ภายในหุบเขาต้องห้ามมาร มีหุบเขาสลับซับซ้อน สันเขาทอดยาวคดเคี้ยวราวกับัขดตัว ป่าไม้ทึบสูงตระหง่านนับสิบฉื่อบดบังท้องฟ้าจนมืดมิด
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายยุคาอันดุร้ายดังกึกก้องไปทั่วทุกหนแห่งในหุบเขาต้องห้ามมาร ที่แห่งนี้เป็แหล่งอาศัยของสัตว์ิญญาที่แข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วน
สัตว์ิญญาขอบเขตแก่นทองคำสามารถพบเห็นได้ทั่วไป สัตว์ิญญาขอบเขติญญาก่อกำเนิดก็มีอยู่ไม่น้อย
ว่ากันว่า ในส่วนลึกที่สุดของหุบเขาต้องห้ามมารยังเป็ที่อยู่อาศัยของตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ที่มีตบะบารมีเหนือกว่าขอบเขติญญาก่อกำเนิด
หากสัตว์ร้ายตัวนี้ก้าวเท้าออกจากหุบเขาต้องห้ามมารเมื่อใด เืคงเจิ่งนองเป็ระยะทางนับร้อยลี้ ซากศพคงกองเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า!
"เสียงเรียกดังมาจากทางนั้น" กู่เฟิงกำเจดีย์สีทองขนาดเท่าฝ่ามือเอาไว้ในมือ เขาพาหลินชิงชิงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่ง ก้าวเท้าเข้าสู่หุบเขาต้องห้ามมารและมุ่งหน้าลึกเข้าไปตามทิศทางของเสียงเรียกขาน
ในระหว่างทางที่เดินมากู่เฟิงไม่ได้ปิดบังหลินชิงชิง เขาเล่าความลับของเจดีย์สีทองขนาดเล็กชิ้นนี้ให้นางฟังตามความเป็จริง ทำให้หลินชิงชิงเกิดความหวังขึ้นมา ในใจเฝ้าสวดมนต์ภาวนาอย่างต่อเนื่องขอให้บิดามารดาของกู่เฟิงปลอดภัย
สวบ สวบ...
หลินชิงชิงเดินตามหลังกู่เฟิงอย่างใกล้ชิด จากรอบนอกของหุบเขาต้องห้ามมารมุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนชั้นใน ค่อย ๆ รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าปราณฟ้าดินที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมีแนวโน้มที่จะหนาแน่นขึ้น
"มิน่าเล่า ที่นี่จึงมีสัตว์ิญญาที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่มากมายถึงเพียงนี้ ที่แท้ปราณฟ้าดินก็หนาแน่นถึงเพียงนี้นี่เอง" กู่เฟิงเดาะลิ้น ท้ายที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดที่แห่งนี้จึงกลายเป็์ของเหล่าสัตว์ิญญาและเป็เขตแดนมรณะของผู้ฝึกตน
ยิ่งปราณฟ้าดินหนาแน่นมากเท่าใด ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนหรือสัตว์ิญญาล้วนใช้หลักการเดียวกัน สถานที่ที่มีปราณฟ้าดินหนาแน่นบางแห่งถูกผู้ฝึกตนยึดครองจนกลายเป็รากฐานของสำนักและตระกูลต่าง ๆ ส่วนบางแห่งก็เหมือนกับหุบเขาต้องห้ามมารที่กลายเป็ดินแดนล้ำค่าสำหรับการบำเพ็ญเพียรที่สัตว์ิญญายึดครอง
ฟุ่บ...
ทันใดนั้น เหนือศีรษะของกู่เฟิงก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างรวดเร็ว งูพิษที่ซ่อนตัวอยู่เนิ่นนานพุ่งทะยานลงมาจากเรือนยอดไม้ อ้าปากเผยให้เห็นเขี้ยวพิษอันร้ายแรง หมายจะกัดเข้าที่ลำคอของกู่เฟิง
งูพิษตัวนี้มีตบะบารมีไม่ถึงขอบเขตแก่นทองคำแต่พิษของมันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หากถูกกัดเข้าที่จุดตาย ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนในระดับขอบเขติญญาก่อกำเนิดก็ยังมีอันตรายถึงชีวิต
"ระวัง!" หลินชิงชิงใกับความเคลื่อนไหวของงูพิษ นางร้องอุทานออกมาตามสัญชาตญาณ
"หึ!" กู่เฟิงรับรู้ได้ั้แ่ชั่วพริบตาที่งูพิษเริ่มเคลื่อนไหว เขาคว้ากระบี่เจ็ดสิ้นสูญซึ่งเป็กระบี่ิญญาระดับสี่ที่ยืมมาจากหลินชิงชิงฟาดฟันรังสีปราณกระบี่อันคมกริบออกไป
ฉัวะ!
