ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 การชลประทาน (ตอนจบ)

      ตัวเมืองเงียบเหงาไม่ผิดจากที่คิด แต่ก็ถือว่าดีกว่าเมืองที่ผ่านมามากนัก ในตลาดมีชาวนามาขายเครื่องมือทำไร่ไถนา ส่วนในไร่นาก็มีคนกำลังทำการเพาะปลูก ส่วนใหญ่เป็นเด็ก สตรีและคนแก่ แต่ก็ยังมีชายฉกรรจ์อยู่บ้าง อีกทั้งยังมีคนอีกนับสิบคนที่กำลังขุดลอกคลอง โดยมีเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมดูแล

         

            “ราวกับแดนสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น” หวังอี้จือหมดหวังกับสภาพบ้านเมืองไปแล้ว พอเห็นสภาพเช่นนี้จึงอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ ไม่นึกว่าหมิงหยวนจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่เดิมในสมัยราชวงศ์ก่อนมีขุนนางผู้หนึ่งเขียนบทความว่า ได้หลงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่คนในหมู่บ้านอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก ตอนนั้นนักปราชญ์ต่างพากันวิจารณ์ว่าไม่สมเหตุสมผล แต่หวังอี้จือกลับชอบบทความนั้น ไม่นึกว่าหมิงหยวนจะเคยอ่านมาก่อน

         

            หมิงหยวนลงจากม้าเพื่อดื่มน้ำ “ท่านป้า พวกเราเป็นบัณฑิตที่กลับมาบ้าน ได้ยินว่าทางเหนือกำลังทำสงครามจึงเกณฑ์บุรุษไปเป็นทหาร ข้าเห็นว่าที่นี่ก็ยังมีคนอยู่ไม่น้อย”

         

            “ไอหยา บัณฑิตน้อย อย่าได้เกรงใจ ที่นี่ไม่มีสิ่งใด มีแต่น้ำ” ชาวบ้านเอาน้ำมาให้พวกเขาอย่างกระตือรือร้น แล้วบอกให้พวกเขาพักผ่อน “ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ เดิมทีทางการจะเกณฑ์คนที่มีอายุไม่เกินห้าสิบปี หากไม่พิการก็ต้องไปเป็นทหาร แต่เป็นเพราะนายอำเภอของเรา ใต้เท้าเฮ่อ ไปพูดกับท่านเจ้าเมืองว่าหากเกณฑ์คนไปหมดแล้วใครจะทำนาปีหน้าคนต้องอดตายหมดแน่ ท่านจึงให้เกณฑ์คนไปเพียงสิบคน โดยให้ไปก่อนเจ็ดคน คนที่มีพี่น้องสามคนก็ให้พี่ชายคนโตกับคนรองไป ส่วนคนที่มีพี่น้องสองคนให้เกณฑ์คนที่ยังไม่ได้แต่งงานก่อน ลูกคนเดียวก็ให้ไปเพียงหนึ่งคน ที่เหลืออีกสามส่วนก็รอให้หมดฤดูทำนาแล้วค่อยไป”

         

            “ใต้เท้าเฮ่อ มีนามว่าอย่างไรหรือ?”

         

            “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก ปกติพวกเราจะเรียกท่านนายอำเภอเฮ่อ หรือ ใต้เท้าเฮ่อ พวกเราจะไปรู้ชื่อท่านได้อย่างไร”

         

            หญิงสาวคนหนึ่งได้ยินพวกเขาคุยกันจึงรีบเข้ามาช่วย “ข้าจำได้นายอำเภอมีชื่อว่า เฮ่อชิวเชียน”

         

            “ชิวเชียน [1]?” พวกหมิงหยวนหันมองหน้ากันไปมา ชื่ออันใดถึงได้แปลกเช่นนี้

         

            “พี่สาวรู้หรือไม่ว่าคำว่า ชิวเชียน เขียนอย่างไร?”

         “ข้าไม่รู้หรอก เราไม่ได้เล่าเรียน ข้าได้ยินมาจากท่านอาจารยในเมืองเคยกล่าวถึง” หญิงสาวคนนั้นเช็ดมือกับกระโปรงก่อนจะชี้ไปยังที่ไกลๆ “พวกเจ้าดูสิ เขาอยู่ทางนั้น”

         

            หมิงหยวนกล่าวขอบคุณ แล้วจึงพากันขี่ม้าไปทางนั้น ที่แท้ชายวัยกลางคนที่กำลังควบคุมชาวบ้านให้ขุดลอกคลองตรงนั้นก็คือนายอำเภอ เขาถอดหมวกขุนนางกับรองเท้าขุนนางออกและกำลังยืนตะโกนกำกับชาวนาที่ขุดลอกคลอง

          

            “ขอเรียนถาม ใช่นายอำเภอเฮ่อหรือไม่?”

             

            หมิงหยวนตะโกนถามเสียงดัง คนที่อยู่บนเนินดินถึงหันหลังมา เมื่อเห็นพวกเขา จึงรีบกระโดดลงมาจากเนินดิน แล้วสวมรองเท้าอย่างรีบร้อนและเดินมาหาพวกเขา “ข้าน้อยคือเฮ่อเชียนชิว ท่านใดมาหาข้าหรือ?”

         

            ที่แท้ก็ชื่อเฮ่อเชียนชิว ไม่ใช่เฮ่อชิวเชียน

         

            หมิงหยวนและพวกเห็นว่าเขาเนื้อตัวมอมแมม เพราะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน จึงไม่กล้าทักท้วง ได้แต่ส่งยิ้มให้แล้วประสานมือทำความเคารพ หวังอี้จือจึงแนะนำตนเอง “พวกข้าเดินทางผ่านมา เห็นท่านนายอำเภอปกครองเมืองนี้อย่างสงบสุข มีชลประทานที่ดี จึงใคร่มาขอคำแนะนำ”

         

            หมิงหยวนต้องการจะห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเฮ่อเชียนชิวได้ยินว่าพวกเขามาจากเมืองหลวง แซ่หวังและเป็นบัณฑิต จึงรีบทำความเคารพตอบ ในสมัยนี้บัณฑิตจากเมืองหลวงย่อมสูงส่งกว่าขุนนางท้องถิ่น อีกทั้งยังแซ่หวังอีกด้วย เฮ่อเชียนชิวจึงรีบถ่อมตัว “มิบังอาจๆ เป็นหน้าที่ของข้า”

         

            “ท่านนายอำเภอขุดลอกคลองนี้เพื่อใช้ในการเพาะปลูกใช่หรือไม่?” หมิงหยวนมองไปที่แม่น้ำแล้วขอความรู้จากเขา

         

            “ถูกต้องขอรับ ที่นี่อยู่ใกล้กับแม่น้ำแยงซี มีแม่น้ำสาขามากมายแต่ปล่อยปะละเลยมานานทำให้ตื้นเขิน เมื่อน้ำขึ้นสองฝั่งก็จะถูกน้ำท่วม ไร่นาและบ้านเรือนก็จะถูกน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งยังทำให้ดินเค็ม ผลผลิตลดลง” เฮ่อเชียนชิวพาพวกเขาขึ้นไปบนเนินดินแล้วชี้ให้ดู “ทุกท่านดูเอาเถิด จากตรงนี้ถึงตรงนั้น ตรงนี้มีการอุดตันหนักที่สุด แต่พอขุดลอกแล้ว ทั้งช่วยป้องกันน้ำท่วมและยังแก้ปัญหาการเพาะปลูกให้กับคนด้านล่างได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังลดการสะสมของขยะทำให้ชาวบ้านมีน้ำสะอาดใช้ ช่วยลดการเกิดโรคภัย อีกทั้งน้ำที่ไหลลงด้านล่างก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนด้านล่างไม่มาทะเลาะกับอำเภอของเรา”

         

            “ชาญฉลาดและไม่สิ้นเปลือง ดูเหมือนว่าท่านนายอำเภอจะมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการแม่น้ำลำคลองเป็นพิเศษ”

         

            ชาวนาที่กำลังแบกดินอยู่ข้างๆ รีบเข้ามาช่วยพูด “บัณฑิตท่านนี้ไม่รู้หรอกว่าท่านนายอำเภอของพวกเราเก่งมาก ท่านเคยเป็นนายอำเภอตามริมแม่น้ำฉางเจียงมาแล้วเกือบทุกเมือง ท่านรู้ดีว่าตรงไหนน้ำท่วมตรงไหนแล้ง”

         

            “รีบหุบปากแล้วไปทำงานเถิดเจ้า!” เฮ่อเชียนชิวหน้าแดง รีบไล่คนผู้นั้นให้ไปทำงาน

         

            หมิงหยวนถึงกับตะลึง “ท่านนายอำเภอเคยเป็นนายอำเภอมาแล้วหลายเมืองจริงๆ หรือ?”

