บทที่ 5 ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์
จิตใจของเสวียนชิงจื่ในยามนี้ซับซ้อนยิ่งนัก แต่กระนั้นเขาก็ไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย เพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"สหายน้อยเสวียนเช่อ วาสนาของเ้านี้ไม่ธรรมดาเลย ที่เรียกว่า [จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ] นั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาสติปัญญา แต่โดยธรรมชาติยังเก่งกาจในด้านการวางแผนและกลยุทธ์มากกว่าผู้ฝึกบำเพ็ญคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเื่ของศาสตร์การคำนวณและเวทมนตร์ที่เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ไม่ว่าจะฝึกฝนเวทมนตร์ใด ความเร็วก็จะมากกว่าคนทั่วไปประมาณห้าส่วน และเมื่อฝึกจนชำนาญ พลังของเวทมนตร์ก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งถึงสามส่วนตามระดับของเวทมนตร์ ประสิทธิภาพในการเสริมพลังนี้นับว่าเป็หนึ่งในสองของวาสนาระดับเลิศ"
หลังจากที่กระตุ้น [จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ] ขึ้นมาได้ เสวียนเช่อก็เปลี่ยนบุคลิกไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาทั้งสองข้างขอนางก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เมื่อได้ยินคำอธิบาย นางก็เพียงแค่ค้อมกายคำนับแล้วถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ
เช่นนั้น... ก็เหลืออีกสองคน
เสวียนชิงจื่อเหลือบมองไปที่จิงอวี่และเด็กอ้วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
จิงอวี่และเด็กอ้วนสบตากันครู่หนึ่ง ในที่สุดเด็กอ้วนก็กระแอมเบา ๆ ก้าวออกมาก่อน "ท่านเซียนผู้าุโ ข้ามีนามเย่ซิงอวิ๋น อืม... รบกวนท่านช่วยดูให้ข้าด้วยขอรับ?"
เสวียนชิงจื่อพยักหน้าเบา ๆ แล้วทำตามอย่างด้วยการร่ายคาถา จากนั้นส่องแสงกระจกไปที่ร่างของเย่ซิงอวิ๋น
‘ตึง!’
แสงสีทองสาดส่องออกมา ทำให้ใบหน้าอวบอ้วนของเย่ซิงอวิ๋นถูกย้อมเป็สีทองเจิดจ้า บนผิวกระจกวิเศษปรากฏอักษรโบราณสีทองความว่า [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล]
เย่ซิงอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น "เป็สีทอง เป็สีทอง!"
เสวียนชิงจื่อตกตะลึงอีกครั้ง ‘นี่เป็การวางแผนของเทพเซียนท่านใดกันแน่?’
ก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดมาก เพราะอย่างไรเสียเขาก็ทำหน้าที่ผลัดเวรยามที่ตำหนักเซียนมานับหมื่นปี เคยผ่านการคัดเลือกเซียนมาหลายสิบครั้ง แต่กลับไม่เคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นี่เป็ครั้งแรก
"สหายน้อยเย่ ชะตากำเนิด [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] ของเ้านั้นพิเศษมาก เป็ชะตากำเนิดหลายระดับที่หาได้ยาก มีทั้งชั้นสามัญ ชั้นเลิศ ชั้นวิเศษ และชั้นเซียน ซึ่งแต่ละชั้นจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามลำดับ"
"[มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] ชั้นธรรมดาและชั้นเลิศจะเพียงแค่ทำให้โชคชะตาดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น"
"แต่เมื่อถึงชั้นวิเศษ ก็จะมีความมหัศจรรย์เพิ่มขึ้นมากมาย ส่วนชั้นเซียนนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง การเกิดมาพร้อมกับวาสนาอันยิ่งใหญ่ ตราบใดที่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอน มักจะสามารถเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็โชคดีได้"
"แต่หากจะกล่าวกลับมาอีกที เมื่อมีชะตากำเนิด [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] ชั้นเซียนติดตัวแล้วนั้น จะมีโอกาสเจอสถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอนได้อย่างไร?"
