บทที่ 2 หวนคืน
ณ เรือนหลักของตรกูลเสิน ่อาทิตย์สนธยา เด็กสาวได้สะดุ้งตื่นจากการหลับไหลที่ไม่รู้ว่ายาวนานสักเพียงใด เด็กสาวมองหาใคร ๆ ก็ไม่เจอแม้แต่ตาเฒ่าหม่า ซึ่งเป็คนเดียวที่นางพอจะรู้จักก็ไม่อยู่ที่นี่ด้วย
ในขณะนั้น ชายหนุ่มซึ่งมีรูปร่างสูงโปร่งออกไปทางล่ำสัน มีหน้าตาที่คมขำ ผิวกายสีขาวผ่อง แต่งกายด้วยลักษณะของบัณฑิตได้เดินเข้ามาภายในห้อง ผู้นั้นคือ เสินเซียว นั่นเอง
“ข้าได้ยินสาวใช้ ไปเรียกบอกว่าเ้าตื่นแล้ว” เสินเซียวกล่าว
“เสินเซียว” เด็กสาวจำหน้าเขาได้ จึงได้เอ่ยกล่าวต่อว่า
“เกิดอันใดขึ้นกับข้า และข้ามาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร” เด็กสาวทำหน้าแตกตื่น มึนงง
เสินเซียวมองสีหน้า อาการของเด็กสาวก็พอจะเดาออกว่านางกำลังตื่นตระหนก จึงค่อย ๆ นั่งลงแล้วบอกกว่าเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ลานกว้างตรงแท่นศิลาดำคืนใจให้นางฟัง และได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ในตอนปัจจุบันนี้ให้นางฟังด้วย
เมื่อเด็กสาวได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกเบาใจขึ้นกว่าเดิมมาก จึงกล่าวถามต่อว่า
“ข้าหลับไปนานเท่าใดกันแน่”
“หนึ่งปีผ่านเลยแล้ว”
เด็กสาวได้ฟังก็ตกตะลึง อึ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อเสินเซียวเห็นดังนั้น ก็กล่าวปล่อบต่อไปว่า
“เ้าอย่าได้กังวลไปเลย ตอนนี้เ้าอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว”
เมื่อเด็กสาวได้ฟังดังนั้น ก็มีสีหน้าที่สบายตาขึ้น แต่แล้วทันใดนางก็เอ่ยวาจาถามด้วยอาการร้อนรนอีกว่า
“ตาเฒ่าหม่าเล่าตอนนี้ไปอยู่ที่ใดแล้ว”
เมื่อเสินเซียวได้ฟังดังนั้น ก็ได้ตอบกลับไปว่า
“อย่าห่วงเลย หลังจากที่เ้าหมดสติ หลับไหลไป ตาเฒ่าหม่าก็อยู่เฝ้าดูแลเ้ามาโดยตลอดมิได้ให้ห่างสายตา แต่พออยู่ที่นี่ได้สักพัก เขาก็คงเกิดอาการเบื่อหน่าย เลยขออนุญาตลากลับไป ที่เขตลันยางตามเดิน เอาะ เขาได้ฝากบอกเ้าว่า หากเ้าฝื้นคืนสติแล้ว หากจะอยู่ที่นี่ หรือกลับไปก็สุดแท้แต่เ้า”
เมื่อเด็กสาวได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าที่สลดลงทันตา จากนั้นนางจึงได้กล่าวด้วยอาการหม่นหมองว่า
“เขาทิ้งข้า…”
เมื่อเสินเซียวได้ฟัง ก็รีบกล่าวปฏิเสธ และยังได้สำทับไปอีกว่า
“เปล่าเลย ๆ ตาเฒ่าหม่าเฝ้าดูแลเ้าได้แรมเดือน เขาตั้งใจดูแลเ้า และเป็ห่วงเ้ามากจริง ๆ อันนี้ข้าเป็สักขีพยานได้ ส่วนการที่ให้เ้าเลือกว่าจะอยู่ที่นี่ หรือจะกลับไป คงเป็เพราะเห็นว่าที่นี่ เหมาะสมกับเด็กสาวเช่นเ้า ซึ่งข้าก็ไม่บังคับเ้าแต่อย่างใด เอาล่ะ ๆ เื่นี้เดี๋ยวค่อยว่ากัน ป่ะไปหาอะไรทานกันก่อน เ้าคงหิวแล้ว”
เมื่อเด็กสาวได้ฟังดังนั้น ก็มีสีหน้าคลายทุกข์ลงไปบ้าง แล้วก็ได้ไปเตรียมเนื้อเตรียมตัว ไปรับประทานอาหาร แต่ก่อนจะไปนางได้ถามหาปิ่นไม้ที่ดูเก่าคร่ำครึอันนั้นของนาง เสินเซียวจึงได้ไปนำมาให้นาง
เมื่อนางได้ััมันอีกครั้งก็เหมือนดั่งว่า ความทุกข์ทั้งหมดได้ทุเลาลงบ้างแล้ว
