“กรี๊ด!” ท่านหญิงหลิงหยางกรีดร้องออกมาแท้จริงแล้วเข็มนั้นไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอันใดทว่าสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดคือตัวยาที่เคลือบอยู่บนเข็มต่างหากที่จะทำให้นางต้องขายหน้า
กู้ชิงเฉิงนั้นไม่เคยอ่อนข้อให้ศัตรู ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะเช่นไรก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่
โม่อวี้เฉินเองก็คาดไม่ถึงว่าคนทั้งสองจะแสดงท่าทางเช่นนั้นถึงขั้นกอดกัน ทว่าเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วแน่น
“น้องสาวเป็นอะไรไป?” กู้ชิงเฉิงทำสีหน้าสงสัยรีบผละจากท่านหญิงหลิงหยาง แต่กลับแยกจากกันไม่สำเร็จ
“เจ้า...” สีหน้าของท่านหญิงหลิงหยางพลันซีดเผือดสลับกับแดงก่ำนางจ้องมองกู้ชิงเฉิงอย่างเคียดแค้น ก่อนจะปรับสีหน้าให้ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วนางไม่ควรกระทำเรื่องที่ไม่สมควรต่อหน้าโม่อวี้เฉินเป็นอันขาดนางแสดงละครมาหลายปีแล้ว จะยอมแพ้กลางคันได้อย่างไร? นางเพียงอดทนอีกไม่นานก็จะสมหวังแล้ว
ทว่าสถานการณ์ตรงหน้าช่างน่าอึดอัดยิ่งนักแขนเสื้อของกู้ชิงเฉิงเกี่ยวติดอยู่กับข้อมือของท่านหญิงหลิงหยางบนข้อมือของนางมีสร้อยข้อมือลูกปัดเส้นหนึ่ง และบนลูกปัดเม็ดหนึ่งมีตะขอเล็กๆติดอยู่ แสงตะวันส่องกระทบตะขอนั้น เปล่งประกายเย็นเยียบ
“เอ๊ะ! นั่นอะไรน่ะ?” กู้จิ่งเซวียนสายตาดีจึงมองเห็นในทันที และเอ่ยถามอย่างสงสัย
นี่คืออาวุธของท่านหญิงหลิงหยางยามอยู่ในวัง หากนางไม่พอใจผู้ใด ก็จะตบหน้าคนผู้นั้นด้วยสร้อยนี้จนใบหน้าเกิดบาดแผลยาวเป็นทาง
เมื่อครู่นางเพิ่งกรีดข้อมือของกู้ชิงเฉิงไปหนึ่งครั้งทว่านางคาดไม่ถึงว่ากู้ชิงเฉิงจะโต้ตอบในทันที ด้วยการใช้เข็มแทงนางอีกทั้งยังเปิดเผยความลับของนางต่อหน้าผู้คน
ท่านหญิงหลิงหยางจึงไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดีตั้งแต่เล็กจนโต นางก็สวมสร้อยข้อมือเส้นนี้ติดตัวมาตลอด ด้วยตะขอนี้นางได้ทำลายโฉมหน้าของหญิงสาวมาไม่น้อย บางครั้งนางถึงขั้นลงมืออย่างโหดเหี้ยมจนสามารถคร่าชีวิตของอีกฝ่ายได้
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนกระทำในเงามืด ส่วนภายนอกนั้น นางเป็นหญิงสาวตระกูลใหญ่ที่อ่อนโยนอ่อนหวาน สง่างาม และเรียบร้อยเสมอมา
ในขณะเดียวกันกู้ชิงเฉิงก็กระตุกแขนเสื้อของตน แขนเสื้อขาดเป็นทางยาวเพราะถูกตะขอเกี่ยวเผยให้เห็นข้อมือของกู้ชิงเฉิงที่ถูกกรีดเป็นแผล
“ชิงเฉิง เป็นอะไรไป?” โม่อวี้เฉินทำสีหน้าวิตกกังวลเขาวางกู้จิ่งเซวียนลงจากอ้อมแขน ก่อนจะยกมือคว้าข้อมือของกู้ชิงเฉิงขึ้นมา
กู้จิ่งเซวียนก็วิ่งเข้ามาเช่นกันใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือดด้วยความโกรธ เขาจ้องมองท่านหญิงหลิงหยางอย่างเคียดแค้นก่อนจะพุ่งเข้าชนอย่างไม่คิดชีวิต “คนใจร้าย!เจ้ากล้าทำร้ายท่านแม่ของข้า ข้าจะสู้กับเจ้า!” ท่าทางของเขาราวกับสัตว์ร้ายตัวน้อยที่กำลังกางกรงเล็บตะปบเหยื่อเขาชนท่านหญิงหลิงหยาง จนนางล้มคะมำก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า
กู้ชิงเฉิงมองโม่อวี้เฉินที่ทำสีหน้าวิตกกังวลนางก็รู้สึกประหลาดใจ และปล่อยให้เขาตรวจดูบาดแผลขณะที่เขาโรยยาสมานแผลลงไปบนบาดแผล
“ไม่เป็นไรหรอก ดีกว่าถูกกรีดบนใบหน้าเยอะ” กู้ชิงเฉิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจพูดตามตรง ท่านหญิงหลิงหยางผู้นี้ยังโหดเหี้ยมไม่พอ หากเป็นกู้ชิงเฉิงนางคงจะใช้ยาพิษจัดการโดยตรงไปแล้ว นางจะจัดการให้อีกฝ่ายล้มลงในทันทีการกรีดหรือแทงเช่นนี้เป็นเพียงความเจ็บปวดเพียงชั่วครู่ ไม่นับว่าร้ายแรงอะไร
“ท่านพี่ นางก็แทงข้าเช่นกันนะเพคะ” ท่านหญิงหลิงหยางโกรธจัดเมื่อเห็นโม่อวี้เฉินแสดงความห่วงใยกู้ชิงเฉิง ความโกรธแค้นในใจก็ยิ่งพลุ่งพล่านนางพลันดึงแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นต้นแขน
“ไร้ยางอายยิ่งนัก” กู้จิ่งเซวียนเอามือปิดตาก่อนจะตะโกนด่าว่า “ไร้ยางอายจริงๆ”
มือของท่านหญิงหลิงหยางที่กำลังดึงแขนเสื้อขึ้นพลันชะงักค้างการกระทำของนางช่างดูไม่เหมาะสมยิ่งนัก ทว่าหากนางไม่ดึงแขนเสื้อขึ้นมาจะมีผู้ใดเห็นว่านางก็ได้รับบาดเจ็บกันเล่า? นางรู้สึกเจ็บแน่นในอกจนหายใจติดขัด
“ท่านหญิงทำตัวต่ำช้า ไร้ยางอาย จิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้ฮองเฮาคงทราบดีแล้วกระมัง?” กู้ชิงเฉิงกัดฟันถาม
ท่านหญิงหลิงหยางนั่งอยู่ตรงนั้นในสภาพยับเยินเมื่อถูกกู้ชิงเฉิงตวาดเช่นนั้น นางก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ“กู้ชิงเฉิง เจ้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าเท่าใดนัก!”
“ท่านพี่ ข้าสาบานว่าข้าไม่ได้โกหกนะเพคะ!” ท่านหญิงหลิงหยางดวงตาแดงก่ำด้วยความร้อนรนรีบร้อนอธิบาย
“ข้ารู้แล้ว” โม่อวี้เฉินพยักหน้าอย่างเย็นชาราวกับไม่ได้ใส่ใจอันใด
ทว่าในชั่วพริบตาถัดมาโม่อวี้เฉินกลับเอ่ยคำหนึ่งว่า “ตัวข้าเองก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเจ้าจะอำมหิตไร้เมตตาถึงเพียงนี้”
“ท่านพี่ นาง... นาง…” ท่านหญิงหลิงหยางโกรธจนพูดไม่ออกชี้มือไปยังกู้ชิงเฉิง
“เจ้าจะเทียบกับชิงเฉิงได้อย่างไร” โม่อวี้เฉินเอ่ยอย่างปกป้องเห็นได้ชัดว่าในใจของเขานั้นไม่ว่ากู้ชิงเฉิงจะทำสิ่งใดก็ล้วนถูกต้องแม้กู้ชิงเฉิงจะทำให้นางบาดเจ็บแล้วอย่างไรเล่าโม่อวี้เฉินไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
ท่าทางนั้นช่างน่าโมโหยิ่งนักทำให้ท่านหญิงหลิงหยางไร้คำพูด ตอบโต้ไม่ได้ นางทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บปวดเป็นนางเองที่ลงมือก่อน ทั้งยังถูกจับได้คาหนังคาเขาความสามารถด้อยกว่าผู้อื่นอย่างแท้จริง ครานี้พ่ายแพ้ย่อยยับยิ่งนักทว่านางก็ไม่ได้ยินยอม นางจ้องมองกู้ชิงเฉิงอย่างดุดันและเอ่ยออกมาแบบไม่ออกเสียงว่า “คอยดูเถิด”
“ใครก็ได้ ส่งท่านหญิงกลับเข้าวังด้วย!” ในยามนี้โม่อวี้เฉินออกคำสั่งทันที
จากนั้นมีคนก้าวเข้ามาทำท่าเชิญท่านหญิงหลิงหยาง“ท่านหญิง ไปเถิดขอรับ” ท่าทางของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความเคารพทว่ากลับแฝงด้วยความดูแคลน
ท่านหญิงหลิงหยางกัดฟันกรอด“ท่านพี่ เพราะเหตุใดกัน? เหตุใดท่านจึงปกป้องนางผู้โหดเหี้ยมผู้นี้ด้วยเพคะท่านลืมไปแล้วหรือว่านางเป็นคนเช่นไร นางถึงกับฆ่ามารดาของตนเองไม่เว้นแม้แต่พี่สาวแท้ๆ ของนาง นางช่างโหดร้ายยิ่งนักท่านยังคิดจะปกป้องนางอีกงั้นหรือ!”
“หุบปาก!” โม่อวี้เฉินก็เดือดดาลขึ้นมาเช่นกันจึงพูดเสียงต่ำ “นับจากนี้ไป ตำหนักบูรพาไม่ยินดีต้อนรับเจ้า”เขายืนกรานที่จะปกป้องกู้ชิงเฉิงเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะรับสองแม่ลูกนี้กลับมาได้เขาจะปล่อยให้ภรรยากับลูกจากไปไม่ได้อีกแล้ว
เป็นความจริงที่กู้ชิงเฉิงเย่อหยิ่งโหดเหี้ยม และไร้ซึ่งความเมตตา แต่เขากลับมองว่านางน่าพอใจ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในสายตาของเขา ไม่ว่ากู้ชิงเฉิงจะทำสิ่งใดก็ล้วนถูกต้อง
ท่านหญิงหลิงหยางตกตะลึงนางนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาหยดลงมาเป็นสาย นางพยายามมาหลายปีนางคอยดูแลตำหนักบูรพามานานแสนนาน กลับได้รับคำพูดเช่นนี้เป็นการตอบแทนนางเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก ทั้งร่างสั่นสะท้านจนแทบจะหายใจไม่ออก
กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงมองดูปฏิกิริยาของท่านหญิงหลิงหยาง รอยยิ้มที่มุมปากฉายแววเย็นชา
ในขณะนั้นสาวใช้ข้างกายท่านหญิงหลิงหยางรีบวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ“ท่านหญิง…”
“ไสหัวไป!” ท่านหญิงหลิงหยางที่เสียหน้าและถูกรังเกียจเช่นนี้ย่อมโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า และไม่มีทางจะอ่อนข้อกับสาวใช้ข้างกาย
สาวใช้ตัวน้อยหวาดกลัวจนตัวสั่นทว่าก็ไม่กล้าปริปากพูดอันใดนางกัดฟันก้าวไปประคองท่านหญิงหลิงหยางที่ทรุดตัวอยู่บนพื้นทว่าท่านหญิงหลิงหยางกลับตบเข้าที่ใบหน้านางอย่างแรงทันที
บนใบหน้าของสาวใช้จึงปรากฏรอยบาดลึกทว่านางกลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงกรีดร้องทำได้เพียงปิดหน้าสะอื้นไห้อย่างเงียบงัน
“นางแพศยา มัวอ้อยอิ่งอยู่ทำไม รีบประคองข้ากลับเข้าวังซะ!” ท่านหญิงหลิงหยางเอ่ยอย่างโมโห มาถึงขั้นนี้แล้วนางก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป นางโกรธมาก ทว่าก็ไม่กล้าลงมือกับกู้ชิงเฉิงทำได้เพียงระบายอารมณ์กับคนข้างกาย เช่นนี้จึงจะคลายความโกรธแค้นได้
กู้ชิงเฉิงรู้แต่แรกแล้วว่าท่านหญิงหลิงหยางเป็นคนเช่นไรจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใด
ทว่ากู้จิ่งเซวียนกลับตกใจเขารีบวิ่งไปข้างกายกู้ชิงเฉิงและจับมือของนางไว้ “ท่านแม่ท่านป้าคนนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก” คำพูดนั้นทำให้ท่านหญิงหลิงหยางส่งสายตาอาฆาตมาให้ท่าทางนั้นราวกับต้องการจะฉีกกู้จิ่งเซวียนและกู้ชิงเฉิงให้เป็นชิ้นๆ