บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 13 ธูปขาวตำหนักคุนหนิง
ตำหนักคุนหนิงงดงามจนเกือบทำให้ผู้คนลืมหายใจ
หลังคากระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนแสงอ่อนของยามเช้า เสาใหญ่สีแดงเข้มเรียงรายอยู่สองข้างทางเดิน หงส์ทองแกะสลักบนคานไม้ดูราวกับพร้อมจะกางปีกบินลงมาจากเพดาน ผ้าม่านไหมสีเหลืองนวลปลิวไหวแ่เบาตามลมในตำหนัก กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นธูปสะอาดลอยอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งดูสูงส่ง งดงาม และบริสุทธิ์สมกับเป็ตำหนักของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลัง
แต่สำหรับเสิ่นเยว่หลัน สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างจากถ้ำงูที่ปูพื้นด้วยแพรไหม
ยิ่งงดงามเท่าใด ยิ่งต้องระวังเท่านั้น
นางก้าวลงจากรถม้าอย่างสงบ ชิงหลัวยืนอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับชายแขนเสื้อของนางไว้แน่นตามที่สัญญากันไว้ั้แ่ก่อนเข้าวัง ดวงตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังฝืนตั้งสติ ไม่มองซ้ายขวาเกินควร ไม่แสดงกิริยาตื่นตระหนกต่อหน้านางกำนัลและขันทีที่ยืนรอต้อนรับ
เสียงมารดาปลอมที่ดังขึ้นก่อนหน้านี้หายไปแล้ว
แต่กลิ่นธูปสีขาวยังคงลอยอยู่
มันเบาบางในตอนแรก คล้ายกลิ่นสะอาดจากห้องพระ แต่เมื่อก้าวเข้าใกล้ตำหนัก กลิ่นนั้นกลับหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนเสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนมีหมอกที่มองไม่เห็นคลุมรอบตัว นางนึกถึงคำเตือนของฉีหลิงอ๋องทันที
อย่าดื่มน้ำในตำหนักคุนหนิง
อย่าแตะธูปสีขาว
และหากได้ยินเสียงมารดาเ้าเรียก อย่าหันกลับไปจนกว่าข้าจะมาถึง
นางไม่รู้ว่าเหตุใดหลี่เฟิงเหยียนจึงย้ำเื่ธูปสีขาวนัก แต่ประสบการณ์ั้แ่ฟื้นขึ้นมาสอนนางแล้วว่า คำเตือนของบุรุษผู้นั้นมักไม่น่าฟัง ทว่ามักช่วยชีวิตได้
นางกำนัลชั้นสูงผู้หนึ่งเดินออกมาต้อนรับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพ
“คุณหนูใหญ่เสิ่น ฮองเฮาทรงรออยู่ด้านในแล้วเ้าค่ะ เชิญตามบ่าวมา”
เสิ่นเยว่หลันพยักหน้าเล็กน้อย “รบกวนแล้ว”
เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูตำหนักคุนหนิง นางได้ยินเสียงกระซิบจาง ๆ ดังจากมุมมืดของเสา
ไม่ใช่เสียงคนเป็
“ออกไป…”
“อย่าสูดกลิ่น…”
“ชื่อของข้า…ชื่อของข้า…”
นางไม่หันไปมอง
ไม่ตอบรับ
ไม่เปิดใจฟังเกินจำเป็
เพียงก้าวเดินต่อไปด้วยแผ่นหลังตรงและดวงตาสงบ
โถงรับรองของตำหนักคุนหนิงกว้างใหญ่ พื้นปูด้วยหินสีขาวสะอาด กลางห้องมีม่านทองบาง ๆ กั้นอยู่ชั้นหนึ่ง ด้านหลังม่านนั้น สตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งประทับอยู่บนตั่งยาว แสงจากโคมทองทำให้เงาของนางอ่อนนุ่ม งดงาม และเต็มไปด้วยอำนาจ
ฮองเฮา
มารดาแห่งแผ่นดิน
สตรีที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนมากพอจะปลอบทั้งวังหลัง และมีอำนาจมากพอจะทำให้คนทั้งตระกูลตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ
เสิ่นเยว่หลันย่อกายคำนับอย่างถูกต้อง
“หม่อมฉัน เสิ่นเยว่หลัน คารวะฮองเฮา ขอพระนางทรงพระเจริญพันปี พันพันปีเพคะ”
ชิงหลัวคุกเข่าลงตามหลัง ก้มหน้าต่ำจนแทบแตะพื้น
เสียงสตรีด้านหลังม่านดังขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ลุกขึ้นเถิด คุณหนูใหญ่เสิ่น ไม่ต้องมากพิธี เ้าป่วยเพิ่งฟื้น ข้าเรียกเ้ามาเพราะเป็ห่วง มิใช่เพื่อให้เ้ามาลำบาก”
น้ำเสียงของฮองเฮานุ่มนวลราวผ้าไหมอุ่น
หากเป็เสิ่นเยว่หลันในชาติก่อน นางคงซาบซึ้งจนตื้นตันที่สตรีสูงศักดิ์เช่นนี้เอ่ยด้วยความเมตตา แต่ชาตินี้นางได้เรียนรู้แล้วว่า พิษที่หวานที่สุดมักมากับคำว่า “เป็ห่วง”
“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระเมตตาเพคะ” เยว่หลันกล่าว
ม่านทองถูกนางกำนัลเลิกขึ้นอย่างช้า ๆ
ฮองเฮาปรากฏตรงหน้า
นางอยู่ในวัยที่ยังคงงดงามสง่า ใบหน้าเรียบเนียน ดวงตาอ่อนโยนแต่ลึกจนอ่านยาก เครื่องประดับหงส์ทองบนมวยผมสะท้อนแสงระยับ ทุกการขยับมือดูอ่อนช้อยพอดี ไม่มีสิ่งใดมากเกินไป ไม่มีสิ่งใดน้อยเกินไป ราวกับสตรีผู้นี้ฝึกฝนทั้งชีวิตเพื่อให้ตนเองกลายเป็ภาพวาดแห่งความสูงศักดิ์ที่ไม่มีรอยตำหนิ
ฮองเฮามองเสิ่นเยว่หลันอย่างพิจารณา
สายตานั้นไม่ได้คมอย่างเปิดเผย แต่กวาดผ่านใบหน้า ดวงตา มือ และท่าทางของนางอย่างละเอียดเกินกว่าจะเรียกว่าเมตตา
“หน้าตาเ้ายังซีดอยู่มาก” ฮองเฮากล่าว “ได้ข่าวว่าเ้าเจ็บหนักจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ น่าสงสารจริง ๆ เด็กสาวอายุเท่านี้ควรได้แต่งตัวงดงาม ชมบุปผา เขียนกลอน มิใช่เผชิญเื่ศพและคดีในจวน”
คำว่า “ศพ” ถูกเอ่ยออกมาเบามาก
แต่ก็เพียงพอให้ชิงหลัวที่อยู่ด้านหลังตัวแข็งขึ้น
เสิ่นเยว่หลันกลับยิ้มบาง
“ชีวิตคนเราเลือกเวลาเจอเื่ดีร้ายไม่ได้เพคะ หม่อมฉันเพียงโชคดีที่ยังมีชีวิตพอจะเห็นความจริงบางอย่าง”
ฮองเฮาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ความจริง?”
