
“นี่แนะแกไม่สมควรกินมันหรอก”เค้กถูกมือเล็กของโกโก้ปัดตกพื้น
อาเธอร์ปกติเป็คนใจดีอยู่ตลอดยังรู้สึกโกรธ“เ้าหนุ่มเป็เพื่อนกันทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย”
“ใครจะอยากเป็เพื่อนกับคนยากจนอย่างพวกแก”โกโก้ยืนกอดอกก่อนหัวเราะกับเหล่าเด็กคนอื่น เขารู้อยู่แล้วว่าตาแก่
อาเธอร์ไม่กล้าตีตนแน่นอนเพราะครอบครัวของโกโก้เป็คนรับซื้อพืชผลการเกษตรจากอาเธอร์
อาเธอร์หันมองมายังร่างหลานชายด้วยแววตาซับซ้อนสำหรับเด็กอายุสิบเอ็ดขวบนี่นับเป็เื่ใหญ่ ชายแก่ย่อตัวลงเพื่อจะสบตากับลูคัสที่กำลังยืนตัวสั่นเทา
“โกโก้ขอโทษเดี๋ยวนี้แกขอโทษอาเธอร์เดี๋ยวนี้เลย” ลูคัสแผดเสียง เด็กชายไม่ได้โกรธเื่ถูกปัดเค้กตกพื้นแต่โกรธที่โกโก้พูดจาเหยียดหยามอาเธอร์
“ไม่”เด็กชายผิวคล้ำที่ตัวโตกว่าหัวเราะร่า เด็กทุกคนเองก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ลูคัสเช่นกันแม้แต่เหล่าผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานเองก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบห้องเริ่มอุ่นขึ้นแสงสีส้มจางๆปรากฏขึ้นบนหน้าอกซ้ายของเด็กชาย อาเธอร์ที่อยู่ใกล้สุดเห็นมันเป็คนแรก
“ทุกคนออกจากที่นี่เร็วไฟกำลังจะไหม้” เมื่อได้ยินเสียงเตือนทุกคนรีบวิ่งหนีออกจากโบสถ์กันอย่างอลหม่าน
ฟู่วววมีเปลวเพลิงพวยพุ่งลุกท่วมขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ชาวบ้านล้วนหาน้ำมาสาดดับไฟกันจ้าละหวั่น
ทำให้ไม่นานโบสถ์ก็เหลือเพียงแต่เศษซาก นี่เป็คืนสุดท้ายที่ลูคัสได้เห็นอาเธอร์
ในคืนนั้นมีเพียงโกโก้ที่เป็พยานผู้เห็นเหตุการณ์เขาฟ้องทุกคนว่าลูคัสเป็ปีศาจแปลงกายมาก่อนจะเริ่มเสกไฟเผาทุกคนพวกผู้ใหญ่ล้วนเห็นตรงกันว่าโกโก้คงใจนเกิดอาการช๊อกและตัดสรุปว่าสาเหตุเป็เพราะเทียนหล่นกระทบพื้นไม้ทำให้ติดไฟก่อนลุกลามไปทั่วโบสถ์พวกเขาฟันธงว่าอาเธอร์เสียชีวิตแล้วในกองเพลิงเพราะมีแหวนเหล็กวงหนึ่งที่ชายแก่พกติดตัวเป็ประจำตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
หลังจากงานศพขณะที่ลูคัสนั่งอยู่บริเวณลานกลางหมู่บ้านเขาได้แต่โทษตัวเองที่อาเธอร์ตายเพราะเป็ความผิดของตนแม้จะไม่มีใครทราบแต่ตัวเองรู้ดี ไฟนั่นอยู่ดีๆก็พุ่งออกมาจากร่างเขาอย่างหยุดไม่ได้หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สติอีกเลยเมื่อตื่นมาอีกครั้งเหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้วถึงสองวันตอนนี้แม้แต่เมซ่าเองก็ไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเขา
“ไอ้ปีศาจแกฆ่าคนนี่แหนะๆ”ผลไม้เน่าถูกขว้างปาจากเด็กรุ่นเดียวกัน ลูคัสทำได้เพียงปัดป้องเพราะไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มอีก
หลังจากไม่มีอาเธอร์ลูคัสต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองโชคดีที่คุณป้าร้านดอกไม้รับเขาไว้ช่วยงานทำให้เด็กชายยังพอมีเงินซื้ออาหารประทังชีวิต
บางครั้งที่เด็กชายไม่มีเงินก็จะไปขอแบ่งเศษอาหารจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหมู่บ้านมิลล์เ้าหน้าที่ล้วนใจดีกับเขาเป็อย่างมาก ทุกครั้งที่มีงานจิปาถะก็จะเรียกลูคัสไปทำแล้วจ่ายค่าแรงให้เป็การตอบแทน
เวลาไหลผ่านไปอีกปีเมื่อตัวลูคัสใหญ่ขึ้นเขาจึงออกรับจ้างแบกหามและผ่าฟืนเพื่อเก็บออมเงินไว้วันละนิด
่เวลาเย็น
เด็กชายใส่ชุดผ้าฝ้ายกำลังลากเกวียนที่บรรทุกฟืนไว้เต็มคัน
“ไอ้ปีศาจอย่ามาเดินผ่านหน้าบ้านข้า”หินเล็กใหญ่ถูกขว้างปาใส่ทุกครั้งที่เดินผ่านบ้านโกโก้หัวโจกประจำหมู่บ้าน
ตอนนี้ไม่มีใครในหมู่บ้านมิลล์อยากคบหากับลูคัสอีกแล้วแต่เด็กชายก็ไม่ใส่ใจเพราะสักวันเขาจะออกไปจากที่นี่
ทุกคืนก่อนนอนเด็กชายจะนับเศษเหรียญที่ได้จากการทำงานก่อนหยิบผ้ากํามะหยี่สีแดงที่มีสัญลักษณ์แปลกๆขึ้นมาวิเคราะห์ ตอนนี้เขามีเป้าหมายในใจลูคัส้าจะออกเดินทางเพื่อตามหาเบาะแสของครอบครัวที่แท้จริง
แต่แล้วในคืนครบรอบวันเกิดปีที่สิบสี่ของลูคัสกระท่อมไม้หลังเก่าอาบไล้ไปด้วยแสงสีฟ้าส่องสว่างราวกับเป็เวลากลางวัน มีร่างหนึ่งกำลังกำหมัดแน่นหากสังเกตดีๆจะพบว่าที่ดวงตาทั้งสองกำลังคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความปีติเด็กชายกำลังััถึงพลังที่อัดแน่นจากกล้ามเนื้อทุกส่วนภายในร่างกายตอนนี้เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
ตนจึงได้ทำการทดสอบโดยเลือกต้นไม้ใหญ่ที่อยู่หลังกระท่อมก่อนใช้หมัดขวาชกออกไปเต็มแรงโผล่ะ! กำปั้นของเด็กชายฝังทะลุเข้าไปในลำต้นนี่เป็สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตั้แ่เกิดมา เขากำลังััถึง “พลังปราณ” ที่วนเวียนอยู่รอบๆตัวได้
เด็กชายเก็บความยินดีเอาไว้ก่อนรีบนำข่าวไปบอกกับหัวหน้าหมู่บ้านเมื่อชายชราผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านทราบก็มีอาการตกตะลึงเป็อย่างมาก นี่เป็สิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนใฝ่ฝันเพราะคนที่ััถึงพลังปราณได้บุคคลผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนลูคัสเลื่อนสายตาไปทางทิศตะวันออกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะออกจากหมู่บ้านในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
