ตอนที่ 3ผู้อ่อนเเอกับเด็กสาวพิการ
ภายในหอตำราปรากฏเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะภายในหอตำรา ด้านข้างของเขามีชายชราผู้หนึ่ง ใบหน้าเเละกิริยาของชายชราผู้นี้ดูเป็นชายชราที่มีภูมิปัญญามากมายนัก ชายชราที่กำลังนั่งมองเด็กน้อยที่ตนได้รับเป็นศิษย์เมื่อไม่กี่ปีที่เเล้ว มันดูเป็นคนที่อ่อนเเอมากจนเเทบดูไม่ได้ มันเป็นถึงนายน้อยเจ็ดเเห่งตระกูลหนิงเเต่กลับไม่ยอมบากหน้าไปรักษาไหล่ที่เเตกละเอียด กลับทำเพียงระงับอาการของมันไว้ด้วยอักขระ
คราเเรกที่ผู้อาวุโสไป๋ตี้จงหรือผู้อาวุโสเเห่งหอตำราพบเจอมัน คือตอนที่มันมานั่งอุดอู้อยู่คนเดียวที่โต๊ะด้านในสุดของหอตำรา มันนั่งกัดฟันทนความเจ็บปวดทุกวันคืนไม่ยอมไปรักษาตัว นั่งทำเพียงอ่านตำราพิชิตเซียนของมารดามันทำให้ตัวของชายชราที่เคยเรียนเเละเคยอ่านตำรานั้นมาเกิดความสนใจเเละรับมันเข้ามาเป็นศิษย์ ก่อนจะสั่งมันไปรักษาตัวโดยเดินตามไปด้วยทำให้คนที่ค่อยรอจะกลั่นเเกล้งอย่างหนิงอวี้เเทบจะคลั่งตาย
หนิงเจี้ยนฝึกฝนเขียนอักขระโดยใช้พลังจิตวิญญาณเเทนการใช้พลังปราณ หนึ่งปีเต็มไม่ได้ออกจากหอตำราไปไหน ส่วนตัวอาจารย์ของมันก็ออกเดินทางไปหามารดาของมันพร้อมกล่าวเเจ้งให้รับถึงทราบข่าวคราวของศิษย์มัน ก่อนจะกลับมาที่หอตำราเพื่อสอนสั่งศิษย์ตัวเล็กของมันตลอดเวลาสามปีเต็ม
ปีเเรกมันขังศิษย์ของมันในค่ายกลที่สร้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้หิวในเวลาฝึกตนของมัน หากจะออกมาได้ก็จงท่องอักขระจำนวนนับพันนับหมื่นตัวให้ครบหนึ่งล้านครั้งในเวลาที่มันได้วางไว้ภายในหนึ่งปี
ปีที่สองร่างกายของศิษยมันผอมเเห้งเพราะไม่ได้รับสารอาหารมาหนึ่งปีเต็ม ถึงจะไม่หิวเเต่ก็มิใช่จะไม่กินไม่ดื่ม ดีที่มีโอสถสารอาหารจึงไม่ทำให้มันอดตายไป
ทำให้ตัวอาจารย์มันต้องลำบากขุนให้มันมีเนื้อมีนวลสมชายขึ้น โดยให้มันออกกำลังเเต่ร่างกายของมันออกกำลังไม่ได้ ทำให้ความลำบากจึงตกมาเป็นของมันอีกครั้ง มันต้องทนมองศิษย์คนเเรกเเละคนเดียวของมันโดนลมปราณที่ดูไม่มีพิษสงของมันฉีกกระชากกล้ามเนื้อทุกครั้งหลังการฝึก เเละเเล้วเวลาก็ผ่านไปหนึ่งปีเต็ม ที่ไป๋ตี้จงมันต้องทนลำบากนั่งรักษาทุกครั้งหลังฝึกเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์ของหนิงเจี้ยนศิษย์มัน
ปีที่สามร่างกายของศิษย์มันดูดีขึ้นพอดูได้ทั้งมีกล้ามเนื้อเล็กน้อยพร้อมกับพลังจิตวิญญาณเป็นไพ่ตายที่ใช้ได้ เเต่ก็ต้องหลบซ่อนเพราะยังไม่ได้รับการยอมรับจากชาวยุทธมากนัก จึงมีน้อยคนนักที่จะฝึกได้หนิงเจี้ยนกับไป๋ตี้จงก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ฝึกพลังจิตวิญญาณเเต่อยู่เพียงเเค่ขั้นผลิบานจิตวิญญาณเท่านั้น หากเเต่ตัวมันได้อยู่มานานมากเเล้วจึงมีความเชี่ยวชาญมากกว่าศิษย์ของมัน
