ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 60 จับตาดู

    ตอนที่ 60 จับตาดู

     

    ในวันนี้หนิวชุ่ยฮวาเองก็ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ระทมเช่นกันเธอไม่ค่อยพอใจที่เห็นฟู่ต้าหย่งและคนอื่นมาขนเฟอร์นิเจอร์เก่าออกไปจากบ้านเมื่อวานนี้ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

     

    เย็นวานนี้ฟู่เหล่าชวนได้บอกกับเธอแล้วว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของเสิ่นซู่ฉี !ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าหญิงชราคนนั้นจะรอบคอบขนาดนี้ !หญิงชราจงใจให้บ้านหลังนี้เป็นชื่อของตัวเองและสุดท้ายก็ใช้มันจ่ายคืนเป็นค่าเลี้ยงดูให้ฟู่เหล่าชวน

     

    หนิวชุ่ยฮวารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้หากเป็นแบบนี้ เธอจะทนอยู่กับฟู่เหล่าชวนไปทำไมกัน ? เพราะที่เธอตัดสินใจอยู่กับเขาก็เพราะเรื่องเงินเท่านั้น

     

    ต่อมาเธอก็ได้ยินฟู่เหล่าชวนพูดขึ้นว่าฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงจะให้เงินกับเขาเดือนละ 10 หยวนหลังจากที่เขาเกษียณซึ่งหากรวมกันแล้วก็จะได้ 20 หยวนต่อเดือนหนิวชุ่ยฮวาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้ง

     

    อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าพวกนั้นที่ถูกย้ายออกไปหนิวชุ่ยฮวาก็ยังคงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยเดิมทีเธอตั้งใจว่าจะทาสีมันใหม่เพื่อใช้มันเป็นของขวัญวันแต่งงานให้ลูกชายแต่สุดท้ายความคิดนั้นของเธอก็ต้องถูกดับฝันไป

     

    “คุณคะ เฟอร์นิเจอร์พวกนั้นมีเรื่องราวอะไรกับพวกเขาหรือเปล่า ? ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าภรรยาเก่าของคุณจะปล่อยให้ลูก ๆ ของเธอไม่มีบ้านอยู่และให้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ เหล่านั้นกับพวกเขา”หนิวชุ่ยฮวาพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

     

    “ฉันเองก็คิดว่าเสิ่นซู่ฉีต้องทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้กับพวกเขาเหมือนกันแต่ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมพูดอะไรเลย แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่ยอมลงนามในสัญญาเท่านั้น หากไม่ทำแบบนี้เราจะไม่ได้อะไรเลย แม้แต่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกก็จะหายไปด้วยเช่นกัน ! ”ฟู่เหล่าชวนพูดพร้อมกับตบไปที่ขอบเตียงอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ

     

    “ฉันจะขอให้จู่จื่อกับเพื่อนของเขาอีก 2-3คนไปที่บ้านของต้าหย่ง เพื่อเอาสิ่งของที่อยู่ในบ้านของพวกเขากลับมาเราจะทำเรื่องนี้อย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ใครรู้ คุณคิดว่าอย่างไร ? ” หนิวชุ่ยฮวายังคงไม่ยอมเลิกรา

     

    “อย่าสร้างปัญหาอีกเลย หากถูกจับได้เธอคิดว่าเด็กพวกนั้นจะไม่คิดว่าฉันเป็นคนยุยงอย่างนั้นเหรอ ? อีกอย่าง หากจูจื่อทำแบบนั้นแล้วถูกจับคิดว่าคำวิงวอนของฉันยังจะใช้ได้ผลอีกหรือเปล่า ? ” ฟู่เหล่าชวนมีสีหน้าที่วิตกกังวลเล็กน้อยก่อนจะรีบหยุดความคิดนี้เอาไว้อย่างรวดเร็ว

     

    “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาลองไปสังเกตการณ์ดูอย่างเงียบ ๆ ก็แล้วกันจะได้ดูว่าตอนนี้พวกเขามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”

     

    หนิวชุ่ยฮวายอมทำตามที่สามีของเธอบอกอย่างเชื่อฟังแต่ในใจของเธอกลับไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลย

     

    ……

     