หลังการสถาปนาราชวงศ์เจียงศักราชใหม่ถูกบัญญัติขึ้นการเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงจะได้รับความเคารพจากผู้คน ส่วนมนุษย์ที่ไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้จะถูกเรียกว่า“พลเมืองประเภทสอง” อาเธอร์และคนอื่นในหมู่บ้านมิลล์ล้วนเป็พลเมืองประเภทสองทั้งสิ้น
เวลานี้ตัวเขาแตกต่างออกไปดังนั้นลูคัสมีเป้าหมายแรกคือการยกสถานะตัวเองด้วยการเป็ “ผู้ฝึกตน” อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ต้องมากังวลเื่ปากท้องในอนาคต หากวันใดแข็งแกร่งขึ้นตนจะออกตามหาครอบครัวให้พบลูคัสยังเชื่อว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างทำให้พ่อหรือแม่ไม่สามารถมารับตัวเขากลับไปได้
หลังจากนั้นเด็กชายร่างผอมจึงใช้เวลาเกือบครึ่งปีทำงานอย่างหนักหาค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางสู่เมืองหลวง
จักรวรรดิแบริ่งเพื่อก้าวลงสมัครคัดเลือกเข้า “สถานศึกษาอีเดน”
เคยมีคำกล่าวว่า “สถานศึกษาอีเดนคือ์ของเหล่านักสู้”เพราะคนที่สอบผ่านได้เข้าเป็ศิษย์ของสถานศึกษาจะได้รับทั้งชื่อเสียงเกียรติยศและตลอดระยะเวลาสามปีที่ทำการฝึกฝนบ่มเพาะพลังอยู่ในสถานศึกษาจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดเพิ่มเติมทั้งสิ้น
ทางสถานศึกษาอีเดนจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ปีละครั้งกำหนดเวลารับสมัครจะถูกประกาศออกไปล่วงหน้าเป็ระยะเวลาสามเดือน คุณสมบัติเบื้องต้นผู้สมัครจะต้องมีอายุั้แ่13-18 ปี
เวลานี้เมื่อลูคัสนึกขึ้นได้ว่าตนเองใช้เวลาเดินเล่นในทุ่งหญ้านี้นานเกินไปเด็กชายเอื้อมมือไปล้วงกระเป๋าหนังใบเล็กด้านหลังเอวเพื่อหาแผนที่
“นี่ก็ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่” เด็กชายง่วนอยู่กับกระเป๋าหนังคาดเอวด้านหลัง
แม้กระเป๋าหนังสัตว์ใบนี้จะเล็กแต่ตัวกระเป๋าถูกสั่งทำพิเศษด้านในมีพื้นที่กว้างราวกับตู้เสื้อผ้าสามารถจุของไว้ด้านในได้เป็จำนวนมาก เมื่อทราบเป้าหมายของลูคัสผู้นำหมู่บ้านจึงรวบรวมทุนทรัพย์จากสมาชิกเพื่อซื้อกระเป๋าหนังใบนี้ให้เป็ของขวัญอำลาลูคัสรู้ดีว่าผู้นำหมู่บ้านทำแบบนี้ก็เพื่อเสี่ยงดวง การสร้างบุญคุณกับอนาคตกับผู้ฝึกตนเป็ทางเลือกที่คุ้มค่า
จุดที่ลูคัสกำลังยืนอยู่นี้มีชื่อว่า“ทุ่งหญ้าสายรุ้ง” มีความยาวรวมสิบสองไมล์ แม้ไม่เคยจากออกจากหมู่บ้านเลยสักครั้งแต่เด็กชายก็ทำการบ้านมาเป็อย่างดี เขาเริ่มออกวิ่งไปด้านหน้าตามทิศทางของแผนที่
เมื่อเข้าสู่่เวลาสายชานชาลาฮาบี้เริ่มปรากฏในครรลองสายตา