“เพคะ” เยว่หลันตอบ “เช่น ความจริงที่ว่าคนตายบางคนไม่ได้หนีออกจากจวน แต่ถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้ ความจริงที่ว่าบางคนที่พูดว่าเป็ห่วง อาจส่งชาพิษมาให้ และความจริงที่ว่า น้ำตาของคนเป็บางครั้งใช้กลบเสียงของคนตายได้ดีนัก”
ในโถงเงียบลงทันที
นางกำนัลบางคนก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
ฮองเฮามองเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ”
ประโยคนี้เหมือนหลุดจากปากคนที่เคยรู้จักนางมาก่อน
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“พระนางเคยทรงรู้จักหม่อมฉันหรือเพคะ”
ฮองเฮายิ้ม “เ้าเป็บุตรีแม่ทัพเสิ่น และเป็สตรีที่จวนองค์ชายสามเคยพูดถึงบ่อย ๆ ข้าย่อมเคยได้ยินเื่เ้า เมื่อก่อนเขาบอกว่าเ้าอ่อนโยน เชื่อฟัง และมีจิตใจดีงาม”
องค์ชายสาม
ชื่อนั้นถูกวางลงกลางห้องอย่างจงใจ
เยว่หลันยิ้มสุภาพ
“คนเราย่อมมีหลายด้านเพคะ บางครั้งความอ่อนโยนก็ยังอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มอบให้ทุกคนเหมือนเมื่อก่อน”
ดวงตาของฮองเฮาวูบไหวเล็กน้อย
“น่าสนใจ” นางกล่าว “เด็กสาวที่ผ่านความเป็ความตายมาครั้งหนึ่ง มักเติบโตเร็วเกินวัย เ้าว่าอย่างนั้นหรือไม่”
หัวใจของเยว่หลันเต้นหนักขึ้นหนึ่งจังหวะ
คำว่า “ผ่านความเป็ความตายมาครั้งหนึ่ง” จากปากฮองเฮา ฟังดูเหมือนคำปลอบโยนทั่วไป แต่สำหรับนางกลับมีคมบางอย่างซ่อนอยู่
ฮองเฮารู้หรือไม่?
รู้เพียงว่านางเกือบตายจากไข้
หรือรู้มากกว่านั้น?
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าลงเล็กน้อย “ความเจ็บป่วยทำให้คนเห็นค่าชีวิตมากขึ้นเพคะ”
“แล้วทำให้เ้าเห็นสิ่งอื่นด้วยหรือไม่”
คำถามนั้นแ่เบา
แต่ทั้งโถงกลับเหมือนเย็นลงทันที
ชิงหลัวที่อยู่ด้านหลังจับชายแขนเสื้อของเยว่หลันแน่นขึ้น
เสิ่นเยว่หลันยังคงยิ้ม
“สิ่งอื่นที่พระนางหมายถึงคือสิ่งใดเพคะ”
ฮองเฮาเอนตัวพิงหมอนปักลายหงส์ ดวงตาอ่อนโยนเหมือนกำลังมองเด็กสาวผู้หนึ่งด้วยความเอ็นดู
“ข้าได้ยินว่าหลังฟื้นไข้ เ้ามักพูดถึงคนตาย บางคนในจวนจึงเป็ห่วงว่าเ้าจะฝันร้ายมากเกินไป หากปล่อยไว้อาจกระทบจิตใจ ข้าจึงเชิญหมอหลวงมาดูชีพจรให้เ้าเสียหน่อย”
นางยกมือเบา ๆ
หมอหลวงวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านข้าง เขาสวมชุดทางการสีเข้ม ถือกล่องยาไม้ดำ ใบหน้าสงบนิ่ง แต่เมื่อเสิ่นเยว่หลันมองต่ำลง นางเห็นแหวนหยกสีขาวบนนิ้วนางซ้ายของเขา
บนแหวนมีลายเส้นจาง ๆ เป็รูปวงแหวนซ้อนกับดอกเหมย
ไม่ใช่ลายหมอหลวงทั่วไป
หัวใจนางเย็นลง
คนของสำนักผนึกิญญา?
หรือคนที่เกี่ยวข้องกับพิธีใต้สวนเหมย?