“ท่ายอาจารย์ ตรงนี้ต้องทำเช่นไร”หนิงเจี้ยนชี้อักขระรูปเเบบพิเศษที่กำลังเขียนให้อาจารย์ของมันดู
“เฟ่ย! ข้ากล่าวกับเจ้ากี้ครั้งเเล้วว่าตรงนี้ต้องวาดเป็นคลื่นน้ำ หากเเต่ว่าต้องทำให้มันไหลลื่นเเละรุนเเรง”ไป๋ตี้จงขยี้หัวตนเองก่อนจะกล่าวกับศิษย์ผู้ไม่รู้ฟัง
“ท่านอาจารย์ท่านยังมิสอนข้าหรอก...ท่านคงหลงกับอักขระรูปเเบบธรรมดาเช่นนั้นเเล”ตัวมันกล่าวพร้อมหยิบยันต์อักขระอันเก่าที่วาดขึ้นมาให้อาจารย์ของมันดู
“หืม…อันนี้ต้องวาดเกลียวคลื่นทะเลยักษ์เเละวาดเช่นนี้ต่อ…”หนิงเจี้ยนนั่งฟังอาจารย์สอนจนจบมันก็วาดเป็นเกลียวคลื่นยักษ์พร้อมกับวาดอักขระเเบบเชื่อมโยงอีกไปมาไม่นานก็เป็นอันเสร็จ
หนิงเจี้ยนจับยันต์ขึ้นมาพร้อมใส่พลังจิตวิญญาณของมันลงไป พลันเกิดเป็นเเรงลมมหาศาลตีกันไปมา ไม่นานก็หมุนเป็นเกลียวคลื่นวารียักษ์สีครามวิ่งไปชนชั้นตำราที่ลงอักขระป้องกันไว้ ทำให้คลื่นยักษ์เเตกกระจายไปทั่วหอตำรา ผู้เป็นอาจารย์ของมันที่มองอยู่ก็เเทบจะเป็นลมเพราะศิษย์ของมันนั้นไม่คิดเลยว่าตนยังอยู่ในหอตำรา
ดีที่ทุกชั้นตำรานั้นไป๋ตี๋จงได้วางอักขระป้องกันไว้ ไม่งั้นคงต้องมานั่งเขียนตำราส่งคืนให้ตระกูลทั้งหมดใหม่ คลื่นวารีสาดกระจายไปทุกมุมภายในหอตำราซัดคนที่เข้ามาไหลไปตามสายธาราที่ก่อเกิดจากวารียักษ์
ผ่านไปครึ่งชั่วยามทุกอย่างก็เงียบสงบลงทำให้ตัวของผู้ปลดปล่อยพลังอักขระนั้นยืนพยักหน้าของตนอย่างพึงพอใจอยู่คนเดียว ก่อนจะกล่าวลาอาจารย์ของมันที่ต้องคอยเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อย
“ข้ามิน่ารับมันเป็นศิษย์เลย…”ไป๋ตี้จงกล่าวพร้อมกับวาดอักขระลงไปในกระดาษพร้อมเปิดใช้
ไม่นานก็เกิดสายพลังจิตวิญญาณเเผ่กระจายออกมา ทำความสะอาดทุกอย่างจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม หากไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ที่นี้มานานเเละรู้จักทุกซอกทุกมุมมันคงจะทำไม่ได้ เเละก็คงไม่มีใครทำได้อีกเเล้วเพราะว่ามันเป็นยันต์ที่ตัวมันคิดค้นขึ้นมาใช้ เพียงเพราะตอนที่ศิษย์มันก่อเรื่องที่หอตำราคราที่เเล้ว ศิษย์มันเสกดินจากยันต์อักขระมาถล่มหอตำราทำให้มันต้องขุดหลุมออกมาเก็บกวาด
ส่วนตัวศิษย์ของมันนั้นได้เดินลอยไปมาที่หอหยกขาวอยู่กับมารดาของมัน
หนิงเจี้ยนนั้นไม่ค่อยอยากจะออกมาด้านนอกนัก เพียงเพราะมันมักจะถูกรังเเกเเละกลั่นเเกล้งจากทุกคนที่อิจฉามัน เพราะตัวบิดาให้ความสำคัญกับมันมากกว่าทั้งที่พวกมันก็ผลาญทรัพย์สินเเละทรัพยากรของตระกูลไปมากกว่ามันเเท้ๆ เเละทุกครั้งต้องให้หนิงหลิงออกหน้าปกป้องให้อีก ทำให้มันมักจะเงียบมากเวลาอยู่กับคนอื่นที่ไม่รู้จัก ทุกครั้งที่มันโดนรังเเกมันมักจะเคยคิดใช้พลังจิตวิญญาณตอบโต้เสมอ หากเเต่มันทำไม่ได้เพราะโดนอาจารย์เเละมารดาสั่งห้ามใช้จนกว่าจะเเข็งเเกร่งพอปกป้องตนจากปัญหาเเละพวกขุนนางทั้งหลายได้