พ่อค้าแม่ค้ากำลังขายของบรรยากาศโดยรอบดูคึกคักจุดสะดุดตาคือ “รถลาก” ทำจากโลหะจอดเรียงรายอยู่สิบกว่าคันภายในตัวรถสามารถจุคนได้กว่ายี่สิบที่นั่งสิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า “รถลากสายสม” ส่วนสิ่งที่ใช้ลากรถนั้นก็คือ“แม่ไก่” ไก่แบบนี้มีชื่อเรียกว่า “พีเจี้ยน” เป็สายพันธุ์ที่พัฒนามาจากไก่ธรรมดาจนกลายเป็สัตว์อสูรระดับหนึ่งโดยเมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดเทียบเท่ากับวัวเลยทีเดียว
พีเจี้ยนเป็สัตว์อสูรที่เป็มิตรมันมีความอดทนและความเร็วเป็เลิศจึงนิยมถูกนำมาเป็สัตว์ลากรถ แม้ว่าลูคัสจะเคยได้ยินคำบอกเล่าในบาร์จากเหล่านักเดินทางแต่พอได้มาเห็นกับตาก็อดทึ่งเสียไม่ได้
ลูคัสเดินแทรกผ่านฝูงชนไปช้าๆ
“คันนี้เตรียมจะออกเดินทางเข้าป่ามีมี่แล้วเตรียมตัวได้เลย”“เมืองแห่งทรายใครจะไปมาคันนี้เลยจ้า”
แต่ละจุดที่ผ่านล้วนมีเสียงเจื้อยแจ้วจากพนักงานคอยร้องเรียกผู้โดยสารอยู่ตลอดเวลา
เด็กชายรู้สึกตื่นตาตื่นใจ “นี่สินะที่เรียกว่าการผจญภัย”
ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงรถลากที่มีคนมุงเยอะเป็พิเศษมีอักษรตัวใหญ่ระบุว่า
“ปลายทางเมืองโคลเวอร์”
“ข้าขอถามหน่อยรถคันนี้กำลังจะเดินทางไปที่ใด”ลูคัสเดินผ่านนักเดินทางที่แต่งกายด้วยชุดแบบชาวตะวันออก ชายคนนั้นกำลังยืนคุยกับพนักงานอยู่
สิ่งที่ใช้สื่อสารกันในปัจจุบันนี้เรียกว่า “ภาษารูน” ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนเพื่อลดพรมแดนด้านภาษาแต่สำเนียงการพูดของคนในโลกนี้ก็ยังแตกกันไปตามต้นตระกูลหรือภูมิภาคดังนั้นเมื่อเจอคนที่พูดว่า “เ้า ข้า ดิชั้น ตัวข้า ข้าพเ้า คุณ ผม ฉัน”อะไรก็แล้วก็ไม่ได้ต่างกันในความรู้สึกของเด็กชายนัก
“คันนี้เข้าเมืองโคลเวอร์ใช่ไหมครับ”เด็กชายสอบถามพนักงาน
“ใช่แล้วค่ะท่านผู้โดยสารรถจะออกในสิบนาทีเชิญท่านผู้โดยสารขึ้นไปเลือกหาที่นั่งได้เลยค่ะ”
ลูคัสยิ้มตอบเป็มารยาทก่อนก้าวเท้าขึ้นไปเพื่อเลือกที่นั่งด้านในสุดผ่านไปสักพักหลังจากพนักงานทำการตรวจสอบจำนวนคนและเก็บค่าผู้โดยสาร ชายผู้เป็พลขับเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังของพีเจี้ยนอย่างคล่องแคล่ว
“รถกำลังจะออกแล้ว!ท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ”
หลังจากพนักงานกล่าวจบเขาใช้วิธีการพิเศษบางอย่างทำให้พีเจี้ยนตัวอ้วนที่ดูเฉื่อยชากลับมีแววตาลุกโชนมันลากรถวิ่งทะยานออกไปราวกับสายลม
“เร็วมาก”ลูคัสอุทานอยู่ในใจ หลังคาถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งใสพิเศษจึงทำให้เห็นท้องฟ้าด้านนอกได้ชัดเจน
“ไม่รู้สึกถึงแรงสั่นะเืเลยแฮะ”บรรยากาศในรถเงียบสงบเด็กชายจึงใช้เวลานี้
ทอดสายตาออกด้านนอกไปเพื่อซึมซับบรรยากาศ
.