หมอหลวงคุกเข่าลงด้านข้างโต๊ะเล็ก “ขอคุณหนูใหญ่เสิ่นยื่นมือขวาให้ข้าน้อยตรวจชีพจร”
เสิ่นเยว่หลันยังไม่ขยับ
ฮองเฮามองนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เ้าไม่ต้องกลัว หมอหลวงหลินเป็หมอที่ข้าไว้ใจ เขาเชี่ยวชาญเื่อาการหลังไข้สูงและฝันร้าย”
ฝันร้าย
ช่างเลือกคำได้ดี
หากนางปฏิเสธ ก็เหมือนนางไม่ไว้ใจพระเมตตาของฮองเฮา
หากนางยอม หมอผู้นี้อาจใช้การจับชีพจรตรวจตราเหมยโลหิตในตัวนาง หรือแอบทำสิ่งใดกับเืของนางก็ได้
เสิ่นเยว่หลันนึกถึงมีดสั้นที่บิดามอบไว้ในแขนเสื้อ
นึกถึงคำเตือนของฉีหลิงอ๋อง
นึกถึงกลิ่นธูปขาวที่ยิ่งนานยิ่งทำให้ศีรษะหนัก
นางยื่นมือออกไปช้า ๆ
แต่ก่อนหมอหลวงหลินจะจับข้อมือนาง เยว่หลันพลันเอ่ยขึ้น
“ขออภัยเพคะ ฮองเฮา หม่อมฉันเสียมารยาทได้หรือไม่”
ฮองเฮายิ้ม “ว่ามาเถิด”
“หลังจากในจวนมีคนลอบวางพิษในของบำรุง หม่อมฉันค่อนข้างระวังตัวมากขึ้น หากหมอหลวงจะตรวจชีพจร หม่อมฉันขอให้ใช้ผ้าไหมสะอาดรองข้อมือ และให้ชิงหลัวยืนอยู่ข้าง ๆ ได้หรือไม่เพคะ”
หมอหลวงหลินชะงัก
ฮองเฮามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“เ้าระวังตัวดีนัก”
“ชีวิตหม่อมฉันมีเพียงชีวิตเดียวเพคะ”
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ “ได้ ตามใจเ้า”
นางกำนัลนำผ้าไหมสีขาวมาปูบนโต๊ะ เยว่หลันวางข้อมือลงบนผ้า ชิงหลัวก้าวเข้ามายืนข้างนางตามคำอนุญาต หมอหลวงหลินจึงวางนิ้วลงบนชีพจรของนางผ่านผ้าไหม
ปลายนิ้วของเขาเย็นผิดปกติ
เยว่หลันรู้สึกถึงแรงบางอย่างแ่เบาคล้ายเส้นไหมพยายามแทรกผ่านิัเข้าสู่ชีพจร นางกดลมหายใจไว้ ไม่แสดงสีหน้า แต่ในอก ตราเหมยโลหิตเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อย เหมือนถูกสิ่งแปลกปลอมแตะต้อง
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว
“อย่าให้เขาจับ…”
“เขาจะดูเื…”
“เขาไม่ใช่หมอ…”
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นนิ้วของหมอหลวงหลินกดข้อมือคุณหนูหนักขึ้น จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าว
“หมอหลวงเ้าคะ คุณหนูเพิ่งฟื้นไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ กรุณาเบามือด้วยเ้าค่ะ”
หมอหลวงหลินเหลือบมองนางเย็น ๆ “สาวใช้ไม่ควรพูดแทรกขณะหมอหลวงตรวจ”
ชิงหลัวหน้าเผือด แต่ยังไม่ถอย
เยว่หลันยิ้มบาง “ชิงหลัวเป็คนปากไวเพราะห่วงหม่อมฉันเพคะ ขอฮองเฮาทรงอภัยด้วย”
ฮองเฮามองชิงหลัวอยู่ครู่หนึ่ง
สายตาอ่อนโยนของนางทำให้ชิงหลัวรู้สึกหนาวไปทั้งสันหลัง
“สาวใช้ซื่อสัตย์นับเป็วาสนาของนาย” ฮองเฮากล่าว “แต่ในวัง ความซื่อสัตย์ต้องอยู่ใต้กฎ หากพูดผิดที่ผิดเวลา อาจเสียลิ้นได้”
ชิงหลัวคุกเข่าลงทันที “บ่าวทราบผิดแล้วเพคะ”
เสิ่นเยว่หลันกำมือใต้แขนเสื้อ
ฮองเฮาไม่ได้ดุชิงหลัวเพราะนางผิด
แต่เพื่อเตือนเยว่หลันว่า ในตำหนักนี้ คนของนางอาจถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อ
ดี
นางจำไว้แล้ว
หมอหลวงหลินถอนนิ้วออกในที่สุด
“ชีพจรของคุณหนูใหญ่เสิ่นอ่อนจริง แต่มีจังหวะประหลาด คล้ายเืลมติดขัดหลังไข้สูง และจิตใจยังถูกรบกวนจากฝันร้ายบ่อยครั้ง หากไม่รักษา อาจทำให้เห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง”
ฮองเฮาถอนหายใจเบา ๆ
“น่าสงสารนัก”
เยว่หลันมองหมอหลวงหลิน “หมอหลวงหมายความว่า ที่หม่อมฉันพบศพใต้ต้นเหมย เป็เพราะภาพหลอนหรือเพคะ”
หมอหลวงหลินนิ่งไป
เยว่หลันกล่าวต่อ “หรือที่ซูเหลียนตายพร้อมคำว่าเหมยโลหิต ก็เป็เพราะหม่อมฉันฝันร้าย”
ฮองเฮาดวงตาลึกขึ้นเล็กน้อย
หมอหลวงหลินก้มศีรษะ “ข้าน้อยเพียงกล่าวถึงอาการทางร่างกาย มิกล้าก้าวก่ายคดีในจวนเสิ่น”
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ” เยว่หลันยิ้ม “เพราะศพจริงย่อมไม่ใช่ภาพหลอน และเืจริงก็ย่อมไม่ใช่ฝันร้าย”
บรรยากาศในโถงเย็นลงอีกครั้ง
ฮองเฮายกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม
“เยว่หลัน เ้าพูดตรงดี ข้าชอบ”
นางกำนัลวางถ้วยน้ำชาลงตรงหน้าเยว่หลัน
ชาในถ้วยเป็สีใสเกือบเหมือนน้ำ กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยขึ้นมา แต่ใต้กลิ่นนั้นมีความเย็นบางอย่างที่ทำให้ตราในอกนางสั่นเบา ๆ
อย่าดื่มน้ำในตำหนักคุนหนิง
เยว่หลันไม่แตะถ้วย
ฮองเฮามองเห็น แต่ไม่กล่าวทันที เพียงยิ้มแล้วถาม
“เหตุใดไม่ดื่มเล่า ชานี้เป็ชาดอกบัวหิมะ ใช้ปลอบขวัญคนที่ฝันร้ายได้ดีนัก”
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าเล็กน้อย
“หม่อมฉันเพิ่งดื่มยาก่อนเข้าวัง หมอประจำจวนกำชับว่ายาบางชนิดไม่ควรดื่มร่วมกับชาเพคะ เกรงว่าจะเสียของพระราชทาน”
ฮองเฮายิ้ม “ระวังตัวทุกก้าวจริง ๆ”
“เพราะหม่อมฉันยังอยากมีชีวิตกลับไปพบท่านพ่อเพคะ”
คำตอบนั้นเรียบง่าย
แต่คมจนฮองเฮาชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
ฮองเฮาวางถ้วยชาลง
“แม่ทัพเสิ่นรักเ้ามาก”
“เพคะ”
“บางครั้งความรักของบิดาก็ทำให้บุตรสาวกลายเป็คนดื้อรั้นเกินไป”
“บางครั้งความรักของบิดาก็ทำให้บุตรสาวรู้ว่าตนเองควรมีชีวิตอยู่ต่อเพคะ”
รอยยิ้มของฮองเฮาจางลงเพียงเล็กน้อย
ในเวลานั้น เสียงฝีเท้าจากด้านนอกดังขึ้น ขันทีหน้าประตูประกาศ
“องค์ชายสามเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
ชิงหลัวเงยหน้าขึ้นอย่างใ
เสิ่นเยว่หลันกลับไม่แปลกใจเลย
งิ้วฉากนี้จะขาดเขาได้อย่างไร
หลี่จวินเฉิงก้าวเข้ามาในตำหนักคุนหนิงด้วยท่าทางสง่างาม เขาสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนดังเช่นวันก่อน ใบหน้ายังคงอ่อนโยน เพียงแต่ใต้ดวงตาดูอ่อนล้าเล็กน้อย เหมือนบุรุษผู้กังวลเื่คนรักจนไม่อาจนอนหลับ
เขาคารวะฮองเฮาก่อน แล้วหันมามองเสิ่นเยว่หลัน
แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่แสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เยว่หลัน ข้าได้ยินว่าเสด็จแม่เรียกเ้ามาตรวจอาการ จึงรีบมาดู เ้าดีขึ้นหรือไม่”
คำว่า “เสด็จแม่” ทำให้เยว่หลันเข้าใจทันที
ฮองเฮาไม่เพียงหนุนองค์ชายสาม
ในฉากนี้ เขาเป็คนของนางอย่างเปิดเผยมากกว่าที่ชาติก่อนเยว่หลันเคยสังเกต
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเป็ห่วง หม่อมฉันยังดีเพคะ”
หลี่จวินเฉิงขมวดคิ้วอย่างนุ่มนวล “เหตุใดกล่าวกับข้าห่างเหินเช่นนี้”
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ “จวินเฉิง เ้าอย่าเพิ่งตำหนินาง เด็กสาวเพิ่งผ่านเื่น่ากลัวในจวน ย่อมตื่นตระหนกง่าย”
หลี่จวินเฉิงถอนหายใจ “ข้าเป็ห่วงว่านางจะระแวงทุกคนจนทำร้ายตนเอง”
เสิ่นเยว่หลันมองคนทั้งสอง
คนหนึ่งเป็ฮองเฮาผู้เมตตา
คนหนึ่งเป็องค์ชายผู้อ่อนโยน
ทั้งสองพูดคล้ายกันราวซ้อมมาแล้ว
ระวังตัวมากเกินไป
ระแวงเกินไป
ฝันร้าย
ภาพหลอน
หากปล่อยให้พวกเขาพูดต่อไป อีกไม่นานคนทั้งวังคงเริ่มเชื่อว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นป่วยทางใจ เห็นผีเพราะเสียสติ และทุกสิ่งที่นางพูดเกี่ยวกับศพ ชาพิษ ปิ่นเหมยทอง หรือเหมยโลหิต ล้วนเป็ความคิดฟุ้งซ่านของเด็กสาวที่เพิ่งฟื้นไข้
นี่คือหมากของพวกเขา
ไม่ต้องฆ่านางทันที
เพียงทำให้คำพูดของนางหมดน้ำหนัก
เสิ่นเยว่หลันยิ้มขึ้นช้า ๆ
“หม่อมฉันซาบซึ้งที่ทั้งฮองเฮาและองค์ชายทรงเป็ห่วงอาการระแวงของหม่อมฉันเพคะ”
ฮองเฮามองนาง
เยว่หลันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เพียงแต่หม่อมฉันสงสัยอยู่เื่หนึ่ง”
หลี่จวินเฉิงถาม “เื่ใด”
“เมื่อวานองค์ชายทรงนำโสมหิมะจากคลังหลวงมามอบให้หม่อมฉัน แต่ใต้ผ้าไหมรองกล่องกลับมีพิษซ่อนอยู่ วันนี้ฮองเฮาทรงเรียกหม่อมฉันเข้าวังเพราะเป็ห่วง และหมอหลวงก็บอกว่าหม่อมฉันอาจเห็นภาพหลอนเพราะฝันร้าย”
นางหยุดเล็กน้อย
“เช่นนั้นหม่อมฉันควรเชื่อว่าสิ่งใดเพคะ เชื่อว่าตนเองป่วยจนคิดมาก หรือเชื่อว่าคนรอบตัวหม่อมฉันช่างบังเอิญนำเื่น่าระแวงมาให้ไม่หยุด”