เมื่อเห็นอาการของดรุณีน้อยดูสบายตาขึ้น เสินเซียวจึงได้เอ่ยบอกต่อไปอีกว่า “ส่วนพัดของเ้า ท่านปู่ของข้าขอยืมไปดูเป็แบบก่อนนะ เ้าว่ากะไรใช่ไหม”
สาวน้อยส่ายหน้า เป็อาการว่าไม่เป็ไร
หลังจากเตรียมตัวเสร็จเด็กสาวก็เดินออกห้อง ตามเสินเซียวไปยังห้องโถงหลัก ซึ่งในโถงหลักนั้นล้วนแต่มีผู้คนมากมาย เสินเซียวได้ทำการคารวะผู้คนในที่นั้น และได้แนะนำเด็กสาวกับทุกคน
“นี่ท่านพ่อของข้า ท่านเสินกุ้ยจง และท่านแม่ของข้า ท่านฮูหยินเสิน”
หลังกล่าวจบ เด็กสาวก็ทำการประสานมือ คารวะทุกผู้ในที่นั้น
“อ้อ เด็กสาวผู้นี้รึ ที่ทำให้ท่านพ่อของข้าที่เอาแต่บำเพ็ญมานานนับสองร้อยปีผู้นั้น ยอมออกจากฌานสมาบัติได้ ยินดีที่ได้พบจริง ๆ” เสินกุ้ยจง ประมุขตระกุลเสินคนปัจจุบันกล่าวชมด้วยความปิติยินดี จากนั้นเสินกุ้ยจง ยังได้กล่าวต้อนรับทุกคนให้รับประทานอาหารและได้ไถ่ถามเด็กสาวว่า
“แล้วนี่แม่หนู มีชื่อว่ากระไร”
“เอออ…” เด็กสาวอ้ำอึ่งอยู่นานสองนาน
“เพ่ยเจินขอรับท่านพ่อ” เป็เสินเซียวที่เอ่ยตอบแทน
“อ้อ ชื่อไพเราะดีมาก เพ่ยเจิน อื่อออ แปลได้ดีว่า การชื่นชมเลื่อมใส และยังแปลว่า สิ่งล้ำค่าอีกด้วย เอาล่ะ ๆ เื่ของเ้าข้าพอได้ฟังมาจากเสินเซียวบ้างแล้ว เอา ๆ ทานข้าว ๆ”
เด็กสาวได้แต่รับฟัง และมึนงง กับชื่อของตนเอง เสินเซียวที่นั่งข้าง ๆ จึงกระซิบบอกแก่นางว่า
“เพ่ยเจิน เป็สิ่งที่เ้าละเมออยู่บ่อยครั้ง”
“ข้าละเมอรึ เยี่ยงไร”
“ก็ประมาณว่า เพ่ยเจิน สิ่งที่รักของข้า เพ่ยเจิน ดวงใจข้า อะไรพวกนี้ เด็กสาวรับใช้ต่างก้ได้ยินตลอดหนึ่งปีมานี้”
เด็กสาวได้ฟังดังนั้น ก็พยายามที่จะนึกถึงภาพที่ตนเองฝัน หรือนึกคิด แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะทั้งหมดที่คิดได้มีเพียงความว่างเปล่า และความไม่เข้ากับภาพเ่าั้ที่ปรากฏตรงลานแท่นศิลาดำคืนใจนั่น
ดังนั้นนางก็ทำได้เพียงแต่รับฟัง และทำใจให้ซินยอมรับเท่านั้น จากนั้นไม่นานก็มีเด็กสาวผู้หนึ่ง ะโโลดเต้นเข้ามาภายในห้องโถงอาหาร ด้วยอาการสดใสร่าเริง และยังได้มีเสียงพูดคูยกับใครบางคนแว้ว ๆ มาตามทาง
“ท่านแพ้ข้าแล้วท่านอา ฮ่า ๆ ๆ”
“เอะอะ อะไรกันหึ สองคนอาหลานนี่” ฮูหยินเสิน กล่าวเชิงปรามเล็ก ๆ ออกไป
“ก็ท่านแม่ วันนี้ข้าสามารถสำเร็จขั้นพิชิตประตูฟ้าระดับห้าดาวแล้วนะสิท่านแม่” เด็กสาวยิ้มร่าเริงกล่าว แล้วนางก็ยังส่งยิ้มมาทางเพ่ยเจินอีก เป็เชิงว่าข้ายินดีที่พบเ้า
“ห่ะ จริงหรือนี่ เ้าสำเร็จขั้นหลังฟ้าห้าดาวแล้ว เข้าสู่เขตขั้นหลังฟ้าหกดาวแล้ว ดีมากลุกพ่อ ดีมาก” ท่านเสินกุ้ยจง รีบกล่าวด้วยความปิติยินดียิ่ง ที่บุตรสาวของตนสามารถก้าวผ่านขั้นการฝึกมาได้อย่างยากลำบากตลอด่นี้
“ใช่เ้าค่ะท่านพ่อ” เด็กสาวบอกกล่าวอย่างตั้งใจ
“ดี ๆ ครานี้บ้านหลักเรา ก็ไม่อ่อนด้วยไปกว่าบ้านสายรองอื่น ๆ แล้ว และยิ่งตระกูลเสินเรายังเข้มแข็งต่อไปอีก ฮ่า ๆ ๆ เอา ๆ มานั่งฉลองกันทุก ๆ ท่าน” ท่านเสินกุ้ยจงกล่าวด้วยความยินดี แล้วยังเชิญทุกคนร่วมฉลองด้วยกันอีก