"ส่วนเื่ของชั้นเทพนั้น... ในหลายยุคที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏ ไม่รู้ว่าเป็เพราะโอกาสต่ำเกินไป หรือว่าชะตากำเนิดนี้มีขีดจำกัดแค่ชั้นเซียนกันแน่ เมื่อยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เช่นนั้นก็ไม่ต้องไปเอ่ยถึงดีกว่า"
เย่ซิงอวิ๋นลูบแก้มอวบ ๆ ของตน แล้วพึมพำว่า "แม่เ้า ชาติที่แล้วข้าเป็คนโชคร้าย คิดไม่ถึงว่าต้องตายไปก่อนถึงจะโชคดีได้เสียที..."
เสวียนชิงจื่อเกรงว่าเด็กอ้วนผู้นี้จะเป็ญาติของผู้มีอำนาจหรือเป็หมากที่ถูกวางไว้ จึงไม่กล้ามีความเกี่ยวพันมากนัก
เขาหันไปพูดกับจิงอวี่ว่า "สหายน้อย เหลือเพียงเ้าผู้เดียวแล้ว รอจนกระตุ้นชะตากำเนิดของเ้าเสร็จ ก็จะส่งพวกเ้าลงไปกลับชาติไปเกิดแล้ว!"
"ผู้น้อยจิงอวี่ ขอเชิญเซียนใช้กระจกวิเศษตรวจดูด้วยขอรับ!"
จิงอวี่เลียนแบบคำพูดของอวิ๋นเสวียนเช่อ ประสานมือคำนับ ทว่ายังไม่ทันเงยหน้าขึ้น ก็เห็นลำแสงสายหนึ่งฉายมาปกคลุมร่างของตน
ในชั่วขณะต่อมา แสงเทพส่องสว่างเจิดจ้า กระจกทองแดงที่เดิมห้อยอยู่ที่หน้าอกของเซียนเสวียนชิงจื่อก็ลอยสูงขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง ลำแสงเจ็ดสีพลิ้วไหวดั่งผ้าแพรทอดตัวลงมา
ท่ามกลางเสียงอุทานของผู้คนในวิหาร แสงนั้นห่อหุ้มร่างของจิงอวี่ไว้ทีละชั้น ราวกับสวมอาภรณ์เจ็ดสีให้แก่เขา
นี่มัน...
จิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง สายตาจับจ้องที่ผิวกระจกทองแดงเบื้องบน ตัวอักษรโบราณเจ็ดสีสี่ตัวค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จนครอบคลุมพื้นผิวกระจกทั้งหมด—
[ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์ (ฉางเซิงจิ่วซื่อ)]
แย่แล้ว...
เสวียนชิงจื่อกลอกตาขึ้นบน เมื่อหลายหมื่นปีก่อน เ้าวิหารฉางเซิงเคยกล่าวคำทำนายใน่ที่เขาเข้าเวรว่า "แสวงหาชีวิตนิรันดร์ในวิหารฉางเซิง"
ในยามนั้นเสวียนชิงจื่อคิดแค่เพียงว่าในวิหารฉางเซิงมีพลังิญญาเต็มเปี่ยม เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร นับเป็คำอวยพรที่เ้าวิหารมอบให้แก่เซียนผู้อยู่เวรอย่างเขา ไม่คิดว่าวันนี้คำทำนายนั้นจะเป็จริงขึ้น ณ ที่แห่งนี้
"คำทำนายเมื่อหลายหมื่นปีก่อนกลับเป็จริงขึ้น ณ ที่แห่งนี้ การคำนวณของเทพเต๋าช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก! หรือว่าคนตรงหน้านี้จะสามารถก้าวขึ้นเป็เทพเต๋าผู้ครองวิถีชีวิตนิรันดร์คนที่สามของหมื่นโลกธาตุได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?"
นึกถึงตรงนี้ เสวียนชิงจื่อรู้สึกหนาวสะท้านในใจ "แย่แล้ว! วิหารเดียวกันมีผู้ครองชั้นเทพถึงสองคน เื่เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ หากเป็การคำนวณของเทพเต๋าก็ยังพอว่า แต่หากไม่ใช่ เกรงว่าวิถีชีวิตรุ่นนี้จะเกิดมาเพื่อรับกรรม แดน์ถึงคราววุ่นวาย..."
"ข้าเป็ผู้นำทางในวิถีเซียนของพวกเขา เช่นนี้จะไม่มีความเกี่ยวพันกับโชคชะตาได้อย่างไร จะเป็โชคหรือเคราะห์ก็ยากจะกล่าว เกรงว่าคงต้องพัวพันอยู่บ้าง..."