หลี่จวินเฉิงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
ฮองเฮายังคงยิ้ม แต่ดวงตาเย็นลง
“เยว่หลัน คำพูดเช่นนี้หนักนัก”
“หม่อมฉันทราบเพคะ” นางก้มหน้าลง “หม่อมฉันจึงมิได้กล่าวหาผู้ใด เพียงตั้งคำถามเพื่อรักษาชีวิตตนเองเท่านั้น”
ฮองเฮามองนางนิ่งอยู่นาน
แล้วอยู่ ๆ นางก็หัวเราะเบา ๆ
“ดี ดีมาก สมกับเป็บุตรีของเสิ่นจื้อหยวนจริง ๆ”
เสียงหัวเราะนั้นยังอ่อนโยน แต่เสิ่นเยว่หลันได้ยินคมมีดอยู่ข้างใน
ฮองเฮายกมือขึ้น
“เ้าเพิ่งเข้าวังครั้งแรกหลังฟื้นไข้ อย่าเพิ่งพูดเื่หนัก ๆ เลย ข้าเตรียมห้องสวดมนต์ไว้ให้เ้าแล้ว เข้าไปกราบขอพรสักหน่อย จะได้ล้างเคราะห์ร้ายจากจวนเสิ่น”
หัวใจของเยว่หลันเย็นลงทันที
ห้องสวดมนต์
ธูปสีขาว
เสียงมารดา
กับดักแท้จริงอาจอยู่ที่นั่น
นางกำนัลสองคนเดินเข้ามาด้านข้าง ทำท่าเชิญอย่างสุภาพ แต่ตำแหน่งยืนของพวกนางปิดทางถอยของชิงหลัวโดยไม่ตั้งใจเกินไป
หลี่จวินเฉิงก้าวเข้ามา “เยว่หลัน ข้าจะรอเ้าอยู่ด้านนอก ไม่ต้องกลัว”
ไม่ต้องกลัว
คำนี้จากปากเขา น่ากลัวกว่าคำขู่เสียอีก
เสิ่นเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ
“หม่อมฉันขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะ”
ชิงหลัวรีบลุกตาม แต่ขันทีผู้หนึ่งก้าวมาขวาง
“สาวใช้รอด้านนอกได้ ห้องสวดมนต์เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้าได้เฉพาะคุณหนูใหญ่เสิ่นเท่านั้น”
ชิงหลัวหน้าซีด “แต่ว่า…”
เยว่หลันจับมือนางไว้ก่อน แล้วบีบเบา ๆ
นี่คือจังหวะที่เตรียมใจไว้แล้ว
หากถูกแยก อย่าดื้อจนถูกลงโทษ
จำเส้นทาง จำคน จำกลิ่น จำเสียง และหาทางส่งข่าว
ชิงหลัวมองคุณหนู น้ำตาคลอ แต่ฝืนพยักหน้าอย่างยากลำบาก
“บ่าวจะรออยู่ตรงนี้เ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันปล่อยมือช้า ๆ
นางเดินตามนางกำนัลเข้าไปยังทางเดินด้านในของตำหนักคุนหนิง
กลิ่นธูปขาวแรงขึ้นทุกก้าว
ผนังทางเดินประดับภาพหงส์ทองบินท่ามกลางเมฆ แต่เมื่อเยว่หลันเดินผ่าน นางกลับรู้สึกเหมือนดวงตาของหงส์ในภาพกำลังมองตามนาง บางภาพมีคราบสีแดงจาง ๆ ที่หากไม่สังเกตคงคิดว่าเป็ลายเมฆ แต่ในสายตานาง มันเหมือนเืที่ถูกเช็ดออกไม่หมด
เสียงกระซิบของิญญาดังขึ้นเรื่อย ๆ
“อย่าเข้าไป…”
“ชื่อของข้าหายไปในนั้น…”
“นางเอาเสียงเราไป…”
“อย่าเรียกแม่…”
เยว่หลันกำมีดสั้นในแขนเสื้อไว้แน่น
ห้องสวดมนต์อยู่ลึกสุดทางเดิน
ประตูไม้สีขาวถูกแกะสลักเป็ลายดอกบัวและหงส์คู่ เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นธูปขาวก็พุ่งออกมาปะทะใบหน้าอย่างรุนแรงจนเยว่หลันแทบเวียนศีรษะ ด้านในห้องสว่างด้วยแสงเทียนสีขาวนับสิบเล่ม กลางห้องมีแท่นบูชาหินหยก บนแท่นวางกระถางธูปสีขาวบริสุทธิ์ ธูปหลายดอกปักอยู่ในกระถาง ควันสีขาวลอยวนเป็เส้นคล้ายมือที่กำลังเชื้อเชิญ
บนผนังด้านหลังแท่นบูชามีม่านสีขาวแขวนอยู่
หลังม่านนั้น มีเงาสตรีร่างหนึ่งยืนอยู่
เสิ่นเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“หลันเอ๋อร์…”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
อ่อนโยน
เ็ป
และเหมือนมารดาของนางเหลือเกิน
นางกำนัลที่พานางมาหยุดอยู่หน้าประตู
“คุณหนูใหญ่เสิ่น ฮองเฮารับสั่งให้ท่านจุดธูปหนึ่งดอก ขอพรให้มารดาผู้ล่วงลับ แล้วเคราะห์ร้ายในจวนจะเบาบางลงเ้าค่ะ”
อย่าแตะธูปสีขาว
เยว่หลันยืนอยู่กลางห้อง มือเย็นเฉียบ
เงาหลังม่านขยับเล็กน้อย
“หลันเอ๋อร์ แม่รอเ้านานมาก…”
น้ำตาของนางเอ่อขึ้นทันที
นางรู้ว่านี่อาจเป็ของปลอม
แต่เสียงนั้นเหมือนเหลือเกิน
เหมือนคืนที่นางป่วยตอนเด็ก มารดานั่งอยู่ข้างเตียง ลูบผมแล้วเรียกชื่อเช่นนี้
เหมือนวันที่นางร้องไห้เพราะถูกบ่าวเด็กแกล้ง มารดากอดนางแล้วบอกว่า “หลันเอ๋อร์ แม่อยู่ตรงนี้”
เหมือนทุกความอบอุ่นในชีวิตที่ถูกพรากไปก่อนนางจะโตพอปกป้องไว้ได้