เด็กสาวคนนี้รีบเดินตรงไปนั่งข้างของเพ่ยเจินทันที ด้วยอาการตื่นเต้นมีความสุข จนแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน จากนั้นเด็กสาวได้พูดกับเพ่ยเจินว่า
“นี่ข้าชื่อ เสินว่านนะ เป็น้องสาวของพี่ชายผู้ไม่เอาไหนของข้า ที่นั่งอีกฝั่งของเ้า” เสินว่านกล่าวแนะนำตัว แต่อีกคนฝั่งขวามือรีบตอบกลับทันควันว่า
“ห่ะ ข้าพี่ชายผู้ไม่เอาไหนรึ เ้านั่นแหละยัยน้องผู้เชื่องช้า”
“ห่ะ ข้าเชื่องช้ายังไงกัน พี่นั่นแหละเอาแต่เที่ยวเตร่ไปวัน ๆ ไม่ยอมฝึกมรรคาให้เจริญสักที เพราะงี้พี่ถึงได้อยู่แค่ขั้นหลังฟ้าระดับเก้าดาวยังไงละ”
“เดี๋ยวนะ อายุเท่าข้ามีใครทำได้เยี่ยงข้าไหมละ หึ เ้ามันน้องที่ไม่รักพี่ชายอย่างข้า” เสินเซียวหน้าเสียกล่าวด้วยอารมณ์ฉุน
“มีสิ องค์ชายที่สาม ที่เป็พระหลานหลวงขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์ พระนามว่าเฉียนหลง นั่นไงหล่ะ เขาทั้งดูดี ทั้งหน้าตา ภูมิการศึกษา และด้านความสามารถ แต่พี่นี่สิ ชิ” เมื่อเสินเซียวได้ยินคำกล่าวถึงองค์ชาย ก็ยิ่งเดือดดาลใจ แสดงออกทางสีหน้าและอาการอย่างชัดเจน ว่า้าปะทะคารมกับน้องสาวตนอย่างจริงจัง
“เอาล่ะ ๆ พอแล้ว พอ ๆ โต ๆ กันแล้วมัวแต่มาทะเลาะกันได้ทั้งสองพี่น้องนี่น่า เกรงใจหนูเพ่ยเจินบ้าง กินข้าว ๆ” ประมุขตระกูลเสินกล่าวขัดขึ้นอย่างขอไปที กับอาการของบุตรชาย และบุตรสาวของตน
พอรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว เพ่ยเจินก็ได้พูดคูยกับฮูหยินประมุขเสิน เกี่ยวกับเื่ราวความเป็มาเป็ไปของวิถีอิสตรี และเื่ราวจิปาถะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตบ้าง
จากนั้นสองพี่น้องเสินก็มาเอ่ยชวนเพ่ยเจิน ไปเดินเล่นที่กลางสวนอุทยานภายในจวนตระกูลเสิน เพ่ยเจิน จึงได้ทำการคารวะผู้เฒ่าทั้งสอง แล้วตามสองพี่น้องไปที่ลานสวน
ในลานสวนนี้ เพ่ยเจินได้เกิดความตื่นตาตื่นใจมาก เพราะจวนนี้เป็จวนระดับราชครูของวังหลวง และสวนอุทยานนี้มีทั้งสวยงามของมวลพฤกษาพรรณไม้นานาชนิด ซึ่งเพ่ยเจินเองก็มีความรู้สึกลึก ๆ ในใจตนเองว่า ตนเองนั้นมีความรัก และหลงไหลในวิถีของดอกไม้ทั้งหลาย นางจึงได้แต่เดินยิ้มในดวงหน้าไป และก็ฟังสองพี่น้องถกเถียง หยอกล้อกันบ้าง เป็ที่สบายใจนางจริง ๆ
เพ่ยเจินนั้นไม่ได้สังเกตเลยว่า ในตอนนี้ตัวนางเองก็อายุย่างเข้าสิบห้า ถือว่าเป็ดรุณีน้อยแรกแย้มแล้ว เปรียบเสมือนดอกไม้น้อยพร้อมพลิเกสร ให้หมู่ภมรมาตอมมาดอมดม
ในขณะนั้นเอง มีสายตาของชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดย่างสิบสิบแปดคู่หนึ่ง ที่แอบชำเลืองมามองดรุณีน้อยเสมอ ๆ นั่นหาใช่ใครอื่นไม่ เป็เสินเซียวนั่นเอง
จากนั้นทั้งสามคน ก็เดินไปหยุดอยู่ที่ม้าหินอ่อนตรงริมสระน้ำภายในสวน แล้วสองพี่น้องก็เริ่มถกคูยถึงเื่การฝึกปรือมรรคาฟ้า
“นี่ท่านพี่ พี่คิดว่ามรรคาสายหอแก้วพิสดารแบบเรา จะยังมีใครเป็เทพเซียนได้ไหม” เสินว่านแสดงออกทางสีหน้าว่าวิตกกังวลพอสมควร พี่ชายอย่างเสินเซียว จึงเอ่ยอย่างจริงจังว่า
