ตอนพิเศษที่ 4 จดหมายเหตุ
แม้จะไม่มีคำพูดอย่างเป็นทางการแต่นับจากวันนั้น ตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมาจ้าวฮุ่ยหมิงก็เทียวรับเทียวส่งสวีเจียฉีแทบจะเว้นวันเว้น ยิ่งวันหยุดของเขา เขาก็แทบจะมาเฝ้าทั้งที่มหาวิทยาลัยหรือคอนโดตลอด
การกระเหล่านี้เป็นที่รู้กันว่าทั้งสองคนกำลังอยู่ในช่วงเดทกันอยู่หากแต่ก็ยังไม่มีสถานะที่ชัดเจนระหว่างกันเนื่องจากตอนนี้มันเป็นความสบายใจของคนทั้งคู่
วันนี้ก็เช่นกัน
“ผมได้หยุดวันนี้จนถึงวันอาทิตย์คุณเองก็ไม่มีสอนแล้วใช่ไหมครับ” ร่างสูงหลังพวงมาลัยเอ่ยถามผู้หญิงที่นั่งข้างๆขณะที่ยังมองไปข้างหน้า
“ใช่ค่ะทำไมหรอคะ” สวีเจียฉีที่กำลังตอบข้อความของครอบครัวพูดตอบเขา
“ไปเที่ยวกันครับ”ร่างสูงพูดด้วยท่าทางร่าเริง “ไปค้างนะ”
หญิงสาวหรี่ตามองชายหนุ่มข้างๆหากแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มอย่างไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ชวนมันแปลกตรงไหน ก็อย่างนั้นแหละทั้งสองคนสถานะเป็นยังไงก็รู้กันอยู่จะเป็นคนไร้เดียงสาไม่เคยนอนค้างคืนด้วยกันก็คงไม่ใช่ก็แค่ไม่เคยเกินเลยกันมากกว่า
“ปฏิเสธได้ไหมคะ”
“ไม่ครับ”
... ... ...
จ้าวฮุ่ยหมิงเช่าบ้านหลังหนึ่งซึ่งก็คงเป็นหนึ่งในทรัพย์สินของตระกูลตัวเองแล้วพาหญิงสาวเที่ยวตลอดทั้งวัน
จนถึงช่วงบ่ายแก่ชายหนุ่มเลือกที่ร้านอาหารที่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงครามสมัยราชวงศ์อู่ที่ตอนนี้ปิดให้บริการแต่ชายหนุ่มก็ยังสามารถพาเธอเข้าไปชมภายในได้
ทันทีที่หญิงสาวเดินดูความทรงจำและความรู้สึกเก่าๆ ก็ปะทะเข้ามาภายในหัวใจเพราะข้าวของและเรื่องราวทุกอย่าง มันดูคุ้นเคยอย่างมาก
ขาเล็กๆ ก้าวดูของแต่ละชิ้นด้วยรอยยิ้มมุมปากด้วยความคิดถึงเรื่องในอดีต ยามนี้จ้าวซินเยว่ผู้นั้นคงจะใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากว่านางเป็นแน่ ส่วนเธอที่มาอยู่ที่นี่เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าหรือยังนะ
จนกระทั่งถึงห้องที่มีอาวุธสงครามทั้งดาบจริง และโล่ที่เคยผ่านสงครามถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อยรวมไปถึงดาบของตระกูลจ้าวก็เหมือนว่าพวกเขาจะมอบให้พิพิธภัณฑ์ดูแลเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนั้น
ร่างเล็กจมไปกับบรรยากาศจนกระทั่งดวงตาของเธอไปกระทบกับบางอย่างที่อยู่ส่วนลึกสุด
ชุดเกราะที่ดูคุ้นตาถูกแขวนอยู่พร้อมกับดาบทั้งสามเล่มที่สลักลวดลายแสดงถึงตำแหน่งของขุนนางสูงสุดในบรรดาฝ่ายบู๊ในยามนั้น
ไม่รู้ทำไมน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอย่างไม่ทันได้รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ
ดูเหมือนเฉินจือหานจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างดีเท่านั้นก็คงจะเพียงพอแล้ว
“มาทางนี้เถอะครับ”มือใหญ่แตะที่หลังของเธอพร้อมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะพาเดินไปอีกส่วน
“อะไรหรอคะ”ทันทีที่เดินเข้ามาก็พบกับห้องที่คล้ายๆ กับห้องสมุด อาจจะเป็นคลังอะไรซักอย่างโดยข้างหน้าเขียนว่าห้ามคนนอกเข้า
“รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจดหมายเหตุไหมครับ” ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวเข้ามาข้างใน เมื่อคนอื่นๆเห็นก็ทำความเคารพก่อนจะค่อยๆ เดินออกไป ทิ้งให้คนทั้งสองคนอยู่ในนั้น