เสวียนชิงจื่อแต่เดิมเป็คนที่มีนิสัยสงบเรียบง่าย ยามปกติก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นคงไม่อยู่เวรในวิหารฉางเซิงมาถึงหลายหมื่นปี
แต่ยามนี้เขารู้สึกว่าตนเองถูกดึงเข้าไปในวังวนโดยไม่รู้ตัว จึงอดรู้สึกหวาดหวั่นในใจไม่ได้
"ท่านเซียน ท่านเซียนขอรับ?"
เสียงเรียกของจิงอวี่ทำให้เสวียนชิงจื่อได้สติกลับมา ในยามนี้เขารู้สึกขมที่โคนลิ้นเล็กน้อย แต่บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม
"ท่านสหายเต๋าจิง ช่างน่าทึ่งเหลือเกิน! ชะตากำเนิดชั้นเทพที่เรียกว่า [ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์] นี้ ที่ได้รับการขนานนามเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าได้บรรลุถึงขีดสุดในด้านใดด้านหนึ่งแล้ว..."
"มันแบ่งออกเป็สองส่วน คือ [ชีพยืนยาว] และ [มองเห็นนิรันดร์]"
"ส่วนของ [ชีวิตยืนยาว] นั้นคงมิจำเป็ต้องเอ่ยให้มากความ พึงรู้ว่าหนทางเซียนนั้นยาวไกล เปรียบดั่งนักโทษที่ต้องข้ามทะเลแห่งความทุกข์ ก่อปราณ สร้างราก แก่นทองคำ หยวนอิง แปรกายเทพ...
อาจกล่าวได้ว่าทุกก้าวคือการก้าวขึ้นสู่์"
"แต่หากปรารถนาจะก้าวขึ้นสู่์ ก็ต้องใช้อายุขัยเป็ขั้นบันได ในชะตากำเนิดนั้น [ชีพยืนยาว] ทำให้ผู้มีอายุขัยไม่สิ้นสุด เส้นทางการก้าวขึ้นสู่์ที่แต่เดิมต้องระแวดระวังทุกย่างก้าว สำหรับผู้มีชีวิตยืนยาวกลับกลายเป็เพียงงานที่ค่อย ๆ ทำไป
ผู้ฝึกบำเพ็ญในหมื่นโลกธาตุล้วนแสวงหาความเป็ะและอิสระ หากผู้ใดได้รับความเป็ะแล้ว ต่อจากนี้ก็เพียงแค่แสวงหาความอิสระเท่านั้น"
"ส่วน [มองเห็นนิรันดร์] มีความหมายว่า หูตาไม่เสื่อมถอย ผู้ที่ชะตานี้จะไม่เพียงแค่มีหูตาที่แจ่มใส ความคิดว่องไว แต่ยังมีความสามารถในการทำลายความลวงและปราบความชั่ว รักษาความจริงและทำลายมายา
เช่นนั้นแล้วเวทมนตร์มายาทั้งปวงในหมื่นโลกธาตุล้วนไร้ผลต่อชะตานี้ เมื่อทะลวงด่านก็สามารถรักษาจิตให้แจ่มชัด ไร้ซึ่งมารในใจคอยรุกราน...
อาจกล่าวได้ว่าเป็เกิดมาพร้อมกับจิตแห่งธรรมที่ไร้เทียมทาน"
เวลานี้จิงอวี่เพิ่งตื่นชะตา แม้จะเป็เพียงร่างิญญา แต่ก็รู้สึกได้ว่าหูตาพลันแจ่มชัดขึ้นในทันที ทุกสิ่งในวิหารปรากฏชัดเจนทุกรายละเอียด เพียงแต่ร่างิญญาไม่สามารถหายใจได้… มิเช่นนั้นเขาจะต้องได้ยินเสียงผู้คนสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงอย่างแน่นอน
กระนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักของสายตาที่ทุกคนในต้าหนักมองมาที่เขา ไม่รู้ว่าในนั้นมีความชื่นชมและความอิจฉาอยู่เท่าไร
ในยามนี้ จิงอวี่สบตากับหลี่เจี้ยงเหมย แต่กลับพบว่าพลังดึงดูดอันน่าประหลาดบนร่างของหญิงงามผู้ตื่นชะตากำเนิด [โฉมงามล่มเมือง] ผู้นี้หายไปจนสิ้น ในใจรู้สึกประหลาดใจ
หรือว่าชะตาของหลี่เจี้ยงเหมยนี้แท้จริงแล้วเป็มายาระดับสูงชนิดหนึ่งกระมัง?