“เ้าอย่าคิดมากไปเลยน้องพี่ ถึงว่าเราจะเป็มรรคาสายสนับสนุน แต่เราก็เป็ถึงสายเอกหายาก ของเทพเซียนชั้นพิศุทธิ์พระแม่หนีวาห์เชียวนะ”
“ก็เพราะว่าเป็สายสนับสนุนมิใช่หรือ ตระกุลเราถึงไม่มีใครไปถึงระดับเทพเซียนเลย ขนาดท่านปู่ผู้เฒ่าอาววุโสถึงมีอายุขนาดสองพันปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหลอมรวมปราณจิตเอกะเซียนได้เลย ท่านปู่ยังล้มเหลวถึงสามครั้งแล้ว มาในครั้งนี้ท่านปู่พึ่งคลายณานออกมาในรอบสองร้อยปี ตอนนี้ก็หายไปอีกแล้ว” เสินว่านเอ่ยด้วยสีหน้าจนใจ
“เห้อ เอาเถอะเื่การเป็เทพเซียนนั้นมันคงไกลสุดวิสัยที่เราจะคาดคะเนถึง ปล่อยให้เื่นี้เป็ของเหล่าผู้เฒ่าาุโก็พอ” เสินเซียวกล่าวอย่างขอไปที
“เพราะท่านพี่เป็แบบนี้ไง เอาแต่เที่ยวเตร่ ข้าละกลุ่มใจจริงๆ” เสินว่าน ทำหน้าหดหู่ใจ แต่ขณะดียวกันเสินเซียวกลับมีสีหน้าขบขขันไป
เพ่ยเจินที่สงบเงียบฟังสองพี่น้องคูยกันั้แ่ออกจากห้องโถงอาหารมา ก็พอเข้าใจเื่ราวแบบปะติดปะต่อพอได้ความว่า โลกเสวียนหนีนี้ เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกันโดยการใช้ระดับพลังปราณยุทธ์เป็ตัวกำหนด ด้วยความสงสัยในหลาย ๆ อย่างนางจึงได้เอ่ยถามสองพี่น้องว่า
“ท่านทั้งสองช่วยเมตตาเล่าเื่เกี่ยวกับการฝึกปราณยุทธ์มรรคาฟ้าให้ข้าทีได้ไหม”
“อ๋อ ข้าลืมไปว่าเ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับโลกนี้เลย” เสินเซิยวเอ่ย
“ท่านรู้หรือ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าสงสัย
“อืม ใช่ พอดีตาเฒ่าหม่าเคยเล่าให้ข้าฟัง ว่าเขาเป็ห่วงเ้ามากเพราะสาเหตุที่เ้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพิภพนี้เลย”
“เื่นี้เป็ความจริง” เพ่ยเจินพยักหน้ารับ
“แสนจะเวทนาแท้ ๆ” เสินว่านถอดถอนใจกล่าวออกมาด้วยความสงสารยิ่ง
“เอาอย่างงี้ละกัน เ้าอยากทราบเื่อันใด โปรดถามข้าทั้งสองได้เลย อย่าได้เกรงใจไป” เสินว่านออกหน้ากล่าวอย่างมั่นใจ แบะยังได้โอบกอดไหล่ของเพ่ยเจิน เพื่อแสดงให้เห็นจิตใจของนาง ว่านิยมชมชอบเพ่ยเจินขนาดไหน
“ข้าอยากทราบเื่ลำดับของการฝึกอย่างละเอียดก่อน เมื่อคราก่อนเฒ่าหม่า เคยเล่าไว้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้ารู้อะไรเลย” เพ่ยเจินแสดงออกทางสีหน้าอยากใคร่รู้
“เอาอย่างงี้ข้าจะอธิบายให้เ้าเอง ส่วนเื่ยากขึ้นไป ค่อยให้พี่ชายข้าบอกกล่าวแล้วกัน คือ เื่ลำดับการฝึกปราณยุทธ์มรรคาฟ้านั้น จะจัดเป็ขั้นประตูฟ้า ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่เก้า ขั้นประตูฟ้านี้แหละเป็ตัวชี้ชะตาว่าคนผู้นั้นจะเป็นักปราณยุทธ์ หรือว่าจะได้เป็คนไร้สามารถตลอดไปหรือไม่” เสินว่านกล่าวอย่างจริงจัง
“ถึงขั้นเป็คนไร้ความสามารถเลยหรือ” เพ่ยเจินเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ใช่แล้ว เพราะพิภพเรานั้น ล้วนสรรเสริญผู้ที่ฝึกปรือปราณยุทธ์เท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าผู้ฝึกปราณยุทธ์คนจะได้รับการยกย่องนะ แต่ในทางกลับกันอย่างสิ้นเชิงก็มีถมไป” เสินเซียวกล่าวเสริมด้วย