“รู้จักสิคะ”
“มีจดหมายเหตุอันหนึ่งที่ตระกูลของผมเก็บเอาไว้และสั่งไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง ยกเว้นคนในตระกูล จนกว่าพวกเราจะอนุญาตให้เปิดมัน” ร่างสูงเดินเข้าไปชั้นหนังสือแล้วหยิบเอากล่องไม้ขึ้นมา และยื่นให้เธอ
เธอรับมาด้วยสีหน้าแปลกใจและประหลาดใจ
“เปิดอ่านสิครับ...ผมว่าคุณควรจะ ได้อ่านมัน” สายตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเป็นจริงจังยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่าตามไปด้วย
“ฉัน...ควรอ่านมันหรอคะ” เธอถามย้ำถึงความผิดปกติในประโยคก่อนหน้าแต่เขาไม่ตอบแค่ยิ้มให้เธอเท่านั้น
มือบางเปิดกล่องไม้มีอายุนั้นก็พบกับม้วนหนังสือแบบสมัยเก่าเธอวางกล่องไม้ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ม้วนนั้นอ่าน
‘ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจ และเจ็บช้ำถึงเพียงนั้นข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าตัดสินใจในฐานะแม่ทัพ มันทำให้เจ้าลำบาก แต่เชื่อข้าเถอะข้าจะกลับไปหาเจ้า สตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารัก’
‘หกเดือนแล้วที่ข้าอยู่ที่แคว้นลี่ในฐานะ หวงจือเหว่ย ไม่รู้ว่าข้าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ข้าก็จะกลับไปหาเจ้า เราจะได้อยู่ด้วยกันในที่ที่แสนสงบสุข รอจข้านะ’
จดหมายเหตุนี้เป็นเหมือนบันทึกของใครสักคนหนึ่งที่เขียนถึงใครบางคนที่อยู่ห่างไกล ทุกถ้อยคำมันเป็นคำกล่าวว่ารัก ถ่ายทอดความคิดถึง ถึงใครสักคนที่รักมากๆและวางแผนจะใช้ชีวิตด้วยกัน
จริงอยู่ที่มันไม่ได้เขียนชื่อของผู้เขียนเอาไว้และไม่ได้เขียนชื่อของสตรีที่เขาฝันถึง หากแต่เธอ จำลายมือนี้ได้
“อ่านต่อเถอะครับ”มืออบอุ่นแตะลงที่แก้มของเธอเบาๆ พลางลูบเช็ดน้ำตาที่ไหลช้าๆ“ผมอยากให้คุณได้รับรู้ เรื่องราวในบันทึกนี่”
‘คิดถึงเจ้าเหลือเกินและทุกค่ำคืนที่นึกถึงเจ้า ข้าจะออกมาร่ำสุรา พร้อมกับชมจันทร์แม้จะเป็นจันทร์เต็มดวงก็ไม่อาจสู้ดวงจันทร์เพียงเสี้ยวเดียวที่ได้ดูเคียงข้างเจ้า’
‘เจอเจ้าอีกครั้งทำให้ข้าทั้งดีใจและเศร้าใจ เหตุใดเจ้าจึงดูเศร้าหมองถึงเพียงนั้น รอขอเถิดอีกไม่นานข้าจะจบเรื่องนี้ และพาเจ้าไปที่ไกลแสนไกล’
‘เจ้าทิ้งข้าไปเช่นนี้ตายต่อหน้าข้า แล้วข้าจะอยู่ไปเพื่อใคร ทำไมเจ้าถึง... ’
‘หากสวรรค์ชั้นฟ้ามีอยู่จริงได้โปรดสาปแช่งคนบาปผู้นี้ให้มีเพียงแต่นางเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติหากหานางไม่เจอ และมิได้ครองรักกับนาง ก็จงอย่าให้ข้าได้รักใคร...หากมีโอกาสในชาติภาพใดได้พบได้โปรด... อย่าทำให้ข้าต้องจากนางอีก’
มือบางเก็บม้วนบันทึกอย่างเรียบร้อยก่อนจะก้มลงมองมือของตัวเองที่สั่นเทา
หวงจือเหว่ยไม่สิ ผู้ชายที่แต่งงานกับเธอในคืนนั้น... แท้จริงแล้วก็คือคนที่เธอรอเขาตลอด
เป็นเพราะความโง่เง่าของเธอแท้ๆถ้าเกิด... ถ้าเกิดเธอสะกิดใจเรื่องนั้นขึ้นมาสักนิดละก็...เธอก็คงไม่ต้องตายแบบนั้น... วิญญาณไม่ต้องถูกจองจำด้วยความแค้น... สวีเจียฉีก็คงไม่ต้องถูกเธอพาไปยังอดีตและเธอก็คงไม่ต้องวนเวียนอยู่ที่นี่หลายร้อยปีเช่นนี้
ว่าแต่...ทำไม...