    “พ่อ เช้านี้ผมเห็นจู่จื่อมาเดินเพ่นพ่านแถวบ้านของเราอยู่บ่อย ๆ ด้วยล่ะทั้งยังมีท่าทางที่ดูเหมือนว่าเขากำลังแอบดูพวกเราอีกด้วย”ขณะที่กำลังทานมื้อเช้าอยู่นั้น ฟู่เซินก็ได้แอบบอกเรื่องนี้กับพ่อของเขา

     

    “เขามาแอบสังเกตการณ์พวกเราน่ะสิคงจะมีใครบางคนกำลังสงสัยเรื่องเฟอร์นิเจอร์เก่าของย่าอยู่แน่”ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยันออกมา

     

    “ไปกันเถอะ เจ้ารอง พ่อว่าเราไปเดินเล่นหลังมื้อเช้ากันหน่อยดีกว่าดูสิว่าเขาจะตามพวกเราไปหรือเปล่า ? ” วันนี้ฟู่ต้าหย่งตั้งใจที่จะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาไม้มาทำถังเหล้าอยู่พอดีเลย

     

    “ดีเลยพี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นเราถือโอกาสนี้ไปล่าสัตว์ด้วยเลยดีกว่าตั้งแต่ที่ฉันกลับมา ยังไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาเลย ชักจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ”ฟู่ต้าจวงพูดด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น เพราะตอนที่เขายังเด็กนั้นเขาชอบไปวิ่งเล่นบนภูเขามาก ๆ

     

    “พ่อครับ ผมขอไปด้วยนะครับ ! ”

     

    “อารอง พวกเราเองก็อยากไปด้วยเหมือนกัน ! ”

     

    ทันใดนั้น มือเล็ก ๆ หลายคู่ก็ยกขึ้นมารอบ ๆโต๊ะอาหารในทันที ซึ่งเป็นลี่ลี่ เฟินเฟิน และเสี่ยวเจี๋ยฟ่างนั่นเองที่ขอไปด้วย

     

    “อารอง พวกเราไม่เคยขึ้นไปภูเขามาก่อนเลย ช่วยพาพวกเราไปด้วยได้ไหมคะ ! ”ก่อนหน้านี้ลี่ลี่และเฟินเฟินนั้นไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นจากพ่อและย่าของพวกเธอเท่าไหร่นักส่วนฟู่ต้านีนั้นก็ต้องทำงานบ้านทั้งหมดและที่สำคัญก็คือไม่มีใครสนใจพวกเธอเลยด้วย

     

    “ลี่ลี่กับเฟินเฟินก็อยากไปด้วยเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ ? ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงจึงเลือกที่จะไม่ปฏิเสธพวกเธอ

     

    “หนูอยากไปค่ะ ! ” ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ลี่ลี่และเฟินเฟินปรับตัวได้แล้วและความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนที่ต่ำต้อยของพวกเธอนั้นก็ค่อย ๆ หายไปแล้วเช่นกันตอนนี้ทั้งสองได้กลับมาเป็นเด็กที่ดูร่าเริงสมวัยซึ่งจากความอบอุ่นที่พวกเธอได้รับนั้น ทำให้อารมณ์ของพวกเธอพัฒนาไปในทางที่ดีตามลำดับแล้ว

     

    “เอาสิ ถ้าพวกเธออยากจะไปก็ไปได้เลย แต่ต้องห้ามอยู่ห่างจากพี่เสี่ยวมู่พี่เสี่ยวฉุ่ย และพี่เสี่ยวฮั่วอย่างเด็ดขาดเลยนะ”เมื่อเห็นท่าทางที่ดูร่าเริงของหลานสาวตัวน้อยทั้งสองฟู่ต้าหย่งจึงพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข

     

    เดิมทีฟู่เยี่ยนต้องการที่จะตรวจดูกล่องไม้กฤษณาที่ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่ราชวงค์หมิงอย่างละเอียดอีกครั้งแต่ในเมื่อพ่อของเธอพูดเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะไปกับพวกเขา ฮึ่ม !จู่จื่อกำลังมองหาบางอย่างอยู่ใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เขาเห็นว่าเธอมีสมบัติสักหน่อยก็แล้วกัน