“ยังไงกันละนี่” เพ่ยเจินยังทวีความสงสัยขั้นไปอีก
“ก็ในเมื่อมีปราณยุทธ์มรรคาฟ้าธรรมะ ก็ต้องมีอธรรมใช่ไหมละ ก็เช่นกันนั้นแหละ ปราณยุทธ์มรรคาฟ้าก็มีสายมรรคามารเช่นกัน แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกผู้คนจะฝึกปราณยุทธ์มรรคาฟ้าได้สำเร็จเป็เทพเซียนทุกคนไม่ บางคนก็ไม่สามารถพิชิตประตุฟ้าได้ตลอดชีวิตก็มี” เสินว่านพยายามเล่าเื่เกี่ยวกับปราณยุทธ์อย่างสุดความสามารถ ส่วนพี่ชายก็พยายามสอดแทรกเนื้อหาสาระเสมอ ๆ ทางเพ่ยเจินเอง เมื่อได้ฟังก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยากเย็น
“อย่างงั้นหรอกหรือนี่ แล้วต่อจากลำดับขั้นนั้นเล่า เป็เยี่ยงไรแน่” เพ่ยเจินยังคงถามสืบต่อไป
“ก็หากนับขั้นต่อจากขั้นประตูฟ้าแล้ว ก็ต้องเข้าสู้การพิชิตประตูฟ้า ซึ่งยังแบ่งเป็อีก เก้าขั้น โดยทุกคนที่บรรลุขั้นนี้ จะต้องมีสัญลักษณ์ดวงดาวแสดงให้เห็นตามแต่รูปแบบแต่ละคนไป อย่างข้านักปราณยุทธ์ ขั้นห้าดาว เห็นไหมข้ามีรูปสัญลักษณ์ดวงดาวติดที่กำไลของข้า ส่วนของพี่ชายข้าก็ติดที่ปกคอเสื้อ และสัญลักษณ์นี้ ก็จะแสดงออกอย่างชัดเจนอีกคราเมื่อเรารีดเร้นปราณยุทธ์นั้นเอง”
เมื่อเสินว่านได้อธิบายถึงจุดนี้ นางยังได้แสดงพลังปราณยุทธ์ห้าดาวของนาง โดยการรีดเร้นพลังปราณยุทธ์ออกมาอยู่ตรงฝ่ามือของนางเอง ซึ่งโดยรอบ ๆ ข้อมือของนางจะมีอักขระเลขยันต์และเปลวไฟสีฟ้า และแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์รูปดวงดาวห้าดวงสีฟ้าอย่างชัดเจนรอบ ๆ ข้อมือของนาง จากนั้นเมื่อนางหยุดก็หายวับไป
“อ้อ และอีกอย่างนะ การที่เราอยู่ที่ขั้นพิชิตประตูฟ้า ขั้นนี้เราจะสามารถร่ำเรียน หรือฝึกปรือศาสตร์คาถา หรือคำภีร์ยุทธ์ของแต่ละสำนัก ตามที่เราปารถนาได้ โดยคำภีร์ยุทธ์จะแบ่งเป็ ขั้นดิน ขั้นทอง ขั้นฟ้า ขั้นเซียน และขั้นเทพเซียน ซึ่งแต่ละระดับคือ ความหายาก และความเข้มข้นของวิชานั้น ๆ ซึ่งในพิภพเรา อย่างมาก็มีชั้นดิน ชั้นทอง ในตระกูใหญ่ก็มีคนฟ้าบ้างแต่น้อย และขั้นเซียนถือว่าเป็สิ่งที่มหัศจรรย์เลยละ หากใครเป็ลูกของตระกุลที่มั้งมี หรือมีประวัติศาสตร์มายาวนานก็ไม่จำเป็ต้องกราบไหว้วานหาอาจารย์อีก เพราะในตระกุลของตนก็มียอดฝีมือนักปราณยุทธ์อยู่แล้ว แต่หากบ้านใดไม่มียอดฝีมืออยู่ก็จะส่งส่งลูกส่งหลานให้ไปกราบไหว้วานหาอาจารย์แต่ละสำนักที่มีชื่อเสียง” เสินเซียวเองก็พยายามอธิบายอย่างตั้งใจ
“แล้วส่วนลูกหลานคนที่ไม่มีอันจะกินเล่า จะทำเยี่ยงไร” เพ่ยเจินอดที่จะถามไม่ได้ เพราะตนนั้นก็ไม่มีปราณยุทธ์ และไม่มีอันจะกินด้วย
“อันเื่นี้ หากคนผู้นั้นเป็อัจฉริยะโดยกำเนิด ก็จะได้รับคัดเลือกให้ไปเข้าสำนักเรียนของแต่ละที่ในแต่ละโจว โดยทุก ๆ ปีจะมีการคัดเลือกนักเรียนในแต่ละโจว โดยเมืองหลวงของเราจะเป็ที่สุดท้าย หากจำไม่ผิดก็เริ่มมาได้ห้า ถึงหกโจวแล้ว” เสินว่านกล่าว