มันจึงเก็บทุกอย่างไว้รอเเก้เเค้นในใจเเทน
มันเดินคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านจนถึงตนนี้ก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับมันอยู่ที่สวนสมุนไพรของตระกูล นางนั้นนั่งอยู่บนรถเข็นจึงทำให้หนิงเจี้ยนอดสงสารไม่ได้พร้อมเดินเข้าไปหา
พอมันเดินไปถึงก็เริ่มสังเกตุใบหน้าของอีกฝ่ายที่มีผิวสีซีดเเต่ยังคงความงดงามเเละน่ารักไว้ เเต่หากไม่ติดที่นางมีดวงตาราวกับปลาตายกับขาที่พิการเดินไม่ได้เเล้วคงจะเป็นเด็กสาวนางหนึ่งที่มีความน่ารักสดใสทั้งยังงดงามในเเบบของตน
“นี่เเม่นางเป็นคนจากที่ใด ข้าเเลเเล้วท่านมิน่าใช่คนตระกูลหนิงของข้า”นางเงยหน้าขึ้นมาพลางกล่างตอบอีกฝ่ายทั้งยังมองประเมินคนตรงหน้าอีกด้วย
“ข้ามาจากตระกูลอวี้…”หนิงเจี้ยนพยักหน้าพลางคิดในใจตน ‘ข้าจะกล่าวเช่นไรดีล่ะเนี่ย โอ้ท่านเเม่ช่วยข้าที!’
“ท่านมิต้องสนใจข้าหรอกสหายตระกูลหนิ-”นางยังกล่าวมิทันจบหนิงเจี้ยนก็เอ่ยขัดขึ้นมา
“ข้าชื่อ หนิงเจี้ยน เเล้วเจ้าล่ะ”มันกล่าวขึ้นก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายที่ถอนหายใจใส่ตน ตอกกลับมาที่ตัวมันได้ไปขัดจังหวะการพูดของนาง
“…”
“…”
ต่างฝ่ายต่างไม่กล่าวอะไรออกมาจนทำให้เด็กสาวนางได้เเต่ต้องถอนลมหายใจออกมาพร้อมกับกล่าวชื่อของตนเองไป
“ข้าชื่ออวี้เซียน บุตรีคนที่สองของเจ้าเมือง…”อวี้เซียนนางเงยหน้ามองอีกฝ่ายหากมันเข้ามาประจบประเเจงนางจะหนีไปทันที
“ท่านเเนะนำตัวซะยาวเชียว…ข้าเเนะนำเพียงชื่อเท่านั้น…”ตัวมันนึกจะทำเช่นไรต่อดีก่อนจะกล่าวต่อไป
“อืม…ข้าหนิงเจี้ยน…เป็น…”มันหยุดคิดก่อนว่าจะกล่าวดีไหมก่อนจะกล่าวต่อไปเพราะไม่คิดว่านางจะรู้จักตนหรอก “นายน้อยเจ็ดของตระกูลหนิง…”
อวี้เซียนฉีกยิ้มกว้างกล่าวจะกล่าวกับหนิงเจี้ยน
“งั้นท่านก็คือ คนอ่อนเเอนี้เอง...ไม่เป็นไรๆข้าจะเป็นเพื่อนท่านเอง”นางยิ้มเเละกล่าวออกมา
“หือ…ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ…นี่ข้าอุส่าหลบในหอตำราตั้งเกือบ3ปีเชียวนะ”
“ข้าต้องรู้จักท่านอยู่เเล้วเพราะท่านเป็น…คนไร้ประโยชน์เช่นข้าไงล่-“ยังไม่ทันได้กล่าวจบหนิงเจี้ยนก็หัวเราะออกมาก่อนจะเข็นรถเข็นของนางออกไป
ระหว่างทางที่มันได้เข็นนางไปช่างรกรุงรังไปหมดก่อนจะมาถึงที่เนินผาก่อนจะเข็นนางไปหยุดอยู่ขอบหน้าผาทำให้อวี้เซียนหลับตาปี้ด้วยความกลัวพลางกล่าวกับหนิงเจี้ยน
“ท่านจะสังหารข้าเช่นนั้น…ก็รอบิดาข้า…ไม่สิข้าเป็นคนไร้ประโยช- ”หนิงเจี้ยนเมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาใส่นางทำให้นางถึงกับน้ำตาคลอที่หางตาของนางทั้งยังคิดอีกว่าตนเองคงทำบุญมาไม่พอที่จะอยู่ในโลกนี้ “ท่านเเม่…”
“จะมาหลับตาอันใดของท่าน…ข้ามิได้พาท่านมาฆ่าเเกงเสียหน่อยดูสิมันออกจะงดงาม…รึเปล่าข้าก็มิเเน่ใจ”อันที่จริงมันก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะถูกใจนางไหมเเต่ก็อยากลองพามาดูเพียงเท่านั้น
นางค่อยเปิดตาขึ้นด้วยกลัวเเละอยากรู้อยากเห็น ไม่นานนางก็เบิกตากว้างเพราะตรงหน้าของผาที่นางอยู่ก็คือทุ่งดอกบ๊วยที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่งพร้อมกับสายลมที่พัดเข้ากระทบหน้าของนางเบาๆ
อวี้เซียนยิ้มออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะร้องไห้ออกมา ทำให้ตัวมันที่ยืนอยู่ด้านหลังเเทบจะอยู่ไม่เป็นสุข
“ท่านเป็นอันใด!”มันถอยรถเข็นออกมาจากหน้าผาก่อนจะเดินมาคุกเข่าด้านหน้าของนางที่กำลังร้องไห้อยู่
“ข้า ข้าดีใจ…”
“ห๊ะ!”หนิงเจี้ยนหลังจากที่ได้ยินก็อ้าปากค้างเลยทีเดียว เพราะมันไม่เข้าใจว่าทำไหมคนดีใจถึงต้องร้องไห้
ที่ห้องผู้นำตระกูล
ผู้นำตระกูลอวี้เเละผู้นำตระกูลหนิงนั่งจิบชาคุยกันอยู่ที่ห้องผู้นำตระกูลเเละคุยกันเรื่องต่างๆมากมายอีกด้วย ด้วยความที่ว่าตระกูลหนิงมีหนิงฮ่าวเป็นเเม่ทัพเเละตระกูลอวี้ที่มีอวี้เทียนหลางเป็นผู้นำตระกูลทั้งยังควบตำเเหน่งเจ้าเมืองของเมืองหลวงคชสารเผือก ด้วยหน้าที่การงานที่ใกล้เคียงกันทำให้รู้จักเเละสนิทกัน
“ที่ข้ามาวันนี้ข้าจะมาถามว่าหากข้าอยากจะให้ลูกข้าหมั้นหมายกับลูกเจ็ดของเจ้าจะว่าอย่างไร”อวี้เทียนหลางกล่าวออกมา
“ลูกคนไหน…”หนิงฮ่าวกล่าวถาม
“อวี้เซียน บุตรีคนที่สองของข้า”เมื่ออวี้เทียนหลางกล่าวออกมาหนิงฮ่าวก็ทำหน้าหนักใจก่อนจะกล่าวกับสหายมันต่อ
“ข้ามิอาจบังคับบุตรได้ ข้าต้อง…ดูนิสัยนางก่อน”หนิงฮ่าวกล่าวออกมาเพราะมันมิอยากบังคับลูกของมัน ถึงมันจะรู้ดีว่าอวี้เซียนนั้นพิการเดินไม่ได้ เเต่มันก็มิได้รังเกียจนางจึงมิได้มีอคติกับนางเสียด้วย
“หากสหายกล่าวเช่นนั้นข้าก็มิมีปัญหา ข้าจักให้นางมาเล่นกับลูกเจ้าบ่อยๆเช่นนั้นขอตัวลา”หลังจากกล่าวจบตัวอวี้เทียนหลางก็เดินออกไป
หนิงฮ่าวนั้นได้กลับไปครุ่นคิดทั้งคืนในวันนั้น ทำให้ได้ข้อสรุปว่ามันจะให้หนิงเจี้ยนกับอวี้เซียนไปมาหาสู่ด้วยกันบ่อยๆ เเล้วในเวลาที่เหมาะสมค่อยบอกกับลูกมันเรื่องหมั้นหมายหากลูกมันตกลงก็ดีไป เพราะทั้งสองตระกูลจะได้ปองดองกันขึ้นไปอีก อีกทั้งในอดีตตัวของหนิงฮ่าวก็โดนบังคับเเต่งงานกับหลงฉีบุตรีของตระกูลหลงที่เป็นอริกันมานาน เพื่อยุติสงครามระหว่างตระกูลเช่นกัน เเต่นั้นมันก็ผ่านมาเเล้วนับสิบปีมันจึงมิอยากให้ตระกูลอวี้กับตระกูลหนิงผิดใจกันเช่นตระกูลหลง