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็คิดถึงกล้วยไม้ที่หลี่ซุ่นลี่ได้มอบให้กับเธอมาซึ่งตอนนี้เธอได้ใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำการรักษามันและได้เก็บมันเอาไว้ในดินแดงต่างมิติของเธออีกด้วยซึ่งฟู่เยี่ยนยังคงหวังว่ามันจะแตกหน่อและขยายพันธุ์ได้ เพราะมันเป็นของที่หายากมากดังนั้นเธอจึงอยากจะอนุรักษ์มันเอาไว้ หลังจากที่ช่วยมันสำเร็จ

     

    อย่างไรก็ตามกล้วยไม้ชนิดนี้ยังต้องการสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ อีกด้วยดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของมันเธอจึงต้องนำดินที่มีใบของต้นสนทับถมอยางหนาแน่นจากบนภูเขามาฆ่าเชื้อด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอเสียก่อนก่อนที่จะแอบนำดินเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอเพื่อนำมันไปปลูกกล้วยไม้

     

    หลังจากที่ทานมื้อเช้าและเตรียมอุปกรณ์กันเสร็จแล้วทุกคนก็ได้ออกเดินทางทันทีโดยการขึ้นไปบนถูเขาครั้งนี่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกันส่วนหวังซู่เหมย ฉือหมิ่น และฟู่ต้านีก็มีสิ่งที่ต้องทำเช่นกันโดยวันนี้ถึงเวลาที่พวกเธอต้องทำเหล้าแล้ว

     

    ในตอนนี้ทุกคนต่างก็กำลังมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาด้วยความร่าเริงทว่าฟู่เยี่ยนนั้นกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับสิ่งนี้เลยและวันนี้ก็เป็นวันที่จางเหว่ยจะมารับยันต์แคล้วคลาดจากเธออีกด้วย

     

    ……

     

    อีกด้านหนึ่งจางเหว่ยได้เตรียมตัวไปที่หมู่บ้านอันผิงตั้งแต่เช้าตรู่ขณะที่เขากำลังจะออกไปนั้นนายกเทศมนตรีจางที่กำลังนั่นอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาก็ได้หยุดเขาไว้

     

    “ช่วงนี้ลูกกำลังยุ่งกับอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ ? ” นายกเทศมนตรีจางรู้สึกปวดหัวมากๆ เมื่อเห็นลูกชายของตัวเอง เพราะหลังจากที่จางเหว่ยเรียนจบชั้นมัธยมปลายเขาก็ได้เสนอให้จางเหว่ยเข้าทำงานในโรงงานทอผ้าทว่าจางเหว่ยกลับไม่เต็มใจเข้าทำงานที่นั่น

     

    เมื่อเข้าไปทำงานในโรงงานนั้นเขาไม่ได้สนใจที่จะทำงานเลย เขาทำงานไม่จริงจัง เดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกทำเอาผู้อำนวยการปานผู้อำนวยการของโรงงานทอผ้าทนไม่ไหวจึงได้สั่งพักงานจางเหว่ยอย่างไม่มีกำหนดและยังไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้กับเขาอีกด้วย ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกไล่ออกในที่สุด!

     

    และเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนายกเทศมนตรีจางก็พบว่ามีคนจำนวนมากที่ได้แวะเวียนเข้ามาคุยกับลูกชายของเขาอยู่บ่อยๆ และยังดูมีท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ อีกด้วย แต่ที่น่าแปลกใจไปมากกว่านั้นก็คือแม้แต่รองนายกเทศมนตรีเฉินที่เพิกเฉยต่อเขามาโดยตลอด ตอนนี้เริ่มแสดงท่าทีที่มีน้ำใจต่อเขามากขึ้นแล้ว

     

    นายกเทศมนตรีจางไม่ใช่คนโง่ในทางกลับกันเขาเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบมาก ถึงได้มายืนอยู่จุดนี้ได้ซึ่งหากสังเกตจากทัศนคติของรองนายกเทศมนตรีเฉินแล้วนั่นหมายความว่ารองนายกเทศมนตรีเฉินเริ่มยอมรับในตัวเขาแล้วนั่นเอง

     

    ซึ่งนี่ถือว่าเป็นข่าวดีเลยก็ว่าได้ในอนาคตหากต้องทำงานบางอย่างก็จะไม่มีคนมาคอยโต้แย้งเขาแล้วและนายกเทศมนตรีจางก็เชื่ออีกด้วยว่าลูกชายของเขาเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นมา