ปราณกระบี่พุ่งทะยาน งูพิษถูกฟันขาดเป็สองท่อน ร่วงหล่นจากเหนือศีรษะของกู่เฟิงลงสู่พื้นดิน พิษร้ายที่แฝงไปด้วยความก้าวร้าวหยดลงบนใบหน้าของเขา แต่ก็ถูกเขาใช้พลังิญญาสกัดกั้นและกระแทกออกไป
"เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่?" หลินชิงชิงเอ่ยถามด้วยความตึงเครียด นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาพบกับอันตรายหลังจากเข้ามาในหุบเขาต้องห้ามมาร
ความเร็วในการโจมตีของงูพิษตัวนี้รวดเร็วเกินไป รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หากเปลี่ยนเป็ตัวนางเอง นางคงไม่มีทางตอบสนองได้ทันอย่างแน่นอน ในเวลานี้นางเพิ่งจะได้ััถึงความน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาต้องห้ามมารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ไม่เป็ไร แค่งูตัวเล็ก ๆ ตัวเดียวเท่านั้น" กู่เฟิงส่ายหน้า เมื่อก้าวเข้าสู่หุบเขาต้องห้ามมารเขาก็ระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด งูพิษระดับนี้ยังไม่อาจเป็ภัยคุกคามต่อเขาได้
เมื่อหลินชิงชิงเห็นว่ากู่เฟิงไม่ได้รับาเ็ นางจึงใช้มือตบหน้าอกที่กระเพื่อมไหวเบา ๆ และถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"จริงสิ ข้ามีเื่จะถามเ้า" หลินชิงชิงกลอกดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยจิติญญา พลันเอ่ยถามขึ้นมา
"ว่ามาสิ"
"สมมติว่า... หากข้าถูกเสด็จพ่อจับตัวกลับไป และถูกบังคับให้แต่งงานกับสุนัขเฉิงอันในอีกสองปีข้างหน้า เ้าจะทำอย่างไร?" หลังจากหลินชิงชิงพูดจบ นางก็จ้องเขม็งไปที่ดวงตาของกู่เฟิงเพื่อรอคอยคำตอบจากเขา
"ข้าจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตสามตำหนักภายในสองปี จากนั้นก็จะไปชิงตัวเ้ากลับมาจากราชวงศ์เทียนหยวน" กู่เฟิงตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขารู้ดีว่าหลินหวังแห่งราชวงศ์เทียนหยวนมีตบะบารมีในขอบเขตสามตำหนักจุดสูงสุด ในตอนนี้เขายังไม่อาจต่อกรกับราชวงศ์เทียนหยวนได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า หลังจากผ่านไปสองปี เขาจะไม่อาจบรรลุถึงระดับขอบเขตที่เป็ภัยคุกคามต่อหลินหวังได้
เขาปลุกกายาศักดิ์สิทธิ์าอีกทั้งยังได้รับมรดกสืบทอดจากราชัน์า การจะบรรลุถึงระดับขอบเขตที่เป็ภัยคุกคามต่อหลินหวังภายในสองปีนั้นเป็เื่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
ภายในสองปี จะต้องบำเพ็ญเพียรจากขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นไปจนถึงระดับขอบเขตที่สามารถคุกคามผู้ฝึกตนขอบเขตสามตำหนักชั้นสูงสุดได้ คำพูดเช่นนี้ หากผู้อื่นได้ยินเข้า คงต้องหัวเราะจนฟันร่วงเป็แน่ และคงคิดว่านี่เป็เพียงเื่เพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็จริงได้อย่างเด็ดขาด
เพียงแต่เมื่อหลินชิงชิงได้ฟังคำตอบของกู่เฟิง ภายในใจของนางกลับมีความอบอุ่นพลุ่งพล่านขึ้นมา ชั่วขณะนั้น นางรู้สึกว่าการที่นางเสี่ยงชีวิตหนีออกมาจากราชวงศ์เทียนหยวนนั้นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว
"นี่... หยกชิ้นนี้เ้ารับไปเถิด เมื่อถึงสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว เ้าก็หยดเืเพื่อหลอมรวมมันเสีย" หลินชิงชิงพลิกฝ่ามือ หยิบหยกโบราณที่แผ่กลิ่นอายหยางอันเข้มข้นออกมาจากแหวนมิติและส่งให้กู่เฟิง
แหวนมิติเป็ของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งนัก ด้วยความที่นางเป็องค์หญิงแห่งราชวงศ์เทียนหยวนนางจึงมีมันเพียงวงเดียวเท่านั้น
"นี่คือสิ่งใด?" กู่เฟิงรับหยกโบราณที่หลินชิงชิงส่งมาให้ และเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"นี่คือหยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะที่เสด็จย่ามอบให้ข้า มันแบ่งออกเป็สองชิ้นคือหยินและหยาง เ้าหนึ่งชิ้นและข้าหนึ่งชิ้น หลังจากหลอมรวมแล้ว จะสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งคร่าว ๆ และสถานการณ์คร่าว ๆ ของอีกฝ่ายได้"
"หากข้าถูกจับตัวกลับไปจริง ๆ เ้าก็สามารถใช้มันเพื่อตามหาข้าได้" หลินชิงชิงอธิบาย
"หยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะ..." กู่เฟิงเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อหยกชิ้นนี้เป็ครั้งแรก แค่ฟังจากชื่อก็ดูเหมือนว่าจะมีที่มาที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
หยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ไม่ใช่ขุมกำลังระดับราชวงศ์เทียนหยวนที่จะสามารถได้
เสด็จย่าของหลินชิงชิงก็ได้รับมันมาโดยบังเอิญจากความโชคดีเช่นกัน ในตอนที่เสด็จย่าของนางได้รับหยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะคู่นี้มา ก็ได้รับหยกจักรพรรดิโบราณหมื่นปีที่สมบูรณ์แบบมาหนึ่งชิ้นด้วยเช่นกัน และได้ฝังมันเข้าไปในร่างกายของหลินชิงชิง
เมื่อผสานเข้ากับหยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะมันจะช่วยสร้างรากฐานของนางขึ้นมาใหม่ และทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนางเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
นี่คือของดูต่างหน้าอันล้ำค่าที่สุดที่เสด็จย่าทิ้งไว้ให้นาง การที่นางมอบหยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะอีกชิ้นหนึ่งให้แก่กู่เฟิงนั่นหมายความว่า นางได้ปักใจเชื่อมั่นในตัวกู่เฟิงแล้ว
เมื่อห้าปีก่อน นางที่เพิ่งจะเริ่มรู้จักความรักถูกกู่เฟิงช่วยชีวิตเอาไว้ นับั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา กู่เฟิงก็ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรักลงในส่วนลึกของจิตใจนางแล้ว
เมื่อเวลาผ่านเลยไป เมล็ดพันธุ์นั้นก็ค่อย ๆ งอกงามและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนที่เสด็จพ่อบังคับให้นางแต่งงานกับเฟิงเฉิงอันนางจึงรวบรวมความกล้าและหนีออกมาตามหากู่เฟิง
กู่เฟิงไม่รู้ถึงความสำคัญของหยกหยินหยางจักรพรรดิเทวะชิ้นนี้ เขาพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งใดที่ผิดแผกไปจากปกติ เขาก็เก็บมันเอาไว้อย่างระมัดระวัง
ตูม!
"ไอ้เดรัจฉาน กล้าขวางทางแม่ทัพหวังอวิ๋นผู้นี้ มอบชีวิตของเ้ามาเสีย!" จากแดนไกล มีเสียงตะคอกอันดุดันและเหี้ยมโหดดังแว่วมา
ตามมาติด ๆ ด้วยเสียงดาบิญญาแหวกอากาศจนเกิดการะเิ รวมถึงเสียงร้องโหยหวนของสัตว์ิญญา เมื่อได้ยินเสียงตะคอกนี้ สีหน้าของหลินชิงชิงก็เปลี่ยนไปในทันที
"แย่แล้ว แม่ทัพหวังอวิ๋นตามมาทันแล้ว"
"แม่ทัพหวังอวิ๋นคือผู้ใด?"
"เขาคือหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาที่เสด็จพ่อของข้าไว้ใจมากที่สุด เขามีตบะบารมีอยู่ในครึ่งก้าวขอบเขตสามตำหนัก" หลินชิงชิงอธิบายด้วยความตึงเครียด
"รีบไปจากที่นี่เร็วเข้า!" เมื่อกู่เฟิงได้ยินว่าหวังอวิ๋นมีตบะบารมีในครึ่งก้าวขอบเขตสามตำหนักหัวใจของเขาก็กระตุกวูบ เขารีบคว้ามืออันอ่อนนุ่มของหลินชิงชิงและพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงเรียกขานส่งมาอย่างรวดเร็ว
ด้วยความรีบร้อน เขาจึงจับมือเล็ก ๆ ของหลินชิงชิงโดยสัญชาตญาณ ในตอนที่หลินชิงชิงถูกเขาจับมือนั้น นางก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นหัวใจก็เต้นรัวราวกับลูกกวางน้อย ใบหน้าของนางแดงระเรื่อราวกับผิงกั่วสีแดงที่สุกงอม บรรยากาศอันแสนคลุมเครือและโรแมนติกค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ
ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้แผ่ซ่านออกไป ก็ถูกแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลังพัดกระหน่ำจนสลายไปเสียก่อน
"องค์หญิง ท่านหนีไม่พ้นหรอก รีบกลับไปยังราชวงศ์เทียนหยวนพร้อมกับกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงของแม่ทัพหวังอวิ๋นที่แฝงไปด้วยพลังิญญาอันหนาแน่นดังกึกก้องอยู่กลางอากาศ มันแปรเปลี่ยนเป็คลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งกระแทกเข้าใส่กู่เฟิงซัดเข้าที่แผ่นหลังของกู่เฟิงอย่างจัง จนกู่เฟิงรู้สึกถึงกลิ่นคาวในลำคอ และมีเืซึมออกมาจากมุมปาก...