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ควันธูปขาวล้อมรอบข้อเท้า
เสียงของมารดานุ่มนวลขึ้น
“เข้ามาใกล้แม่สิลูก…”
มือของเยว่หลันสั่น
นางยกมือขึ้นเหมือนจะเปิดม่าน
แต่ก่อนปลายนิ้วจะถึงผ้าขาว นางเห็นบางสิ่งบนพื้น
กลีบดอกเหมยสีแดง
กลีบเล็ก ๆ ที่นางเก็บจากสวนเหมยก่อนเข้าวัง หลุดจากถุงผ้าข้างเอวและตกลงบนพื้นตรงหน้า
กลีบดอกนั้นแตะควันธูปขาวเพียงเสี้ยวเดียว ก็เปลี่ยนเป็สีดำทันที
สติของเสิ่นเยว่หลันกลับมาราวถูกน้ำเย็นราด
หากแม้แต่กลีบดอกเหมยจากสวนผนึกยังถูกควันกัดจนดำ สิ่งหลังม่านนี้ย่อมไม่ใช่มารดาที่อยากกอดนาง
นางค่อย ๆ ลดมือลง
“ท่านไม่ใช่มารดาข้า”
เงาหลังม่านนิ่งไป
เสียงอ่อนโยนยังคงกล่าวต่อ
“หลันเอ๋อร์ เ้าไม่จำเสียงแม่ได้แล้วหรือ”
เยว่หลันหลับตาลง น้ำตาหนึ่งหยดไหลลงมา แต่เสียงของนางกลับมั่นคงขึ้น
“ข้าจำได้ เพราะข้าจำได้ ข้าจึงรู้ว่าท่านไม่ใช่นาง”
ควันธูปขาวในห้องเริ่มหมุนเร็วขึ้น
“เด็กอกตัญญู…”
เสียงหลังม่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เย็นขึ้น
หยาบขึ้น
และมีเสียงหลายเสียงซ้อนทับกัน
“มารดาเ้ารออยู่หลังม่านนี้…เพียงแตะธูป…เพียงเรียกนาง…เพียงมอบเืหนึ่งหยด…”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มเย็น
“ในที่สุดก็เลิกแสร้งแล้วหรือ”
ม่านขาวพลันสั่นแรง
เงาสตรีหลังม่านบิดเบี้ยว กลายเป็รูปร่างสูงยาวผิดธรรมชาติ แขนทั้งสองข้างยืดลงมาจนเกือบแตะพื้น เสียงหัวเราะแหลมดังสะท้อนในห้องสวดมนต์
ประตูด้านหลังปิดดังปัง
เสิ่นเยว่หลันถูกขังอยู่ภายใน
ควันธูปขาวพุ่งเข้าหานางเหมือนงูหลายสาย พยายามพันรอบข้อมือ ข้อเท้า และลำคอ นางชักมีดสั้นออกจากแขนเสื้อ ฟันผ่านควันนั้น แม้มีดธรรมดาจะตัดควันไม่ได้ แต่ปลายมีดที่บิดามอบให้นางกลับสลักอักษรตระกูลเสิ่นไว้ ควันขาวถูกฟันขาดชั่วครู่ ก่อนกลับมารวมกันอีก
“เื…”
“มอบเืมา…”
“เปิดเสียงของนาง…”
“แม่ของเ้าอยู่ใกล้แค่นี้…”
หัวใจของเยว่หลันเ็ปจนแทบหายใจไม่ออก
พวกมันรู้วิธีแทงตรงแผลที่สุดของนาง
มารดา
นางยอมทำได้มากมายเพื่อพบมารดาอีกครั้ง
แต่มารดาที่แท้จริงจะไม่ใช้เืของนางเปิดประตูให้อสุรกาย
นางกำมีดแน่น กดคมมีดกับฝ่ามือตัวเองเล็กน้อย ความเจ็บช่วยให้สติชัดขึ้น แต่ก่อนเืจะไหล นางนึกถึงคำเตือนอีกข้อทันที
อย่าให้เืแตะปิ่นเหมยทองคืนนี้
แม้ที่นี่ไม่มีปิ่น แต่ในห้องนี้อาจมีของเชื่อมพิธีอยู่ หากเืนางตกลงพื้น อาจเป็สิ่งที่ศัตรู้า
นางรีบเปลี่ยนจังหวะ ใช้ปลายมีดกรีดชายแขนเสื้อแทน ฉีกผ้าขาวอมม่วงออกมาผืนหนึ่ง แล้วพันรอบมือแน่น
ควันขาวพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เสิ่นเยว่หลันถอยไปจนหลังชนแท่นบูชา กระถางธูปสีขาวอยู่ตรงหน้า กลิ่นของมันแรงจนภาพตรงหน้าเริ่มซ้อนทับ นางเห็นห้องนอนในวัยเด็ก เห็นมารดายิ้ม เห็นมืออบอุ่นยื่นมาหา
“หลันเอ๋อร์…”
ครั้งนี้เสียงนั้นแ่เบาและเ็ปยิ่งกว่าเดิม
“แม่เจ็บ…”
เสิ่นเยว่หลันเกือบพัง
นางรู้ว่านั่นอาจไม่ใช่มารดา
แต่ถ้าิญญาของมารดาถูกขังอยู่จริง หากมีส่วนเล็ก ๆ ของมารดาถูกใช้เป็เหยื่อล่อจริง นางจะนิ่งเฉยได้อย่างไร
น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง
“ท่านแม่…” นางกระซิบ
ควันขาวชะงักเหมือนรอ
รอให้นางเรียกอีก
รอให้นางยอมรับ
รอให้นางเปิดทางให้มัน
แต่ประโยคต่อมาของเยว่หลันกลับเปลี่ยนทุกอย่าง
“หากท่านยังได้ยินข้า ข้าขอสาบาน ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดใช้เสียงของท่านทำร้ายข้าอีก”
นางคว้ากลีบดอกเหมยสีดำบนพื้นขึ้นมา แล้วโยนใส่กระถางธูปสีขาว
ทันทีที่กลีบดอกเหมยััธูป ไฟสีแดงวูบหนึ่งก็ลุกขึ้น
ควันขาวแตกกระจาย
เงาหลังม่านกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
“นางรู้!”
“นางรู้แล้ว!”
“เหมยโลหิตตื่นแล้ว!”
เสิ่นเยว่หลันไม่รอ นางยกแท่นเทียนด้านข้างฟาดใส่กระถางธูปเต็มแรง
เพล้ง!