     

    “พ่อครับ พ่อมีอะไรจะพูดกับผมก็รีบพูดมาดีกว่า ตอนนี้ผมกำลังรีบครับ ! ”ตอนนี้จางเหว่ยกำลังรีบไปหาฟู่เยี่ยนซึ่งครั้งนี้มีคนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเลยทีเดียวเพื่อที่จะขอซื้อยันต์แคล้วคลาดจากเขาดังนั้นเขาจึงอยากจะรีบเอาเงินไปให้เธอและบอกเรื่องนี้กับเธอด้วย

     

    “ลูกกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ทำไมถึงได้รีบร้อนขนาดนั้นกันล่ะ ? บอกพ่อมาว่าก่อนหน้านี้ลูกได้ทำอะไรหรือเปล่า ? ทำไมอยู่ดีๆ รองนายกเทศมนตรีเฉินถึงได้เอาแต่ยกย่องลูกอยู่แบบนั้น ทั้งยังมาคอยทำดีกับพ่ออีกเรามานั่งคุยกันถึงเรื่องนี่หน่อยเถอะ ! ”นายกเทศมนตรีจางพูดพร้อมกับมองไปยังลูกชายของตัวเองด้วยความโกรธ

     

    “พ่อครับ พ่อกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน ? พ่อของเฉินหมิงมาที่บ้านของเราด้วยอย่างนั้นเหรอครับ? ก่อนหน้านี้เฉินหมิงได้มาหาผมเพื่อที่จะต่อคิวซื้อยันต์แคล้วคลาดซึ่งคิวของพวกเขาต้องรอถึงสิ้นปีเลยทีเดียว ผมคิดว่าการที่เขาพยายามเข้าใกล้พ่อคงจะเป็นเพราะอยากแซงคิวมากกว่า อย่าไปสนใจเขาเลยครับเพราะผมเองก็มีกฎของในการขายของผมอยู่แล้วเหมือนกัน” จางเหว่ยพูดออกไปสีหน้าที่เหยียดหยาม

     

    “อะไรนะ ? ยันต์แคล้วคลาด ? ลูกทำอะไรกับอาจารย์ฟู่กันลูกเป็นพ่อค้าคนกลางอย่างนั้นเหรอ ? ” นายกเทศมนตรีจางเข้าใจความหมายที่ลูกชายของเขาเพิ่งจะพูดออกมาในทันทีแต่เพียงแค่เขาไม่รู้ว่าลูกชายทำไปถึงขั้นไหนแล้วเท่านั้น

     

    “ผมสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะครับ ? เดิมทีผมได้ขอส่วนแบ่งจากอาจารย์ฟู่20% ซึ่งตอนแรกนั้นอาจารย์ฟู่ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่แต่ต่อมาเมื่ออาจารย์ฟู่เห็นว่าผมขายดี จึงยอมให้ส่วนแบ่ง 20% กับผม” จางเหว่ยกอดอกพร้อมกับพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

     

    “โอ้ ? ” นายกเทศมนตรีจางรู้ว่าลูกชายของเขาเป็นคนฉลาดมาโดยตลอดแต่ไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์ฟู่จะมองลูกชายของเขาแตกต่างออกไปแบบนี้

     

    “เธอยังขายเหล้าให้กับผมด้วยนะครับ เราได้ทำข้อตกลงกันอย่างลับ ๆ แล้วซึ่งผมก็ได้เป็นตัวแทนในการขายมันอีกด้วย ! อืม มันยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหมล่ะครับพ่อครับ ผมต้องรีบไปแล้ว มีคนกำลังรอรับยันต์แคล้วคลาดในช่วงบ่ายของวันนี้อยู่”หลังจากที่พูดจบ จางเหว่ยก็รีบวิ่งออกไปด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย

     

    “เฮ้...เฮ้ เด็กคนนี้ กลับมาก่อน ! ”เดิมทีนายกเทศมนตรีจางต้องการที่จะให้คำแนะนำบางอย่างกับจางเหว่ยแต่ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกไปนั้น จางเหว่ยก็ได้วิ่งหนีไปเสียก่อนเขาจึงทำได้เพียงเก็บเรื่องนี้เอาไว้พูดในตอนที่ลูกชายกลับมาเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน