ผ่านไปสักพักทั้งสองก็ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เควินก็ออกตัวไปส่งอาริเชียถึงที่ทำงาน เขาเดินออกไปท่ามกลางฝูงชนแต่กลับมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ สายตาที่มองมาที่เขาเป็นสายตาที่มองดูเหยื่อที่กำลังจะถูกล่า เควินไม่ได้คิดอะไรมากพวกนี้จะรู้อะไรมาก็ไม่ใช่เรื่องของเขา
บ้านตระกูลคาร์เวีย
ระหว่างเดินทางไปส่งอาริเชียและเดินมายังตระกูลคาร์เวียใช้เวลาไปพอสมควร เควินก็สังเกตุถึงความผิดปกติเพราะว่าวันนี้มีรถม้ามาจอดรอที่จะเข้าไปภายในตระกูลมากมายราวกับจะมาแสดงความยินดีอะไรบางอย่าง เขามั่นใจอย่างมากว่าคงไม่มีใครอยากจะมายินดีกับการหายดีของเขาหรอกสายตาที่คอยมองเขาในตอนที่ไปส่งอาริเชียเขารู้ดีว่ามันมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นท่าไม่ดีเควินก็กระโจนขึ้นกำแพงของบ้านตระกูลคาร์เวียใช้เวทมนตร์ทะลุทะลวงเกาะ ทำลายบาเรียป้องกันของบ้านทิ้งไปโดยที่ไม่โดนตรวจจับและไม่ทำให้บาเรียเสียหาย หลังจากที่ลอบเข้ามาภายในบ้านตระกูลคาร์เวียเสร็จสิ้นก็รีบตรงดิ่งไปค้นหาสถานที่พำนักของลาเวเรียต่ออย่างรวดเร็ว
ยังดีที่ก่อนที่เขาจะไปตรวจสอบประตูมิติครั้งก่อนได้ลอบส่งกระแสเสียงไปบอกแก่คอเรนและเรทีน่าให้ช่วยคุ้มกันลาเวเรีย ถึงแม้ว่าอาณาเขตตระกูลคาร์เวียจะกว้างถึงสามร้อยไร่แต่นั่นมันก็คือบ้านของเขาอยู่ดี นั่นทำให้เขารู้ทุกซอกทุกมุมราวกับฝ่ามือตนเอง
………
"พวกเจ้าสองคนทำบ้าอะไรกัน มายืนขวางทางพวกข้าทำไม" หนึ่งในกลุ่มชนที่พยายามบุกชิงตัวลาเวเรียตะคอกเสียงดัง
"ทำไมจะไม่ได้นายหญิงลาเวเรียอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเราและองค์หญิงลำดับที่สอง" คอเรนกล่าวด้วยอารมณ์หงุดงิดเล็กน้อย
"หึ ตอนนี้มันไม่ใช่ยุคของเจ้าเควินอีกต่อไปพลังของเจ้านั่นหายไปหมดแล้วนี่ที่พวกเราได้รับการยืนยันมาอย่าได้ขวางทางพวกข้า พวกข้าจะต้องนำตัวคู่หมั้นของท่านเสนาธิการระดับสองดาวเบฟอนออกมาเดี๋ยวนี้"
"คู่หมั้นบ้าบออะไรกัน นายหญิงเคยตกลงกับพวกเจ้าตอนไหน"
"พอเถอะ"
เสียงที่ไพเราะสดับน่าฟังชวนให้หลงไหลดังออกมาจากภายในบ้านที่ใหญ่โตราวกับพระราชวัง คงเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ลาเวเรีย นอกจากเควิน เรทีน่าและคอเรนก็ไม่มีใครเคยเห็นเห็นรูปโฉมของลาเวเรียที่ได้ปกปิดเอาไว้ตั้งแต่ตอนเป็นหญิงรับใช้ แต่ก็มีข่าวลือตกทอดส่งต่อกันไปถึงเสนาธิการระดับสองดาวเบฟอนได้รับรู้ถึงรูปโฉมที่แสนงดงามไม่ด้อยไปกว่าองค์หญิงลำดับที่สองอาริเชียเลยแม้แต่น้อยทำให้เขาเองรีบวิ่งแจ้นมาขอหมั้นลาเวเรียกับทางตระกูลคาร์เวียในตอนนั้นจนถึงตอนนี้หัวหน้าตระกูลซึ่งก็คือพ่อของเควินยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเพราะต้องไปทำภารกิจต่างแดนขององค์จักรพรรดิมอบให้ พวกตระกูลตัวดีก็เลยตัดสินใจโดยพละการ