กระถางหยกสีขาวแตกกระจาย ธูปสีขาวล้มระเนระนาด ควันหนาทะลักไปทั่วห้อง เสียงกรีดร้องของิญญาปลอมดังจนผนังสั่น แต่ท่ามกลางเสียงนั้น เยว่หลันได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่ง
เสียงสตรีที่อ่อนโยนกว่า
เบากว่า
และไม่ได้เรียกร้องให้นางเข้าไปหา
“อย่ากลัว…”
เสิ่นเยว่หลันชะงักทั้งน้ำตา
เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงปลอมก่อนหน้า
มันไม่ได้ดึง
ไม่ได้ล่อ
ไม่ได้สั่ง
เพียงปลอบ
เหมือนมารดาที่นางจำได้จริง ๆ
“หลันเอ๋อร์…หลังม่าน…อย่าแตะธูป…เอา…หยก…”
เสียงนั้นขาดห้วงและเ็ปอย่างยิ่ง
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองหลังม่านขาว
เงาบิดเบี้ยวสลายไปแล้ว เหลือเพียงม่านที่ยังไหวเบา ๆ นางรู้ว่าอันตรายยังไม่หมด แต่หากเสียงเมื่อครู่เป็ของมารดาจริง นางอาจมีเวลาเพียงเสี้ยวเดียว
นางยกมีดตัดม่านขาวออก
ด้านหลังม่านไม่มีคน
มีเพียงช่องเล็ก ๆ ในผนัง ภายในช่องนั้นวางหยกสีขาวชิ้นหนึ่ง รูปร่างคล้ายกลีบดอกเหมยครึ่งกลีบ บนผิวหยกมีเส้นผมสีดำพันอยู่หนึ่งเส้น และมีเืแห้งติดอยู่ตรงมุม
หัวใจของเยว่หลันแทบหยุดเต้น
เส้นผมนั้น…
นางไม่รู้ด้วยเหตุผลใด แต่รู้ทันทีว่ามันเป็ของมารดา
นางใช้ผ้าที่พันมืออยู่หยิบหยกชิ้นนั้นออกมาโดยไม่ให้ผิวััโดยตรง แล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
ทันใดนั้น ประตูห้องสวดมนต์ถูกกระแทกจากด้านนอก
“คุณหนู!”
เสียงชิงหลัวดังขึ้นอย่างร้อนรน
ตามด้วยเสียงขันทีและนางกำนัลวุ่นวาย
“เปิดประตู! คุณหนูใหญ่เสิ่นเป็อะไรไป!”
เสิ่นเยว่หลันก้มมองเศษกระถางธูปบนพื้น ควันขาวยังไม่สลายหมด แต่ไม่อาจรวมตัวเป็รูปร่างได้อีก นางสูดลมหายใจลึก เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า แล้วทำให้ท่าทางของตนเองกลับมาสงบมากที่สุด
ประตูถูกเปิดออกในที่สุด
ชิงหลัวพุ่งเข้ามาหานางทันที น้ำตาไหลอาบหน้า “คุณหนู!”
นางกำนัลหลายคนมองสภาพห้องสวดมนต์ด้วยความใ กระถางธูปแตก ม่านขาวถูกตัด ธูปล้มกระจัดกระจาย และคุณหนูใหญ่เสิ่นยืนอยู่กลางห้องด้วยใบหน้าซีด แต่ดวงตาสงบนิ่งจนน่ากลัว
ขันทีรีบกล่าวเสียงหลง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น! คุณหนูใหญ่เสิ่น ท่านทำลายของในห้องสวดมนต์ของฮองเฮาหรือ!”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเขา
“ข้าเพียงทำลายสิ่งที่พยายามทำร้ายข้า”
“เหลวไหล! ที่นี่คือห้องสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จะมีสิ่งใดทำร้ายท่านได้อย่างไร”
“เช่นนั้นเ้าจะอธิบายอย่างไรว่า ประตูถูกปิดจากด้านนอก และธูปในกระถางทำให้ข้าได้ยินเสียงมารดาผู้ล่วงลับเรียกหา”
ขันทีหน้าซีดลงทันที
ชิงหลัวหันขวับไปมองเขา
นางกำนัลหลายคนก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากได้ยินคำนี้
เสิ่นเยว่หลันเห็นปฏิกิริยานั้นแล้วเข้าใจทันที
พวกเขารู้
อย่างน้อยบางคนรู้ว่าห้องสวดมนต์นี้ไม่บริสุทธิ์
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน
ฮองเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เอง
หลี่จวินเฉิงเดินตามหลัง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่ดวงตากลับสังเกตทุกสิ่งในห้องอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นกระถางธูปแตกและม่านถูกตัด ใบหน้าของเขาก็แข็งไปชั่ววูบ
ฮองเฮายืนอยู่หน้าประตู มองสภาพห้องสวดมนต์นิ่ง ๆ
ความเงียบปกคลุมทุกคน
จากนั้นนางจึงถอนหายใจเบา ๆ
“เยว่หลัน เ้าไม่สบายหนักกว่าที่ข้าคิดจริง ๆ”
คำเดียว
นางพลิกสถานการณ์ทันที
ไม่ใช่ว่าห้องสวดมนต์มีปัญหา
แต่เป็เยว่หลันป่วยหนักจนทำลายห้องด้วยอาการหลอน
ช่างสมกับเป็ฮองเฮา
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าเล็กน้อย “หากพระนางคิดว่าหม่อมฉันไม่สบายจริง หม่อมฉันขออภัยที่ทำให้พระนางตกพระทัยเพคะ”
ชิงหลัวแทบหันไปมองคุณหนูด้วยความใ
คุณหนูยอมถอยหรือ?
แต่เยว่หลันกล่าวต่ออย่างสงบ
“เพียงแต่เพื่อไม่ให้หม่อมฉันถูกกล่าวหาว่าทำลายของศักดิ์สิทธิ์เพราะเสียสติ หม่อมฉันขอให้ฮองเฮาส่งธูปที่แตกเหล่านี้ให้หมอหลวงและนักพรตหลวงตรวจต่อหน้าพยานได้หรือไม่เพคะ”
ฮองเฮามองนางนิ่ง
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“หากธูปบริสุทธิ์จริง หม่อมฉันยินดีรับผิดทั้งหมด แต่หากธูปนี้มีสิ่งใดปะปน หม่อมฉันก็คงต้องถามว่า เหตุใดสิ่งนั้นจึงอยู่ในตำหนักคุนหนิง”
สีหน้าของนางกำนัลหลายคนซีดลง
หลี่จวินเฉิงรีบกล่าว “เยว่หลัน เ้าอย่าเพิ่งพูดเช่นนี้ ต่อให้มีปัญหากับธูป ก็อาจเป็ความผิดของบ่าว ไม่เกี่ยวกับเสด็จแม่”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเขา
“องค์ชายยังไม่ทันตรวจ ก็ทรงทราบแล้วหรือเพคะว่ามีปัญหาจริง และเป็ความผิดของบ่าว”
หลี่จวินเฉิงชะงักทันที
ฮองเฮาเหลือบมองโอรสเพียงแวบเดียว
แวบเดียวเท่านั้น
แต่เยว่หลันเห็นความไม่พอใจในดวงตานั้น
องค์ชายสามรีบร้อนเกินไป
นางจับได้
ฮองเฮาจึงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “เื่ธูป ข้าจะให้คนตรวจเอง เ้าไม่ต้องกังวล ร่างกายเ้าไม่สบาย ควรกลับจวนไปพักก่อน”
ส่งกลับทันที
ไม่ซักต่อ
ไม่ลงโทษ
เพราะนางไม่อยากให้เื่ธูปถูกขยายต่อหน้าคนจำนวนมาก
เสิ่นเยว่หลันรู้ว่าตนควรถอย
หยกขาวในแขนเสื้อคือสิ่งสำคัญ นางได้มันมาแล้ว ไม่ควรเสี่ยงถูกค้นตัวในตำหนักคุนหนิง
“หม่อมฉันขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะ”
ฮองเฮามองนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เยว่หลัน ข้าเป็ห่วงเ้าจริง ๆ อย่าให้ความกลัวทำให้เ้าเห็นศัตรูในทุกเงา”
เสิ่นเยว่หลันย่อกายคำนับ
“หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ และหวังว่าศัตรูจะไม่ซ่อนอยู่ในเงาจริง ๆ”
ฮองเฮายิ้ม
แต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นเย็นลงชัดเจน
หลี่จวินเฉิงเดินตามออกมาส่งนางถึงหน้าตำหนัก เขาลดเสียงลงเมื่ออยู่ใกล้
“เยว่หลัน เ้ากำลังเล่นกับสิ่งที่เ้าไม่เข้าใจ”
เสิ่นเยว่หลันไม่หันไปมองเขา
“อย่างน้อยหม่อมฉันก็เริ่มรู้แล้วว่าใครกลัวให้หม่อมฉันเข้าใจ”
ดวงตาของหลี่จวินเฉิงมืดลง
“เ้าคิดว่าฉีหลิงอ๋องช่วยเ้าได้หรือ”
คราวนี้เยว่หลันหยุดเดิน
ชิงหลัวตัวแข็งทันที
เยว่หลันค่อย ๆ หันไปมององค์ชายสาม
“หม่อมฉันยังไม่ได้เอ่ยถึงฉีหลิงอ๋องเลยเพคะ”
หลี่จวินเฉิงนิ่งไป
เพียงเสี้ยวเดียว
แต่เพียงพอ
เยว่หลันยิ้มบาง “องค์ชายทรงรู้มากกว่าที่แสดงออกจริง ๆ”
สีหน้าของเขากลับมาอ่อนโยนอย่างรวดเร็ว
“ข้าเพียงเตือนด้วยความหวังดี”
“ความหวังดีขององค์ชายมักมาพร้อมพิษ หม่อมฉันจึงขอรับไว้เพียงครึ่งเดียวก็พอเพคะ”
พูดจบ นางก็ก้าวขึ้นรถม้าวังโดยไม่รอคำตอบ
ชิงหลัวรีบตามขึ้นไป
เมื่อม่านรถปิดลง เยว่หลันจึงผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา ร่างทั้งร่างเหมือนสูญแรงในพริบตา ชิงหลัวรีบประคองนางไว้
“คุณหนู ท่านได้าเ็หรือไม่เ้าคะ”
“ไม่”
“แต่หน้าท่านซีดมาก”
เยว่หลันยกมือแตะแขนเสื้อที่ซ่อนหยกขาวไว้
“ข้าได้ของบางอย่างมา”
ชิงหลัวเบิกตากว้าง แต่ไม่ถามต่อในรถม้าวัง
รถม้าเคลื่อนออกจากตำหนักคุนหนิงช้า ๆ
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลง แต่ไม่ได้หลับ นางยังได้ยินเสียงกระซิบจาง ๆ จากหยกขาวในแขนเสื้อ
เสียงนั้นเบามาก
อ่อนแรงมาก
แต่ไม่ใช่เสียงปลอม
“หลันเอ๋อร์…”
นางกำมือแน่น น้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านแม่…”
เสียงในหยกขาวขาดห้วงราวถูกโซ่รัดไว้
“อย่าเชื่อ…หงส์ทอง…
ปิ่นอีกครึ่ง…อยู่กับ…คนที่เ้าเคยรัก…”
ลมหายใจของเสิ่นเยว่หลันหยุดชะงัก
คนที่เ้าเคยรัก
องค์ชายสาม
หลี่จวินเฉิง
นางลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาเย็นจนไม่มีหยดน้ำตาเหลืออยู่
นอกหน้าต่างรถม้า กำแพงวังสูงตระหง่านทอดยาวไม่สิ้นสุด
แต่นางรู้แล้วว่าหนึ่งในคำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ลึกในตำหนักคุนหนิงเพียงอย่างเดียว
มันอยู่กับบุรุษที่เคยจับมือนาง ยิ้มให้นาง และส่งนางไปตายอย่างงดงามในชาติก่อน
รถม้าวิ่งผ่านประตูวัง
และในตำหนักคุนหนิงที่อยู่ไกลออกไป ฮองเฮายืนอยู่หน้ากระถางธูปที่แตกละเอียด นางก้มลงมองเศษหยกในช่องหลังม่านที่หายไปแล้ว ดวงตาอ่อนโยนของนางเย็นจัด
“เสิ่นเยว่หลัน…”
นางเอ่ยชื่อเด็กสาวอย่างแ่เบา
“เ้าคล้ายมารดาเ้าเกินไปจริง ๆ”
ข้างหลังนาง หลี่จวินเฉิงยืนเงียบ สีหน้ามืดครึ้ม
ฮองเฮาหันไปมองเขา
“ดูเหมือนว่าหมากตัวนี้จะไม่เชื่องเหมือนชาติที่แล้วเสียแล้ว”
หลี่จวินเฉิงชะงัก
“เสด็จแม่หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาไม่ได้ตอบ
นางเพียงยิ้มเย็น แล้ววางมือบนกล่องหยกใบหนึ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
ภายในกล่องนั้น มีปิ่นเหมยทองอีกครึ่งหนึ่งวางอยู่
และบนปลายปิ่น มีเืสดหยดหนึ่งกำลังค่อย ๆ ซึมออกมา