"เมื่อการจัดวางชะตาชีวิตของพวกเ้าทั้งสิบคนสำเร็จแล้ว ข้าจะส่งพวกเ้าไปเกิดใหม่ แต่ก่อนอื่นข้าขอกล่าวอะไรอีกสักหน่อย"
เสวียนชิงจื่อกล่าวช้า ๆ ว่า "เื่การคัดเลือกเซียนของวิหารฉางเซิง แม้จะไม่ใช่ความลับอันใด แต่ในหมู่เซียนในเทพภพก็มิได้เป็หนึ่งเดียวกัน มีทั้งความแค้นและความขัดแย้งมากมาย พวกเ้าลงไปยังโลกมนุษย์ครั้งนี้ ไม่ควรเปิดเผยที่มาของตน... นี่คือประการแรก"
"หนทางเซียนนั้นยาวไกล มิตรร่วมทางหายาก พวกเ้าทั้งสิบมีวาสนาได้มาพบกันในวิหารฉางเซิง ล้วนเป็มิตรร่วมทางในการแสวงหาเต๋า หลังจากลงไปยังโลกมนุษย์ ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
แต่หากผู้ใดเกิดความบาดหมางจนถึงขั้นต้องเป็ศัตรูถึงตาย พวกเราก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะหนทางเซียนนั้นขรุขระ ผู้ใดที่ปรารถนาจะบรรลุธรรมต้องต่อสู้แข่งขัน เมื่อมีโอกาสบรรลุธรรมอยู่ตรงหน้า อย่าว่าแต่มิตรร่วมทางเลย แม้แต่คู่ครองก็อาจแตกคอกันได้ นี่คือประการที่สอง"
"ประการที่สาม ครั้งนี้ข้าได้เลือกพิภพเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า 'ดินแดนเซียนโจว' ให้พวกเ้า ที่นั่นมีพลังิญญาอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรมากมาย แต่มีผู้บำเพ็ญเซียนไม่มากนัก เพราะยังมีดินแดนรกร้างอีกมากที่ยังไม่ได้บุกเบิก"
"ประวัติการบำเพ็ญเซียนในภพนี้มีมายาวนานถึงหนึ่งล้านปี แต่ระหว่างนั้นเคยเกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กวาดล้างทั่วทั้งพิภพเล็กแห่งนี้ ทำให้อารยธรรมขาด่ไป
อารยธรรมการบำเพ็ญเซียนใหม่มีอายุไม่ถึงหนึ่งแสนปี ดังนั้นวิชาและเวทมนตร์ของผู้บำเพ็ญในภพนี้จึงไม่ได้ล้ำลึกนัก เมื่อเทียบกับดินแดนที่มีประวัติศาสตร์นับร้อยล้านปี และเต็มไปด้วยอัจฉริยะผู้สืบทอดวิชาโบราณ ที่แห่งนี้จึงปลอดภัยกับพวกเ้ามากกว่า..."
"แต่ด้วยเหตุนี้เองการบำเพ็ญจึงยังไม่แพร่หลายในหมู่สามัญชน เมื่อพวกเ้าไปเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ ชาติกำเนิดจะเป็ไปโดยสุ่ม หากโชคไม่ดี อาจไม่ได้พบผู้บำเพ็ญเซียนแม้แต่คนเดียวตลอดชีวิต เช่นนั้นแล้ววาสนาในการเป็เซียนก็คงยากจะได้มา"
"ข้าจะกล่าวเพียงเท่านี้ บัดนี้ข้าจะส่งพวกเ้าไปเกิดใหม่... เดี๋ยวก่อน!"
เสวียนชิงจื่อจู่ ๆ ก็หยุดชะงัก สีหน้าประหลาด ยืนนิ่งอยู่กับที่หลายอึดใจ ก่อนจะกลับเป็ปกติ แล้วกระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าว
"แต่เดิมข้าจะส่งพวกเ้าไปเกิดใหม่พร้อมกัน แต่เมื่อครู่เ้าวิหารมีคำสั่งลงมา ให้ข้าเปลี่ยนกฎเกณฑ์การคัดเลือกเซียนครั้งนี้เสียใหม่"