“หืม? ลู่เซิ่ง แกเป็อะไรไปน่ะ?”
สวี่ว่านเฉิงเห็นท่าทางนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมาด้วยความงุนงง
“เปล่า... เปล่าครับ...”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็รีบส่ายหน้าอย่างประหม่าพร้อมกับแสร้งทำเป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในความเป็จริงในใจของเขาตอนนี้กลับสั่นะเืราวกับคลื่นั์โหมซัด
พร์การต่อสู้ระดับSSSเชียวนะ
ต้องเข้าใจก่อนว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบัน พร์การต่อสู้ั้แ่ระดับ Aขึ้นไป ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็ ‘ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะ’กันแล้ว
ส่วนผู้ที่มีพร์ระดับ S และ SS ที่สูงกว่านั้น ยิ่งมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่วิหารราชันัได้เลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งประเทศเสินเซี่ยก็ยังมีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น
ส่วนระดับSSS...
ที่ผ่านมาลู่เซิ่งคิดมาตลอดว่าพร์การต่อสู้ระดับนี้เป็เพียงสิ่งที่มนุษย์กุขึ้นมาลอยๆความจริงแล้วมันไม่มีอยู่จริงหรอก
เพราะั้แ่ข้ามมิติมายังโลกนี้เขาไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใช้อาชีพคนไหนที่มีพร์การต่อสู้ ระดับ SSSอยู่เลย
จนกระทั่งวันนี้
จนกระทั่งวินาทีนี้
เมื่อเห็นว่าตนได้เป็ผู้พร์การต่อสู้ระดับ SSS ในตำนานลู่เซิ่งก็รู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตัวเองพลิกกลับด้านไปหมดสิ้น
ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เห็นประสิทธิภาพที่แน่ชัดของพร์การต่อสู้ของตนเองเสียที
[เสริมพลังหมื่นเท่า (SSS)]
[หมายเหตุ: เพิ่มประสิทธิภาพของสกิลใดสกิลหนึ่งขึ้นหนึ่งหมื่นเท่าโดยตรงต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง ระยะเวลาคูลดาวน์ 24 ชั่วโมง!]
[หมายเหตุ: ในเวลาเดียวกันสามารถเสริมพลังได้เพียงหนึ่งสกิลเท่านั้น!]
............
“เพิ่มประสิทธิภาพของสกิลหนึ่งหมื่นเท่าโดยตรงงั้นเหรอ?”
“ฉันที่เป็พาลาดิน มีสกิละ 6 วินาทีอยู่”
“ถ้าเ้าพร์ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ นี่สามารถเสริมพลังให้สกิลของฉันได้หนึ่งหมื่นเท่าจริงๆงั้นก็หมายความว่า... ฉันจะสามารถเป็ะได้ถึง 60,000 วินาทีเลยงั้นเหรอ???”
‘ให้ตาย!’
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาลู่เซิ่งก็ตื่นเต้นจนเกือบจะหลุดะโออกมาดังๆ ในตอนนั้นเลย
“ลู่เซิ่ง สรุปว่า พร์การต่อสู้ของแกคืออะไรกันแน่...”
ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งไม่ยอมตอบคำถามเสียที สวี่ว่านเฉิงจึงขมวดคิ้วถามซ้ำอีกครั้ง
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ
“ผอ.ครับ เสียเวลามากแล้ว ถึงตาผมหรือยังครับ?”
ทันใดนั้นณ สนามด้านล่าง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็ก้าวออกมาพร้อมกับมองไปยังสวี่ว่านเฉิงแล้วถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
เขาชื่อหลี่เทียนหัว เป็นักเรียนของโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามเช่นกัน
แต่เขาคนนี้แตกต่างจากสุดยอดเด็กห่วยอย่างลู่เซิ่งแบบหน้ามือเป็หลังมือเพราะนอกจากหลี่เทียนหัวจะมีผลการเรียนดีเยี่ยมและครองอันดับหนึ่งของโรงเรียนทุกปีแล้วเขายังขยันขันแข็งและมุ่งมั่นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็ต้นแบบของ‘ลูกบ้านอื่น’ อย่างแท้จริง
บนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันเนื่องจากผลกระทบของกฎเกณฑ์ นักเรียนที่ผลการเรียนดียิ่งมากเท่าไหร่โอกาสที่จะเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพที่ทรงพลังก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
และสำหรับนักเรียนหัวกะทิที่มีศักยภาพสูงอย่างหลี่เทียนหัวสวี่ว่านเฉิงย่อมฝากความหวังเอาไว้มาก
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถามของหลี่เทียนหัวเขาจึงไม่สนใจที่จะซักไซ้เื่พร์การต่อสู้ของลู่เซิ่งต่อ แต่กลับโบกมือปัดๆไปว่า“ลู่เซิ่ง ตรงนี้เสร็จธุระของแกแล้ว ลงไปก่อนเถอะ”
พอพูดจบเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเสริมกับลู่เซิ่งอีกครั้งว่า“อ้อ จริงด้วย พรุ่งนี้จำไว้ว่าอย่ามาสายทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมเก็บเลเวลที่เขตมือใหม่ อย่าพลาดเชียว”
“ครับ”
เมื่อลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมากเขาหันหลังกลับและเดินลงจากแท่นพิธีเปลี่ยนอาชีพไปอย่างว่าง่าย
ครั้งนี้เขาไม่ได้บอกรายละเอียดเื่ พร์การต่อสู้ของตนเองให้สวี่ว่านเฉิงรับรู้
นั่นก็เพราะพร์การต่อสู้ระดับSSSมันเหนือล้ำเกินไปจริงๆ
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยต่อให้พร์ของลู่เซิ่งจะเป็ระดับ A หรือแม้แต่ระดับS ด้วยนิสัยของเขาเขาคงจะประกาศให้โลกรู้อย่างไม่ลังเลไปแล้ว
เพราะยิ่งพร์สูงเท่าไหร่ประเทศชาติก็จะยิ่งให้ความสำคัญ และยังจะมอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้อีกเพียบ
แต่พร์ระดับSSSนี้ เขาไม่กล้าพูดจริงๆ
เพราะประเทศเสินเซี่ยในปัจจุบันก็ใช่ว่าจะสามัคคีกันเป็น้ำหนึ่งใจเดียว
เนื่องจากปัญหาทางประวัติศาสตร์ที่ตกค้างมานานรอบๆ ประเทศเสินเซี่ยเกือบทั้งหมดล้วนเป็ประเทศศัตรู
แม้แต่ภายในประเทศเองก็ยังเต็มไปด้วยพวก ‘คนขายชาติ’ ที่คิดคดทรยศอยู่ไม่น้อย
ในอดีตลู่เซิ่งเคยเห็นข่าวในโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้งว่าผู้ใช้อาชีพพร์อัจฉริยะบางคนต้องมาจบชีวิตลงกลางคันเพราะอุบัติเหตุต่างๆก่อนที่จะทันได้เติบโตเสียอีก
โบราณว่าไว้‘ไม้เด่นเกินป่ามักโดนลมพัดหักก่อนใคร’
ด้วยเหตุนี้ลู่เซิ่งจึงต้องรอบคอบเป็พิเศษและจงใจปกปิดรายละเอียดของพร์การต่อสู้ของตนเอาไว้
ในขณะเดียวกันหลังจากที่ส่งลู่เซิ่งลงไปแล้ว สวี่ว่านเฉิงก็ไม่รอช้าขานชื่อถัดไปเสียงดังลงไปยังสนามด้านล่างทันที
“คนต่อไป หลี่เทียนหัว”
สิ้นเสียงเรียกสนามของมัธยมตงหลินที่สามที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานก็กลับมามีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังขึ้นอีกระลอกอย่างหยุดไม่อยู่
“ดูเร็ว ถึงตาหลี่เทียนหัวแล้ว”
“เขาเป็นักเรียนหัวกะทิอันดับหนึ่งของโรงเรียนเราพวกนายว่าครั้งนี้เขาจะเปลี่ยนอาชีพเป็อะไร?”