         

            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ แค่เจ็ดแปดเมืองเท่านั้น” เฮ่อเชียนชิวอายุเริ่มมากแล้ว พูดจาไม่เหมือนขุนนางคนอื่นๆ อีกทั้งยังดูขัดเขินอีกด้วย “ข้าเองก็ไม่ได้จำได้หมดหรอก แค่เขียนบันทึกไว้บนกระดาษ ข้าจะไปจำได้หมดได้อย่างไร”

         

            พลางหยิบม้วนกระดาษที่วางอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ กันขึ้นมาเปิดดู ที่แท้ก็คือแผนที่แสดงการกระจายตัวของแม่น้ำสาขาของแม่น้ำฉางเจียง

         

            ตั้งแต่แม่น้ำสายหลักไปจนถึงลำธารเล็กๆ ในหมู่บ้านล้วนถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีบันทึกสภาพน้ำท่วมน้ำแล้งแต่ละปีเอาไว้อีกด้วย

         

            หมิงหยวนถึงกับตกตะลึง “ท่านนายอำเภอดำรงตำแหน่งนายอำเภอถึงแปดสมัยเลยหรือ?”

         

            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ข้าเคยเป็นรองนายอำเภอสองครั้ง” เฮ่อเชียนชิวหัวเราะอย่างขมขื่น เขามองทุกอย่างในแง่ดี “พื้นเพข้าไม่ดี เป็นบัณฑิตชาวนา เป็นรองนายอำเภอจนเลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอก็ถือว่าดีแล้ว” แล้วหันไปมองหวังอี้จือ จากนั้นก็รีบหยุดพูดต่อ

         

            “แผนที่ของท่านนายอำเภอละเอียดมาก หากแต่เวลาของพวกข้าน้อยมีจำกัด หากไม่เช่นนั้นแล้วข้าคงอยากจะคัดลอกไว้เพื่อศึกษา”

         

            หมิงหยวนรู้สึกเสียดายจริงๆ ภาพแผนที่ที่เก็บไว้ในหอฝู่เหรินก็เทียบไม่ได้กับภาพนี้

        

            เฮ่อเชียนชิวหัวเราะพลางลูบเครา เมื่อเห็นว่ามีดินติดอยู่ที่เคราจึงรีบลูบออกก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้ามีภาพแผนที่นี้อยู่หลายชุด หากคุณชายชอบก็เอาไปได้เลย”

         

            หมิงหยวนดีใจยกใหญ่ จึงรีบคำนับขอบคุณ

         

            หลังจากร่ำลาเฮ่อเชียนชิวแล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางกลับ หมิงเยี่ยรีบเข้ามาหาหมิงหยวน “หยวนเก้อเอ๋อร์ อี้จือ พวกเจ้าเห็นร้านขายแป้งหอมในตลาดหรือไม่?”

         

            “แป้งหอมอันใด?”

         

            “แป้งทาหน้า เครื่องประทินผิวอย่างไร! ที่พวกสตรีใช้กัน”

         

            หมิงหยวนเอียงศีรษะพลางมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ไหนเจ้าบอกว่าไม่ได้ชอบแม่นางพริกขี้หนูมิใช่หรือ?”

         

            “ข้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าชอบนาง!” หมิงเยี่ยรีบแก้ตัว “เจ้าสังเกตหรือไม่ว่า ตอนนางมาแรกๆ บนตัวจะมีกลิ่นหอม แต่สองวันมานี้ไม่มีกลิ่นแล้ว ต้องเป็นเพราะเครื่องหอมของนางหมดแน่นอน”

         

            “ไม่ใช่คู่หมั้นของข้า เหตุใดต้องไปสังเกตว่านางมีกลิ่นหอมหรือไม่ด้วย?”

         

            “โอ้ย! รีบๆ ตอบมาเถิดน่า”

         

            “ไม่ได้สังเกต อีกเดี๋ยวเจ้าก็ไปดูที่ตลาดอีกครั้งก็สิ้นเรื่อง”

         

            “ตกลง ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ช่วยข้าดูด้วย” หมิงเยี่ยกำชับ “ข้าบอกให้ชัดเจนเลยนะ ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อยื้อเวลาและลดความขัดแย้งลงเท่านั้น”

         

            หมิงหยวนหัวเราะจนท้องแข็ง “รู้แล้วน่าคุณชายสาม”

            

            ------

    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน