บทที่ 15 ยินดีด้วยความเต็มใจ
ทะเลมีคลื่นลมแรงมาก ทำให้เรือโคลงเคลงไปมาไม่หยุด ซ่งเฉียวนั่งได้ครู่เดียวก็ทนไม่ไหว ต้องวิ่งขึ้นไปสูดอากาศบนดาดฟ้า แต่ข้างนอกลมแรงเกินไป อยู่ข้างนอกก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่าข้างในเท่าไหร่ จึงจำใจต้องกลับเข้ามาในห้องโดยสาร
เมื่อเธอกลับมา ซูจงจวินที่นั่งข้าง ๆ ก็ไม่อยู่แล้ว
เธอเกาะพนักเก้าอี้ ค่อย ๆ คลำทางนั่งลง พิงพนักเก้าอี้พลางหายใจลึกไม่หยุด ภาวนาให้ตัวเองไม่อาเจียนออกมา
ในตอนนั้น ซูจงจวินก็เดินออกมาจากห้องโดยสารท้ายเรือ ถือชามเล็ก ๆ ติดมือมาด้วย
"กินสิ" เขานั่งลงแล้วยื่นชามเล็ก ๆ ให้ซ่งเฉียวดม
กลิ่นผักดองทำให้ซ่งเฉียวรู้สึกสดชื่นขึ้น พอได้กลิ่น เธอก็เรอออกมาได้สักที ความอึดอัดในอกคลายลงไปมาก เธอถามอย่างดีใจ "คุณไปเอามาจากไหน"
พูดพลางหยิบก้านหัวไชเท้าชิ้นเล็กที่สุดใส่ปาก
"ลูกเรือพวกนี้อยู่ในทะเลเกือบทุกวัน ท้ายเรือเลยมีของกินตลอด ตอนฉันนั่งเรือครั้งแรกก็เมาเรือเหมือนกัน เพื่อนทหารก็ไปขอผักดองจากท้ายเรือมาให้ พอเคี้ยวไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ"
"คุณก็เมาเรือเหมือนกันสินะ" ซ่งเฉียวเคี้ยวไปพลางกลืนน้ำผักดองลงคอ เธอตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ "ตอนนี้สบายขึ้นเยอะแล้ว"
"คนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ ใน่แรกที่ขึ้นเรือก็เป็แบบนี้กันทั้งนั้น" ซูจงจวินเก็บชามให้เรียบร้อยแล้วลุกเอาไปเก็บที่ท้ายเรือ
ซ่งเฉียวพยุงตัวลุกขึ้นมองแผ่นหลังสูงใหญ่ของเขา เธอลังเลว่าจะถามเขาดีไหมถึงเหตุผลที่เลือกเป็ทหารเรือ แต่พอคิดว่าทั้งสองคนยังไม่สนิทกันถึงขั้นที่จะเปิดใจคุยกัน เธอจึงกลืนคำถามนั้นกลับลงคอไป
ในปากยังคงมีรสชาติของผักดอง ซ่งเฉียวจึงรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก พร้อมกับความโคลงเคลงของเรือ ความง่วงก็เริ่มครอบงำ เธอค่อย ๆ หลับไป จนกระทั่งเรือเทียบท่า เธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลับพิงไหล่ของซูจงจวินอย่างสบายใจมาตลอดทาง
"อ๊ะ!" เธอลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาของซูจงจวินอยู่ใกล้ ๆ ก็ใรีบเอามือลูบสำรวจมุมปากตัวเองทันที
โชคดีที่ไม่มีน้ำลายไหล
เธอหน้าแดงแล้วรีบลุกนั่งตัวตรง ไม่กล้ามองหน้าซูจงจวิน
"พอลงเรือแล้วยังต้องนั่งรถเมล์ไปโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อีก" ซูจงจวินยิ้มมุมปากพลางลุกขึ้น นึกถึงไปตอนที่ซ่งเฉียวหลับแล้วยังกรนเบา ๆ อีกด้วย
ไม่คิดว่าสาวที่ดูเรียบร้อยจะแอบซ่อนอีกด้านไว้แบบนี้
คิดแล้วก็หลุดขำออกมา
ซ่งเฉียวก้มหน้าด้วยความเขินอาย ตอนเข้าแถวลงจากเรือ ซูจงจวินก็ยังคงหัวเราะไม่หยุด ซ่งเฉียวอดใจไม่ไหวจึงตีหลังเขาไปทีหนึ่ง อีกฝ่ายหัวเราะพลางร้อง "โอ๊ย" เบาๆ หันมาเห็นซ่งเฉียวหน้าบึ้ง ก็รีบกลั้นเสียงหัวเราะไว้ แต่มุมปากก็ยังยกยิ้มไม่หุบ
ตอนที่เดินไปรอรถเมล์ที่ริมถนน ทั้งสองคนก็ต่างใกับภาพที่เห็นตรงหน้า
บนกำแพงเต็มไปด้วยโปสเตอร์ที่มีคำขวัญตัวใหญ่ ๆ บนถนนมีคนใส่ปลอกแขนสีแดงเดินไปมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ไกลนักมีกลุ่มคนใส่ปลอกแขนสีแดงกำลังเดินขบวนนำหน้าด้วยกลุ่มคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เดินมาทางพวกเขา
ไม่คิดว่ากระแสการปฏิวัติวัฒนธรรมจะรุนแรงขนาดนี้
ซ่งเฉียวมองซูจงจวินโดยไม่รู้ตัว เขาขมวดคิ้วแน่น สีหน้าไม่ดีเอาเสียเลย เขารีบดึงมือของซ่งเฉียวเดินไปข้างหน้า
"พวกเราไปรอรถเมล์ป้ายถัดไปกันเถอะ"
สีหน้าของซูจงจวินไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ เขาถึงได้คลายคิ้วที่ขมวดลง
ด้านนอกโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้มีร้านเฟอร์นิเจอร์เรียงรายอยู่แถวหนึ่ง ผู้คนเดินดูและเลือกซื้อกันอย่างคึกคัก ฝั่งตรงข้ามเป็ร้านอาหารขนาดเล็กที่รัฐและเอกชนร่วมทุนกัน หากเลือกของเสร็จหรือเหนื่อยจากการเดินก็สามารถแวะเข้าไปพักได้
ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปที่ร้านเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนก่อน เพราะต้องดูเตียงเดี่ยวให้ซูจงจวิน
เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่นี่ผลิตจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ราคาถูกกว่าที่ห้างสรรพสินค้ามาก ทั้งสองคนสะดุดตากับเตียงไม้สนแบบชุดขนาดหนึ่งเมตรยี่สิบ พนักงานขายเห็นทั้งสองคนแต่งตัวเหมือนคนทำงาน จึงยืนคอยให้บริการอย่างกระตือรือร้น
"ซื้อให้ลูกหรือครับ" เขายิ้มพลางถาม
มือที่กำลังลูบหัวเตียงของซ่งเฉียวชะงักไป ไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ซูจงจวินที่อยู่ข้าง ๆ กลับดูเหมือนมีอะไรจะพูด
"พวกเราซื้อเตียงเดี่ยวแล้วดูเหมือนจะซื้อให้เด็กงั้นเหรอ?"
พนักงานขายหัวเราะแห้ง ๆ รอยยิ้มดูเกร็ง ๆ เพราะเห็นว่าผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่คนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่เพื่อการค้าขาย เขาจึงยังฝืนใจเดินเข้ามาถาม
"คู่สามีภรรยามาซื้อเตียงเดี่ยว ถ้าไม่ใช่ให้ลูก แล้วจะซื้อให้ใคร?"