“ด้วยเกรดและศักยภาพของเขา ยังไงก็ไม่พ้นอาชีพสายต่อสู้แน่นอน”
“หรือแม้แต่อาชีพระดับอัจฉริยะก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็ไปได้”
............
ฝูงชนเริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง
ส่วนหลี่เทียนหัวที่กำลังจะก้าวขึ้นไปร่วมพิธีเปลี่ยนอาชีพก็บังเอิญเดินสวนกับลู่เซิ่งที่เพิ่งเดินลงมาพอดี
เมื่อมองไปยังไอ้เด็กห่วยที่วันๆไม่เอาถ่าน แต่ดันโชคดีเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้ได้หลี่เทียนหัวก็รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาดื้อๆ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเย้ยหยันออกมาว่า“เหอะ ก็แค่โชคช่วยจนได้เปลี่ยนอาชีพเป็สายสนับสนุนขยะๆเท่านั้นแหละ มีอะไรน่าภูมิใจนักหนา”
“หืม?”
ลู่เซิ่งชะงักไปครู่หนึ่งยังไม่ทันจะตอบโต้อะไร หลี่เทียนหัวก็เดินกระแทกไหล่ผ่านเขาไปเสียแล้ว
“ไอ้เ้านี่”
ลู่เซิ่งมองตามหลังหลี่เทียนหัวไปพลางส่ายหน้าอย่างระอา
แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจอะไรนัก
เพราะปกติหลี่เทียนหัวก็อาศัยว่าตัวเองเรียนเก่งจึงดูถูกเด็กห่วยอย่างเขาเป็ทุนเดิมอยู่แล้วนอกจากจะชอบหาเื่ขัดคอเขาเป็ประจำ ยังชอบเอาทุกเื่ไปฟ้องครูอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นักฟ้องน่ารำคาญเลยทีเดียว
สำหรับคนประเภทนี้ลู่เซิ่งนั้นดูถูกจากก้นบึ้งของหัวใจ
แต่ยังดีที่ตอนนี้ด้วยความที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้มาหมาดๆ เขาจึงอารมณ์ค่อนข้างดีเลยี้เีจะถือสาหาความกับคนปัญญาอ่อนแบบนั้น
หลังจากกลับเข้าแถวของห้องเรียนลู่เซิ่งก็ก้มลงมองคำอธิบายโดยละเอียดของ พร์การต่อสู้ของตัวเองอีกครั้งในที่สุดเขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นในใจได้อีกต่อไปและไม่ขอนั่งรอจนจบพิธีก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากรั้วโรงเรียนไปทันที
และในเสี้ยววินาทีที่ลู่เซิ่งเพิ่งจะจากไปนั่นเอง
“หลี่เทียนหัว เปลี่ยนอาชีพสำเร็จ อาชีพลับ: วิถีรบอัสนี!”
ครืน...
“อะไรนะ เป็อาชีพลับงั้นเหรอ”
“์ อาชีพวิถีรบอัสนีมันคืออาชีพอะไรกันน่ะทำไมฉันไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย?”
“ฉันก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน แต่เท่าที่ฉันรู้อาชีพลับดูเหมือนจะเป็อาชีพที่มีแค่หนึ่งเดียวในโลกและพลังรบก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอาชีพระดับอัจฉริยะเลย หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ”
“สมกับเป็รุ่นพี่เทียนหัวจริงๆ”
“คราวนี้รุ่นพี่เทียนหัวได้ทะยานฟ้าจนฉุดไม่อยู่แน่”