“แล้วหากไม่ได้รับเลือกละ จะทำเยี่ยงไรต่อไปอีก” เพ่ยเจินก็ยังคงซักไซร้ต่อไป เพราะเื่นี้เกี่ยวพันกับชะตาชีวิตนางด้วย
“ก็โดยส่วนมาก เมื่อไม่ได้รับคัดเลือกก็จะไปสมัครเป็ทหารเดนตายบ้าง หรือไม่ก็เป็เกษตรกรทำไร่นาไป เป็พ่อค้าวาณิชไป แต่ก็จะมีบางจำพวกที่ไม่ยอมจำนนต่อชะตาฟ้า ก็จะออกไปแสวงหาเสี่ยงโชคโดยการไปเป็นักล่าสัตส์อสูรบ้าง หรือไม่ก็ไปตามหาถ้ำมหามรรคาฟ้า ของบรรพชนผู้ฒ่าาุโ ที่ได้ละสังขารไป หรือไม่ก็ผู้เป็ยอดฝีมือที่มาละสังขารที่พิภพเรา เพื่อเสาะแสวงหาทรัพย์สมบัติ คำภีร์หายากของผู้ที่วายชนไป” เสินเซียวนึกขึ้นได้เลยกล่าวเสริมเข้าไปอีก
เมื่อเพ่ยเจินได้ยินได้ฟัง ก็พยายามทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ตนเองนั้นขาดตกบกพร่อง และเพื่อเอาไว้ใช้สำรับตนเอง แล้วนางจึงได้เอ่ยถามต่อไปอีกว่า
“แล้วคนที่เสี่ยงโชคสำเร็จเล่า พอมีบ้างไหม”
“ก็มีให้เห็นบ้าง แต่จะให้จัดว่าเป็ขั้นยอดยุทธ์เลยก็หาไม่ โดยส่วนมากที่ข้าเห็นจะอยู่ใน่ขั้นหลังฟ้าระดับขั้นต้นเป็ส่วนมาก แต่ก็มีขั้นตระหนักมรรคาฟ้าอยู่บ้าง แต่จัดว่าน้อยมาก ในรอบหลายร้อยปีจะมีสักท่านหนึ่ง” เสินเซียวกล่าวตอบ
“เป็อย่างงี้นี่เอง แล้วลำดับขั้นต่อไปเล่าเป็เยี่ยงไร” เพ่ยเจินรีบเอ่ยถามต่อ เพราะโอกาสดีที่ได้มีคนอธิบายนั้นมีน้อยยิ่งแล้ว
“ก็ขั้นต่อไป ก็เป็ขั้นหลังฟ้า โดยขั้นหลังฟ้านี้ จะต้องมีสามองค์ประกอบเกิดขึ้น คือ การหลอมกลั่นโอสถทิพย์ปราณจิตหนึ่ง โดยจะแบ่งเป็ขั้นต้น คือ หลอมกลั่นโอสถทิพย์ หลอมกลั่นโอสถอนัตตา หลอมกันโอสถเที่ยงแท้ ต่อมาเป็การสะดับเจตน์กระแสสอง การสะดับมรรคาฟ้าสาม โดยหากใครสำเร็จขั้นฟลังฟ้าได้ก็จะมีอายุอย่างต่ำห้าร้อยปี ไปจนถึงพันปีเชียวนะ โดยส่วนมากผู้คนจะหยุดที่ชั้นนี้ เพราะบางคนอาจคิดที่จะฝึกต่อไปไม่ไหว หรือบางคนก็ติดอยู่นั้นขั้นนี้จนครบพันปี แล้วก็ไม่สามารถบรรลุขั้นตระหนักมรรคาฟ้าได้ ก็จำเป็ต้องละสังขารไปทิ้งตำรับตำราไว้ให้ลูกแลหลานไว้ฝึกสืบต่อไป” พอเสินเซียวอธิบายมาถึงตรงนี้ ตัวเพ่ยเจินเองก็ยังนึกไม่ถึงเลยว่าตนนั้นจะไปฝึกปรือฝีมือได้จากที่ไหน ยิ่งตอนนี้อายุของตนก็เลยวัยขางต้นมาแล้วด้วย นางเผยให้เห็นแววสลดในดวงหน้าอย่างชัดเจน
เมื่อสองพี่น้องได้เห็นก็เป็อันรู้กันว่า เพ่ยเจินกำลังไม่สบายใจอยู่เป็แน่ เสินว่านเลยส่งสัญญาณให้พี่ชายว่าให้หยุดพูดเื่นี้ได้แล้ว แล้วนางก็เฉไฉออกไปเื่อื่นว่า
“นี่ เ้าอยากกินของว่างอะไรเป็พิเศษไหม ข้าจะได้เรียกสาวใช้มาเตรียมให้”
“ข้าขอชามะลิหอมวัตสันฤดูมาด้วย ใกล้จะหนาวแล้ว” พี่ชายนางรีบกล่าวเสริมให้แเี
ตัวเพ่ยเจินเองนางก็รู้สึกตัวดีว่านางกำลังทำให้บรรยายกาศเริ่มเสีย นางจึงรีบปรับอารมณ์ความรู้สึกด้วย แล้วก็รีบเอ่ยถามต่อว่า
“แล้วขั้นต่อไปอีกเล่า ท่านทั้งสองพอจะช่วยข้าอีกได้ไหม”
“ย่อมได้อยู่แล้ว เ้าอย่าได้เกรงใจไปเ้ากับข้าอายุเราพอ ๆ กันอยู่แล้ว อาจจะเรียกได้ว่าเป็เพื่อน เป็พี่น้องก็ได้” เสินว่านเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงใจ จากนั้นนางจึงได้เรียกสาวใช้มา และได้สั่งความไปถึงเื่ของว่าง และชามะลิหอมวัตสันตฤดูมาด้วย