ลาเวเรียที่ได้พบเห็นเควินฟื้นขึ้นมาพร้อมด้วยพลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตอนแรกที่เธอพบกับเขาเธอก็ลอบดีใจเพราะตลอดเวลาที่เขาไม่ได้สติทางด้านบรรดาหมอที่ตรวจรักษาอาการของเควินก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพลังวิณญาณของเขาได้หายไปหมดแล้วจนกระทั่งเมื่อวานนี้เองเควินฟื้นขึ้นมาเธอก็ได้ใช้จิตวิณญาณตรวจสอบร่างกายของเควินอีกเป็นครั้งสุดท้ายก็ปรากฎว่าพลังของเขายังคงอยู่แต่อาจเป็นเพราะตลอดเวลาที่เขาหลับพลังอาจจะถูกผนึกเอาไว้ภายในร่างกาย
"พวกเจ้าออกไปซะเถอะที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเจ้า ข้าในฐานะพี่สาวของเควินไม่เคยยอมรับการหมั้นของท่านเบฟอนเพราะฉนั้นถอยกลับไปเถอะ" ลาเวเรียที่ไม่ได้ปรากฎตัวแต่มาเฉพาะเสียงเท่านัั้นก็กล่าวอย่างแช่มช้าและชัดเจน
"เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร เจ้าคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าคิดว่าเควินรับเจ้าเข้าภายในตระกูลคาร์เวียของพวกเราให้เจ้าเชิดหน้าชูตาหรืออย่างไร ไม่ว่ายังไงเจ้าก็ต้องหมั้นกับท่านเบฟอน" หญิงวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นป้าของเควินที่ชื่อ เพนกี้ คาร์เวีย ก็ใช้คำพูดตรอกกลับไป
"เหอะ ถือว่าข้าไว้หน้าตระกูลคาร์เวียของพวกเจ้ามาแล้วนะ ไม่มีใครสั่งข้าได้หรอกหากไม่ใช่เควิน"
"เจ้า.." เพนกี้มีโทสะที่ร่างพลันสั่นด้วยอารมณ์ที่พร้อมปะทุขณะที่เธอกำลังจะใช้คำสั่งขั้นเด็ดขาดของตระกูลคาร์เวียก็พลันหยุดลงกระทันหัน
"ท่านป้า ท่านมารังแกพี่สาวของข้าทำไมอย่างนั้นรึ" เสียงที่คุ้นเคยพร้อมกับความตกตลึงของทุกคนที่มาชุมนุมหน้าบ้านของควิน จากนั้นเสียงนั่นก็กล่าวต่อ "ข้าจะทำเป็นมองไม่เห็นก็แล้วกัน แต่ว่าอย่างลืมละที่ข้าไม่เอาความพวกท่านทั้งหลายที่มายืนหน้าบ้านของข้าก็เพราะพวกเจ้าให้การต้อนรับพี่สาวของข้าอย่างดีในตอนแรก"
เควินก็ปรากฎตัวออกมาจากท่ามกลางฝูงชนที่รายล้อมมากมาย "เหอะ คิดว่าเจ้าจะเป็นอัฉริยะเหมือนก่อนรึยังไง พลังของเจ้าสูญสลายไปหมดแล้วนะ ฮ่า ฮ่า"
"ไอ้ไก่อ่อนคิดว่ามีองค์หญิงลำดับสองหนุนแล้วพวกเราไม่กล้าทำอะไรนะเว้ย"
เสียงที่เสียดแทงเยาะเย้ยตามหลังเควิน เขาเองก็ไม่คิดอะไรมากมายอยู่แล้วเพราะเขาได้พลังใหม่มาและแข็งแกร่งมากกว่าเมื่อก่อน
"โอ้ ป้านึกว่าใครที่แท้ก็หลานชายของป้านี่เอง เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ละไม่บอกกล่าวพวกเราก่อน"
"ไม่ได้พบกันนานท่านป้า" เควินประสานมือทำความเคารพ
"มาพอดีพวกเรากำลังจะให้หลานช่วยไปเรียกพี่สาวของหลานออกมาให้ทีท่านเสนาธิการระดับสองดาวเบฟอนกำลังรอการยืนยันงานหมั้นระหว่างท่านกับหลานลาเวเรียนอยู่ก็เลย…"
"ท่านป้า ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ให้พี่สาวของข้าไปหมั้นกับคนอื่น หากไม่ใช่เธอเป็นฝ่ายชอบพอข้าก็ไม่มีวันตกลงให้เธอหมั้นกับใครเป็นอันขาด"
ทุกคนอึ้งราวกับโดนหมัดของเควินสวนเข้าที่หน้าอย่างจัง ทุกคนต่างคิดว่าเอาเจ้าเด็กอวดดีไปทรมานมันให้สนุกก่อนหัวหน้าตระกูลจะกลับมาให้สะใจสักหน่อยเพื่อระบายความอิจฉาและหมั่นใส้ในชื่อเสียงฐานะความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อเจ้านี่
"พี่สาว คอเรน เรทีน่าไปกันเถอะไม่ต้องมาอยู่ที่นี่พวกเจ้าไปอาศัยที่ตำหนักแสงอรุณดีกว่า"
ยิ่งมายิ่งเห็นด้านการวางอำนาจต่อผู้คนรอบข้างของเควิน ไม่ใช่เพราะเควินกีดกันคนอื่นเพียงแต่คนพวกนี้เป็นไร้ประโยชน์เหมือนกับเจ้าค็อก ฮาที่ชอบโกงกินและลักลอบทำเรื่องผิดกฎหมายกันอยู่
"เจ้าคิดจะพาคู่หมั้นของข้าไปที่ใด" เสียงอันหยิ่งพยองก็ดังขึ้นพร้อมร่างคนผู้หนึ่งเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา ปรากฎชายสวมชุดทหารประดับตราเสนาธิการและยังประดับดาวสองดวงที่ไหล่ซ้าย เส้นผมสีน้ำตาล ดวงตาสีดำ ใบหน้าที่สมบูรณ์ด้วยความหล่อในรูปลักษณ์ที่ไม่ด้อยไปกว่าเควิน เขาคนนั้นก็คือ เบฟอน ดีลเลอร์
เมื่อเบฟอนลอบส่งจิตวิณญาณตรวจสอบว่าพลังของเควินหายไปจริงๆรึเปล่าก็พลันดีใจขึ้นพลังเมื่อก่อนเควินอยู่ในระดับผู้พิชิตขั้นสองแต่ตอนนี้กลับตกมาอยู่กำเนิดวิณญาณขั้นหนึ่งซึ่งเป็นระดับเริ่มแรกของการฝึกฝนพลังวิญญาณ
ตึง!
ภารกิจประจำพื้นที่ : -ใช้พลังของตนเองสร้างความหวาดกลัวต่อทุกคนที่คิดจะหาเรื่องท่าน
ระยะเวลาจำกัด : -10 นาที รางวัลของภารกิจ :-เลื่อนเลเวลทันที 3 เลเวล-ความเชื่อมั่นต่อท่านของ คอเรน เรทีน่า และลาเวเรีย เพิ่มขึ้น : 25
"โอ้ มาแล้วภารกิจแรกของข้า"เควินครุ่นคิดในใจ "ใช้พลังตนเองสร้างความหวาดกลัวอย่างนั้นเหรอ สบายมาก เพื่อการอัพเลเวล"
"เธอไม่ใช่คู่หมั้นเจ้าอย่าได้ลำพองตัวไป"
"เจ้า! อยากตายมากใช่ไหม" เบฟอนไม่รอให้เควินเตรียมตัวชักดาบกระชับเท้าแล้วพุ่งแหวกสายลม พริบตาก็มาโผล่ด้านหน้าเควินพร้อมกับชักนำกระแสลมอันมหาศาลเข้าฟาดฟันเควินซึ่งเขาคิดจะจบชีวิตเควินภายในดาบเดียวให้ได้และสุดท้ายเขาก็จะได้ครอบครองทั้งลาเวเรียและองค์หญิงลำดับสองแค่คิดก็ทำเอาพลังในร่างกายพลุ่งพล่านแล้ว
"โอ้ ท่านเบฟอนที่เป็นถึงระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดกำลังใช้ท่าไม้ตายในครั้งเดียว ตำนานอย่างวีรบุรุษสีแดงคงจบ ณ ที่นี่ใช่ไหม"
"เควินคงไม่รอดแล้วละ"
"ฮ่า ฮ่า ไม่คิดเงยว่าจะได้เป็นพยานในการตายของเจ้าเควิน"
เควินเองก็ลอบคิดในใจเจ้าไร้ประโยชน์ยังไม่ถือว่าไร้ประโยชน์ไปสักทีเดียวพรสวรรค์ชั้นแนวหน้าด้วยอายุไม่ถึงสิบแปดปีกลับบรรลุถึงระดับหลอมรวมขั้นสูงสุด
เควินก็ชักนำมีดสั้นคู่พร้อมเคลือบธาตุแสงวิธีการโจมตีเฉพาะตัวของเควินพุ่งเข้าปะทะกับเบฟอน
เคร้ง!
ท่าไม้ตายที่ใช้ออกโดยกระแสลมมหาศาลหายไปอย่างลึกลับเมื่อเข้าฟาดฟันกับเควินที่ใบมีดบรรจุธาตุแสงเอาไว้เข้มข้นเองก็หายไปด้วยเพราะการเข้าปะทะกัน เบฟอนเองก็ลอบดีใจที่ไม่ได้ประมาทศัตรูจนเกินไปใช้ท่าไม้ตายออกมาตั้งแต่แรก ทั้งสองไม่รอให้อีกฝ่านได้ตัดสินใจนานพุ่งเข้าปะทะกันครั้ง
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
แม้ว่าเควินจะมีพลังเท่าเดิมแต่ก็ไม่อาจนำออกมาได้ทั้งหมดอาจเป็นเพราะจิตวิณญาณยังไม่หลอมรวมเข้ากันแบบสมบูรณ์ ทั้งสองปะทะกันหลายร้อยกระบวนท่าทั้งๆที่พึ่งพบหน้ากันเพียงห้าวินาทีการต่อสู้ที่สูสีนั้นก็ทำให้ผู้คนตื่นตกใจในพลังของเควิน ทั้งๆที่พวกเขามั่นใจว่าเจ้าเด็กนี่จะพลังหายไปไม่คิดว่าฟื้นฟูเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
"ตายซะ วายุพิฆาต"
ทางด้านเควินก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน
"หึ ก็เข้ามาสิ แสงอรุณตัดทลาย"
ดาบที่ห่อหุ้มไว้ด้วยพลังแห่งวายุแห่งความวอดวายก็เข้าปะทะกับมีดสั้นคู่ที่ห้อมล้อมไปด้วยแสงอันเจิดจ้า
ตูม!
ทั้งสองก็กระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทางรวมแล้วราวห้าเมตร จากนั้นราวกับทั้งสองเป็นแม่เหล็กที่ถูกดูดกระตุ้นเข้าหากัน ทั้งสองเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วเข้าปะทะกันอีกครั้ง
"ไม่คิดว่าเจ้าจะฟื้นฟูพลังขึ้นมาเร็วขนาดนี้สมแล้วที่เป็นวีรบุรุษสีแดง"
"เจ้าเองก็ไม่เบาเช่นกันเป็นคู่ต่อสู้ในตอนที่ข้าฟื้นฟูได้ครึ่งหนึ่งได้อย่างสูสีชั่งน่าประทับใจ"
"ฮ่า ฮ่า จะประทับใจหรือไม่ข้าไม่สน จะฟื้นฟูพลังได้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องของข้าแต่วันนี้เจ้าต้องตายด้วยน้ำมือของข้า ตายซะ"
"ขอชื่นชมที่เจ้าเป็นคนที่พอรอบคอบอยู่บ้างไม่ประมาทแต่คราวนี้คือของจริง ปีกแห่งแสง"
การโจมเป็นคลื่นระลอกของเบฟอนต้องหยุดชะงักไปพร้อมท่าทีที่ตกตะลึง เควินสยายปีกแห่งแสงที่งดงามราวกับเทพเซียนแห่งสรวงสวรรค์ ออร่าเจิดจ้าสะดุดสายตาราวกับเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอดลงมาสู่พื้นโลกมนุษย์
...................