ซูจงจวินมองซ่งเฉียวแวบหนึ่ง แม้แต่พนักงานขายยังรู้ความหมาย ถ้าซื้อเตียงเดี่ยวไป ผู้บัญชาการหลิวจ้องจับสังเกตได้แน่ เขาส่ายหน้าแล้วเดินตรงไปที่เตียงคู่ แต่ขนาดเล็กสุดก็ยังกว้างถึงหนึ่งเมตรแปดสิบ
"ไม่มีขนาดเล็กกว่านี้หรือ?" เขาถาม
พนักงานขายไม่เข้าใจว่าคู่สามีภรรยาคู่นี้้าซื้ออะไรกันแน่ เขาส่ายหน้าตอบตามจริง "นี่เป็ขนาดเล็กที่สุดแล้ว"
ทั้งสองเดินดูอยู่นาน ไปเลือกตู้เหล้า ตู้กับข้าว ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอน พัดลมในครัว และเพิ่มเก้าอี้ไม้อีกหลายตัว แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเื่เตียงไม่ได้
ซ่งเฉียวเห็นซูจงจวินเดินผ่านแถวเตียงเดี่ยวไปมา คิ้วของเขาไม่คลายออกเลย
เธอรวบรวมความกล้าเสนอ "พวกเราต้องมีเตียงให้ลูกด้วยไม่ใช่หรือ เตรียมไว้ก่อนดีไหม" พูดจบ ใบหน้าของเธอก็แดงเหมือนแอปเปิลสุกในฤดูใบไม้ร่วง
ซูจงจวินมองเธออย่างตกตะลึง เื่นี้เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย
"ต้องมีลูกอีกสามคนสินะ" เขาคิดจะจัดเตียงไว้ในห้องทั้งสามห้อง เผื่อว่าต่อไปจะมีญาติมาพัก จะได้มีที่ให้นอน
สถานการณ์ภายนอกวันนี้ทำให้เขารู้สึกสะท้านใจ ถ้าหากมาถึงจุดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็คงจะต้องพาครอบครัวทั้งเขาและซ่งเฉียวมาอยู่ด้วยกันบนเกาะ
ซ่งเฉียวชะงัก เขาพูดจริงหรือ? เธอไม่กล้าถาม ได้แต่หน้าแดงและเร่งเบา ๆ อย่างเขินอายว่า "รีบไปซื้อเตียงกันเถอะ"
พวกเขาสั่งเตียงเดี่ยวมาสองเตียง และเตียงคู่ขนาดหนึ่งเมตรแปดสิบมาหนึ่งเตียงตามขนาดของห้อง
พวกเขาซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งบ้านรวมราคาสองร้อยหยวน และใช้คูปองเฟอร์นิเจอร์ไปห้าใบ ตอนนี้คูปองเฟอร์นิเจอร์หายากมาก โชคดีที่โควตาของกองทัพยังผ่อนปรนกว่าข้างนอก ผู้บัญชาการหลิวขอคูปองเฟอร์นิเจอร์มาให้ซูจงจวินได้สี่ใบ ส่วนซูจงจวินใช้เงินแลกมาอีกหนึ่งใบ
ถ้าไม่มีคูปอง ก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้
ตอนนี้เฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็ก็ได้มาครบและไม่มีคูปองเหลือแล้ว ของชิ้นเล็ก ๆ ที่เหลือต้องให้ช่างไม้บนเกาะทำ เช่น โต๊ะชาและตู้แบบที่ซ่งเฉียว้า ซูจงจวินไม่เคยเห็นตู้แบบที่เธอว่ามาก่อน แต่เห็นว่าซ่งเฉียวพูดอย่างมีหลักการ ความสงสัยก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง แต่เพื่อไม่ให้ซ่งเฉียวโกรธ คราวนี้เขาจึงไม่ถามอะไรเพิ่มเติมให้เธอขุ่นเคืองใจ
เื่เฟอร์นิเจอร์ทำให้ซ่งเฉียวรู้สึกว่าเงินเก็บก่อนแต่งงานของซูจงจวินมีมากกว่าที่เธอคิด วันนี้ตอนจ่ายเงินถึงกับมีคนมามุงดู ซูจงจวินมีไหวพริบดี จึงบ่นทันทีว่าการมีภรรยาไม่ใช่เื่ง่าย เขาออกมาฝึกงานั้แ่อายุสิบห้า ตอนนี้เงินเก็บเกือบยี่สิบปีใช้ไปหมดแล้ว
คราวนี้คนที่มุงดูไม่ได้อิจฉาซูจงจวินอีกต่อไป กลับสงสารเขาแทนและมองซ่งเฉียวด้วยสายตาไม่เป็มิตร คิดว่าผู้หญิงคนนี้ช่างโลภมาก
"สหาย ผมขอเตือนคุณไว้หน่อย คุณควรจะตรวจสอบประวัติของภรรยาคุณนะ" ชายวัยราวสามสิบปีก้าวออกมา จ้องมองซ่งเฉียวด้วยสายตาอาฆาต ราวกับว่าเธอได้ทำอะไรที่ทำให้เขาเสียใจ
"ระวังจะโดนลูกสาวนายทุนหลอกแต่งงาน!" พูดถึงตรงนี้ ความแค้นของเขายิ่งพุ่งสูงขึ้น ซูจงจวินสังเกตเห็นความเป็ปรปักษ์ที่เขามีต่อซ่งเฉียว ด้วยสัญชาตญาณจึงดึงซ่งเฉียวไปหลบอยู่ด้านหลังตัวเอง
เมื่อเห็นการปกป้องภรรยาของเขา คนรอบข้างก็กังวลว่าเขาจะสนใจแค่ความรัก จึงรีบอธิบายถึงประสบการณ์ของชายคนนี้
"่นี้พวกนายทุนรีบจัดการแต่งงานให้ลูกสาว ทั้งให้แต่งกับกรรมกร ชาวนา และทหาร เพื่อหลบหนีการจับกุมของคณะกรรมการปฏิวัติ บางคนที่มีฐานะไม่มากก็รอดไป แต่บางคนที่มีฐานะร่ำรวยก็ทำให้ครอบครัวฝ่ายชายโดนลงโทษไปด้วย คนคนนี้ใช้เงินเก็บครึ่งชีวิตของตัวเองและพ่อแม่มาแต่งงาน สุดท้ายก็โดนริบทรัพย์ไปด้วย"
"คุณตรวจสอบดูก็ไม่เสียหายอะไร"
"..." ซ่งเฉียวรู้สึกอับอาย คนคนนี้ไม่รู้จักท่าทางของลูกสาวนายทุนหรืออย่างไร ตัวเองหลงใหลในความสวยงามของผู้หญิง จนสมองมืดบอดเองแท้ ๆ ตอนนี้โดนกรรมตามสนอง กลับเอาความโกรธแค้นไปลงที่ผู้หญิงคนอื่น ช่างไร้สาระจริง ๆ
"คุณอายุปูนนี้แล้ว จะไปได้ลูกสาวนายทุนมาแต่งงานง่าย ๆ ได้ยังไง ไม่รู้จักประมาณตัวเองบ้างเหรอ?" ซ่งเฉียวแอบด่ากลับไปประโยคหนึ่งจากด้านหลังของซูจงจวิน
มันเป็แค่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า แล้วยังมีหน้ามาทำตัวเป็ผู้เสียหายอีกหรือ?
"คุณ..." ซ่งเฉียวแทงใจดำเขา ทำให้เขาโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ แต่ก็ด่าออกมาไม่ได้สักคำ
ซูจงจวินหันไปมองซ่งเฉียวแวบหนึ่ง ไม่คิดว่าปากของเธอจะร้ายกาจขนาดนี้ ตอนเด็ก ๆ เวลาที่หวังจื้อรังแกเธอ เธอมีแต่จะเช็ดน้ำมูกร้องไห้เท่านั้น แต่คราวที่แล้วเธอก็เคยมองหวังจื้อด้วยสายตาเ็าเหมือนกัน
"ภรรยาของผม ผมรู้จักเธอดี เงินนี่ผมก็เต็มใจจ่ายเอง ถ้าเธอจะปิดบังอะไรผมจริง ๆ ผมก็เต็มใจจะรับผลที่ตามมา"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ซ่งเฉียวที่อยู่ด้านหลังถึงกับลมหายใจสะดุด รู้สึกเหมือนมีก้อนหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่ในใจ
เขาคิดแบบนี้จริง ๆ หรือ?