“คือ อย่างนี้นะขั้นที่สูงกว่าขั้นหลังฟ้า เอาจริง ๆ พวกเราทั้งสองก็ไม่สันทัดสักเท่าใด เพราะนั่นมันไกลเกินวิสัยที่เราทำความเข้าใจได้ แต่จะขออธิบายแบบย่นย่อให้เ้าฟังพอสังเขปนะ ต่อจากขั้นหลังฟ้า ก็เป็ขั้นตระหนักมรรคาฟ้า คือ เ้าจะสามารถใช้มรรคาฟ้าได้อย่างอิสระ และเฉียบคมมาก ๆ และจะเป็มรรคาฟ้าสายจำเพาะแกเ้าตลอดไป โดยจะแบ่งเป็ มรรคาฟ้าชั้นต้น หนึ่งถึงสามดาว มรรคาฟ้าชั้นกลาง สี่ถึงหกดาว มรรคาฟ้าขั้นสูง เจ็ดถึงเก้าดาว โดยแต่ละดาวจะมีรัศมีขอขเขตของปราณพลังมรรคาฟ้า จากร้อยลี้ ไปจนถึงเก้าร้อยลี้เลยนะ ต่อจากขั้นตระหนักมรรคาฟ้า ก็เป็ขั้นหลอมกลั่นปราณจิตเอกะเซียน์ บนผืนพิภพเรามีผู้ที่อยู่ในขั้นนี้เพียงแค่ห้าท่านเท่านั้น” เสินเซียวกล่าวด้วยอาการสีหน้าที่มีความสุขที่ได้กล่าวถึงเื่นี้เป็อย่างมาก
โดยเพ่ยเจินเองก็มองออกว่าแท้จริงแล้วเสินเซียว หาได้เป็คุณชายที่เอาแต่เที่ยวเตร่ตามคำกล่าวของเสินว่านไม่ แต่เขาผู้นี้จัดว่าเป็ผู้คงแก่การเรียนการฝึกปรือมรรคาฟ้าโดยแท้ และนางยังมองออกอีกว่าเสินเซียวผู้นี้จัดเป็อัจฉริยะของแผนดินนี้เลยก็ว่าได้ เพ่ยเจินตะหงิดใจกับคำว่า เพียงแค่ห้าคนนี้เป็อย่างยิ่ง นางจึงเอ่ยถามว่า
“แล้วท่านผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใช่จักรพรรด์มนุษย์ผู้ที่มีพระนามว่า เฉียนชิ่ง. นี่ไหม หรือว่าเป็ท่านผู้าุโของตระกุลท่าน”
ทางเสินเซียวที่กำลังจิบน้ำชาได้ฟังดังนั้นก็แทบจะสำรอกน้ำชาออกมา จึงตื่นจากอาการรีบกล่าวตอบว่า
“ไม่ ๆ เลยสักนิด องค์จักรพรรดิ์มนุษย์นั้นจัดเป็อันดับสองต่างหากนะ ส่วนปู่ของเราจัดว่าเป็ สี่ผู้พิทักษ์ของเมืองหลวงก็จริง มีตำแหน่งราชครูแห่งจักรพรรดิ์เฉียนชิ่งนี้เท่านั้น”
“แต่ท่านปู่ก็อยู่อันดับไกลถึงที่ อันดับสิบสามเลยละ” เสินว่านกล่าวโดยไม่สบอารมณ์ นั่นเพราะนางมักจะถูกเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันหยอกล้อ เื่ที่ท่านปู่ของนางมีตำแหน่งสูงส่งที่สุดในเมืองหลวง แต่กลับฝึกปรือฝีมือได้ระดับขั้นที่ต่ำในทำเนียบเสวียนหนี นางจึงมักโกรธเสมอ ๆ ที่มีคนเอ่ยถึงลำดับขั้น แต่คราครั้งนี้นางยังพอหยุดยั้งอารมณ์ได้ เพราะนี่คือ เพ่นเจินผู้ที่ไม่รู้เื่เกี่ยวกับเื่พวกนี้
เมื่อเสินเซียวเข้าใจในน้ำเสียงของน้องสาวตน จึงได้เอ่ยเสริมด้วยคำพูดที่อ่อนลงกว่าเดิมเพื่อเอาใจน้องสาวไปอีกว่า “อันดับหนึ่งแห่งพิภพเสวียนหนี แท้จริงแล้วเป็ของท่านเฉินหว่าชุน แห่งหยางโจว เซียน์หกชั้นฟ้า และเป็ผู้เดียวที่มีมรรคาฟ้าสองสายในคนคนเดียว และความอหังการสุดท้ายคือ ท่านเฉินหว่าชุน ท่านเป็ศิษย์สายตรงของเ้ามรรคาฟ้าสายอัสนี ท่านเทพเซียนผู้ทรงเดชัอัสนีภูฉวี นั่นเอง”
“เฉินหว่าชุน เทพเซียนผู้ทรงเดชัอัสนีภูฉวี เกินวิสัยของพวดเราจริง ๆ ด้วย ฮ่า ๆ” เพ่ยเจิน ฟังแล้วก็หัวเราะไป เพราะตนเองไม่เข้าในสิ่งเสินเซียวกล่าวมา และก็ไม่เคยได้ยินด้วย แต่ทำไมภายในห่วงสำนึกของนาง กลับคลับคล้ายคลับคลากับคำว่า ัอัสนีภูฉวีมากกว่า แต่นางก็คิดเพียงว่าคงบังเอิญเท่านั้นเอง เลยไม่ได้คิดสืบไป
“เอ๋ แต่เ้าไม่อยากรู้จริงหรือ ว่าทุกคนต่างฝึกปรือปราณยุทธ์มรรคาฟ้าไปทำไมกัน” เสินว่านเอ่ยถามเพ่ยเจินบ้าง
“ก็มีไว้เพื่อเป็เทพเซียน หวังเป็อำมตะไม่เน่าไม่ตายมิใช่หรือ” เพ่ยเจินเอ่ยตอบด้วยสีหน้างงงัน
“นั่นก็ถุกต้อง แต่มิใช่ทั้งหรอกนะ นอกจากการหวังจะเป็เทพเซียนแล้ว อีกประการหนึ่ง คือ เพื่อเป็การต่อกรกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าไง” เสินว่านเอ่ยบอก แต่เพ่ยเจินไม่เข้าใจ เพราะอะไร จึงถามกลับไปอีกว่า
“มันยังไงกันแน่”
“คืออย่างงี้นะ ในพิภพเสวียนหนีของเรานี้ แม้ในยามสงบพวกเราก็สงบจริง ๆ แต่ว่าในความสงบนี้ย่อมมีภัยร้ายซ้อนอยู่ นั่นคือ กลุ่มลัทธิสายมารนั่นเอง” เสินเซียวเอ่ยตอบแทนน้องสาวแล้วยังได้เอ่ยต่อไปอีกว่า
“การฝึกปรือปราณยุทธ์มรรคาฟ้า นั้นมีสายมารอยู่ด้วย โดยสายมารนั้นก็ฝึกปรือคล้าย ๆ ในแบบของเรา แต่พวกเขาจะอำมหิต และพิสดารมากกว่าเรา ๆ มาก ด้วยสภาวะจิตที่ขุ่นมัว และเร่งเร้าอารมณ์ปราณยุทธ์ด้วยแรงอาฆาตพยาบาทเสมอ ๆ จึงทำให้พวกมันหิวกระหายเืเนืุ้์ และพวกมันยังถือเอาชีวิตมนุษย์เป็เครื่องสังเวยศาสตร์คาถามรรคาฟ้ามันด้วย” สีหน้าของเพ่ยเจิน และเสินว่านต่างเริ่มผิดแปลกไปจากปกติมาก เมื่อได้ฟังสิ่งที่เสินเซียวกล่าว ขนาดเสินว่านยังมีสีหน้าที่หวั่นเกรงอยู่หลายส่วน
เมื่อเสินเซียวได้เห็นทั้งสองตั้งใจฟังจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยกว่าปกติต่อไปอีกว่า “ลัทธิมารในพิภพเรายังพอทำเนาอยู่ แต่หากเป็จำพวกที่มาจากต่างพิภพอื่น หรือมาจากโลกธาตุจักรวารอื่น อันนั้นแหละน่ากลัวที่สุด เพราะแต่ละตนที่สามารถกรีดฟ้าเหินนภามาได้ ย่อมไม่ใช่เป็เทพเซียนธรรมดา ล้วนแต่เป็เซียน์ขั้นสูงทั้งนั้น” เสินว่านได้ฟังดังนั้น ก็พยายามสงบใจให้เป็ปกติที่สุด แล้วกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยว่า
“ก็เรายังมีห้าบรรพชนผู้เฒ่า และผู้แกร่งกล้าทั้งหลายอยู่มิใช่หรือท่านพี่”
“นั่นก็ถูกต้องตามที่น้องว่า แต่เ้าอย่าลืมสิ ว่าพิภพเรามีทั้งเก้าโจว แต่เรามีบรรพชนผู้เฒ่าที่รักษาพิภพไว้ได้มีเพียงแค่ ห้าท่านเท่านั้น แต่ระดับขั้นของมารต่างพิภพนั้น สูงส่งกว่าทั้งห้ารวมกันด้วยซ้ำ และยังมีสัตว์อสูรที่จะวิวัฒน์เป็เซียนอีกก็มาก เห้อออ นั่นแหละเหตุผลที่แท้จริงของข้า ในการฝึกปรือพลังปราณยุทธ์มรรคาฟ้า” ทั้งสามคนต่างพากันมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะ สีหน้าของเสินว่าน นั่นอาจเป็เพราะนางยังเด็กอยู่ ส่วนเพ่ยเจินนั้นนางไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งสิ้น แต่กับเสินเซียว เขานั้นมีสีหน้าที่เรียบเฉย ดุจว่าเขาต่างรับรู้เื่นี้ดีอยู่แล้ว
ณ พระบรมมหาราชวัง พระตำหนักหยางซินเตี๋ยน หน้าห้องบำเพ็ญนิโรธสมาบัติมรรคาฟ้า แห่งองค์จักรพรรดิ์มนุษย์.