“ทำไมคุณถึงพาฉันมาที่นี่หรอคะ” ความสับสนก็มีอยู่ แต่ความสงสัยก็ตีเข้ามาเธอเป็นแค่สวีเจียฉีที่หมดสติไปเกือบปี และคุยกับเขาเช่นคนยุคนี้คุยเขาไม่น่าจะรู้อะไรเลยด้วยซ้ำ
ดวงตาที่เริ่มบวมเพราะน้ำตาที่ไหลก็ค่อยๆเงยหน้ามองชายหนุ่มที่กำลังยกยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน และโศกเศร้าในขณะเดียวกันมันก็เต็มไปด้วยความรู้สึก
“สำคัญด้วยหรอครับว่าผมพาคุณมาที่นี่ทำไม” ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นในขณะที่เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้มือหนาค่อยๆ จับมือเล็กช้าๆ
“สำคัญกว่านั้น คือคุณรู้สึกยังไงเมื่อได้รู้ทุกอย่างแล้ว”เขาถามต่อด้วยสีหน้าและแววตาที่มีความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ไม่ต่างจากคนโดนถามที่รู้สึกผิดไม่ต่างกัน
“จะยังสับสนก็ไม่เป็นไรไปกันเถอะครับ คุณคงหิวแย่ ผมจองร้านอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว”
ร่างสูงลุกขึ้นพลางประคองเธอเดินออกจาพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นเงียบๆส่วนเธอก็เดินตามเขาอย่างใจลอย เธอพยายามประติดประต่อ ละจินตนาการเรื่องทุกอย่าง
ข้อสรุปเดียวที่พอจะนึกออกก็คือจ้าวฮุ่ยหมิง คงจะเป็นเขาที่เกิดในชาตินี้ เลวร้ายที่สุด...เขาก็คงจำเรื่องราวในยุคนั้นได้
ทำไมพวกเธอถึงมีชะตากรรมที่ทรมานเช่นนี้กันนะ
... ... ...
หลังจากมื้ออาหารค่ำชายหนุ่มก็พาหญิงสาวไปยังที่พัก ชายหนุ่มสังเกตว่าหญิงสาวดูไม่ร่าเริงเลยตั้งแต่ออกมาจากที่นั่น
แม้แต่ตอนกินข้าวเธอก็ดูกินได้น้อยกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา จนตอนนี้เธอก็อาบน้ำและล้มตัวลงนอนไม่พอยังหันหลังให้กับเขา
ร่างสูงที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขึ้นบนเตียงกว้างพลางขยับประชิดร่างเล็กและวางมือบนไหล่บางเบาๆ
“ขอโทษที่ไม่ได้บอกอะไรเลยนะครับ”เขาพูดเบาราวกับกระซิบพลางลูบไหล่คนตัวเล็กช้าๆ
“คุณไม่ผิดหรอกค่ะแต่คุณช่วยเล่าให้ฟังได้ไหม ว่าทำไม คุณถึง...”
หญิงสาวขยับมือมาจับมือหนาเบาๆก่อนจะค่อยๆ หันหน้ามามองเขาด้วยสายตาที่ทำให้ร่างสูงใจสั่น
“ได้สิแต่สัญญาอะไรกับผมอย่างนึงนะ” คนตัวใหญ่กว่ายิ้มอย่างเคย พลางยกมือจัดไรผมบนใบหน้าของหญิงสาวอย่างอ่อนโยนส่วนเธอก็พยักหน้ารับเบาๆ เป็นการตกลงสัญญา
“อย่าหายไปไหนนะครับอยู่กับผม ที่นี่”