7 ชะตาฟ้าสังหาร(命運回到過去)

    ตอนที่ 55 สังหารล้างตระกูล

    7 ชะตาฟ้าสังหาร : (命運回到過去)

    ภาคที่ 2

    ศัตรู ชะตาความรัก ความตาย

             

    ตอนที่ 55

    สังหารล้างตระกูล

     

                เป้าหมายแรกของหลงจิวเมิ่งหลังจากเข้าสู่เมืองเมฆขาวคือซื้อหาสิ่งของอำพราง ด้วยสีผมโดดเด่นง่ายจดจำค่ำคืนนี้ตั้งใจจะลอบเข้าหมู่ตึกหลักตระกูลหลง กระทำการสืบข่าวหมายแก้แค้นสองพ่อลูกหลงซุน หลังกระทำการสำเร็จแม้หลบหนีแต่ยังต้องอาศัยอยู่ในค่ายสำนักของนครเมฆขาวอีกช่วงหนึ่ง จึงไม่อยากให้รูปลักษณ์ถูกจดจำออกเมื่อหาซื้อสิ่งของเรียบร้อย ค่อยปิดคลุมเรือนผมซุกซ่อนใบหน้าเดินทางมุ่งหน้าเขตการค้าหลัก เสาะหาหน้าร้านโอสถสุขสันต์ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่นำจดหมายลายมือของต้าฮวนมามอบให้ท่านหมอใหญ่ต้าไห่ เสร็จสิ้นจึงค่อยจากมา

     

                ภารกิจที่ตั้งใจค่อย ๆ ลุล่วงไปทีละส่วนแต่การลอบสังหารยังขาดอาวุธที่เหมาะสมบวกกับอุปกรณ์แท่งโลหะแหลมที่ต้าฮวนเคยจัดหาให้ บัดนี้ใช้ออกไปแล้วจนแทบหมดสิ้นกรงเล็บปีนป่ายก็พังทลายส่วนเขี้ยวเหล็กก็เหลือติดอยู่ที่ถุงมือขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้นเมื่อมีเงินทองในกระเป๋ามากล้น จึงไม่คิดถือเก็บพกไปมาไร้ค่านำไปแลกเปลี่ยนเป็นอาวุธประเภทมีดสั้น ลูกเหล็กซัดขว้างสุดท้ายเหลือบเห็นกระบี่เหล็กเย็นเล่มหนึ่งราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปหลายส่วนทดลองหยิบจับดูพบว่ากระชับมือ จึงคว้าติดตัวมาด้วยอีกหนึ่งเล่ม

     

                เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเพียงรอเวลาค่ำคืนมาเยือนจึงได้เริ่มลงมือตามแผนการที่วางไว้

     

                ยามค่ำคืนแม้ราตรีเบื้องสูงเงียบงันมีเพียงแสงรี่กะพริบวาบของหมู่ดาวแต่พื้นเบื้องล่างของเมืองเมฆขาวยามนี้กลับแตกต่างจากป้อมค่ายพายุหิมะโดยสิ้นเชิงเมืองเมฆขาวยามมืดค่ำยังมีแสงไฟสว่างไสว แม้พักอาศัยเขตบ้านเรือนรอบนอกเงียบสงัดเปลี่ยวเหงาแต่เขตใจกลางเมืองย่านค้าขายยิ่งตกดึกยิ่งคับคั่ง ด้วยมีตลาดกลางคืนขนาดใหญ่พ่อค้าเร่จากทุกสารทิศต่างนำสินค้าหลากหลายมาวางแบเรียงบนพื้นมีเพียงผ้าผืนเดียวปูรองคนค้าขายต่างตะโกนอวดสรรพคุณสินค้าของตนกันอย่างออกรสชาติทั้งปรากฏโต๊ะเตี้ยวางตั้งสลับสูงต่ำมิเท่าเทียมเรียงราวยาวสองฝากถนนศิลาหลักบรรยากาศครึกครื้นน่าแวะชม แต่หากเดินลึกทอดยาวเข้าสู่เขตถนนทางทิศเหนือตลาดกลางคืนแห่งนี้ยังเชื่อมติดกับเหลาสุราขนาดใหญ่หลายแห่งก่อนเข้าเขตถัดเลยไปจะเป็นย่านบันเทิงเริงรมย์ของชายหนุ่มกลัดมัน ซึ่งโคมไฟยิ่งประดับประดามากเข้าแถมยังสดสวยมากสีสันฉูดฉาด พร้อมเหล่าหญิงงามเมืองแต่งหน้าทาปากเชื้อส่งเสียงหวานเชิญแขกเหรื่อเจื้อยแจ้ว ประชันขันแข่งกันสองฝากข้างแย่งชิงลูกค้ากันให้วุ่นวาย

     

                เขตทิศเหนือเป็นอย่างหนึ่งเขตทิศใต้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมที่ดินผืนใหญ่แถบนี้จึงมีราคาซื้อขายแพงหูฉี่มีเพียงแค่ตระกูลใหญ่สามตระกูลหลักของเมืองที่ตั้งหมู่ตึกหลักตระหง่านบนที่ดินงามเชื่อมตอ่ถนนหลักทิศใต้แห่งนี้แม้เขตเงียบสงบบรรยากาศไม่คึกคักเช่นเดียวกับตลาดกลางคืน แต่แสงไฟยังสว่างไสวไม่แพ้กันด้วยทุกประตูทางเข้าของตระกูลหลักทั้งสามล้วนปรากฏนักบู๊เข้มแข็งยืนถือทวนยาวคมกล้า หน้าตาขมึงตึงเฝ้ายามอยู่ทุกจุด

     

                หลงจิวเมิ่งหลบเร้นอยู่บนหลังคาสูงฝั่งตรงข้ามถนนทั่วร่างห่อคลุมด้วยชุดดำปิดบังอำพราง ดวงตาเจิดจ้าทั้งสองที่โผล่พ้นผ้าคาดดำสนิทจับจ้องไปยังป้ายศิลาด้านข้างเสาใหญ่ของประตูหลักฝั่งตรงข้าม บนศิลาสี่เหลี่ยมผืนผ้าเขียนคำ...ตระกูลหลงสลักเด่นด้วยตัวอักษรสีแดงบนพื้นสีทอง เวรยามสองนายหน้านิ่ว ด้วยยืนเฝ้ายามยาวนานล่วงเลยเวลาเปลี่ยนผลัดแต่คู่ผลัดเปลี่ยนของวันนี้ยังไม่มีทีท่าจะออกมาจากภายใน จะให้ละทิ้งหน้าที่ไปตามก็มิอาจกระทำหลงจิวเมิ่งชมดูลอบถอนหายใจ ด้วยชีวิตก่อน...หน้าที่เช่นนี้ เพื่อเบี้ยหวัดไม่กี่เหรียญเงินตนเองยังต้องกระทำเพื่อเลี้ยงชีพทั้งวันคืนอดทนยืนนิ่งขาแข็งเผาผลาญเวลาไปกับอากาศธาตุ คิดย้อนกลับคืนยามนี้เป็นผู้ชมดูจากภายนอกนึกขำในใจ ด้วยเข้าใจอารมณ์ที่กำลังหงุดหงิดของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

     

                แผนการเดิมนั้นหลงจิวเมิ่งตั้งใจจะรอคอยจนกระทั่งถึงจังหวะสับเปลี่ยนเวรยามค่อยลงมือแต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะคู่ผลัดเฝ้าเวรของนักบู๊ด้านล่างจะเกิดปัญหาเวลาล่วงเลยมากว่าครึ่งชั่วยาม ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีผู้คนออกมาสับเปลี่ยน สุดท้ายหลงจิวเมิ่งไม่อยากเสียเวลารอคอยเพิ่มเติมใช้เศษหินที่เก็บได้ ปาใส่เวรยามซึ่งกำลังหงุดหงิดทั้งสองด้านล่างเมื่อได้จังหวะพลั้งเผลอค่อยทะยานเหินสุดแรงโผกระโจนข้ามประตูใหญ่เข้าไปทางด้านบนในคราเดียว

     

                แต่แล้วสองเท้ายังไม่ทันเหินร่อนสู่จุดพักกลิ่นโชยโลหิตคลุ้งพลันพัดเข้มมาตามลม ดวงตาคมกล้าจับจ้องไกลออกเห็นภาพผู้คนตกตายเกลื่อนโถงใหญ่ โลหิตสาดกระเซ็นสดใหม่ ในใจล้วนลอบตื่นตระหนกจากสติแจ่มใสกลายเป็นหัวหมุนมึนงงด้วยตนเองลอบเฝ้าอยู่ด้านนอกกว่าหนึ่งชั่วยามกลับไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้เล็ดลอดออกไปแม้เพียงน้อยอีกทั้งโลหิตนองยังคงไหลเคลื่อนดูสดใหม่ คาดว่าคนร้ายเพิ่งจะลงมือไม่นาน

     

                ยามนั้นสองเท้าเพิ่งเหยียบลงแตะพื้นหลังคาเตี้ยด้านในไม่ทันก้าวทะยานต่อ ความรู้สึกถึงอันตรายพลันแล่นไวอย่างไม่รู้ที่มา ความคิดไม่ทันได้ข้อสรุปเลือกเชื่อสัญชาตญาณของตนเร่งหลุบร่างพลิกตัวกลิ้งหล่นลงข้ามกำแพงลงมาที่พื้น อาศัยแนบกายปิดซ่อนตัวไปพงไม้พุ่มเตี้ยรกครึ้มสะกดกลั้นลมหายใจด้วยเกรงมีผู้คนพบเห็น

     

                แม้ปกปิดทุกสิ่งที่พอกระทำได้แล้วแต่ยังไม่วายได้ยินเสียงฝีเท้าเบาของยอดฝีมือเคลื่อนใกล้ จิตใจยิ่งมายิ่งเต้นรัวเพราะรู้ดีว่าแม้ตระกูลหลงมิได้มีผู้ฝึกตนฝีมือล้ำเลิศ แต่อย่างไรผู้นำตระกูลหลง...หลงเทียนป้ายังมีระดับบ่มเพาะลมปราณเหนือธรรมชาติขั้นปลาย การจะสังหารโดยไร้สุ่มเสียงเช่นนี้มีหรือที่หลงจิวเมิ่งจะเดาไม่ออกว่าอีกฝั่งย่อมต้องเป็น...นักลอบสังหารฝีมือฉกาจยิ่ง

     

                เสียงฝีเท้าเบาแผ่วใกล้หลงจิวเมิ่งเกร็งร่างกลั้นหายใจเตรียมพร้อม ลมปราณอัดแน่นพร้อมปะทุออกในทันทีที่ต้องการหมายว่าหากเกิดการปะทะ มีเพียงฉวยจังหวะลงมือก่อน ค่อยมีโอกาสหาหนทางหลบหนีเอาตัวรอดแต่แล้วยังมิทันปล่อยลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ระบายออก จู่ ๆ เสียงฝีเท้าพลันเคลื่อนไกลห่างออกด้วยความไวก่อนทุกสิ่งจะกลายเป็นเงียบงัน

     

                หลงจิวเมิ่งกลืนน้ำลายหนืดเหงื่อไหลอาบร่าง ด้วยขณะที่คนร้ายเข้าใกล้รับรู้ลมปราณที่แผ่พุ่งออกว่ามีระดับสูงล้ำไม่ต่ำเตี้ยไปกว่าปู้เจินแถมก่อนที่มันจะจางหาย หลงจิวเมิ่งพลันจับสัมผัสได้ว่าคนร้ายมิได้มีเพียงหนึ่งแต่ยังมีอีกคนที่อยู่ด้านในตัวอาคารยามนี้รู้ตัวอยู่ท่ามกลางฉากล้างสังหารตระกูลหลง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อชีวิตก่อนแม้แวบแรกสับสนลังเล แต่เมื่อเรียกสติกลับคืน รู้ตัวว่าตนเองต้องเร่งหลบหนีหากถูกพบเห็นเวลานี้ได้กลายเป็นถูกเข้าใจผิดตกเป็นจำเลยของเหตุการณ์โดยมิได้ตั้งใจ

     

                ความคิดบังเกิดการกระทำมิกล้าชักช้า สองเท้าใช้ออกด้วยท่าร่างฤดูกาลผกผันพุ่งกลับไปยังทิศทางด้านหน้า ทะยานเหยียบไปบนหลังคาเตี้ย ด้วยตั้งใจทะยานกลับย้อนคืนไปในเส้นทางที่สั้นที่สุดแต่เรื่องราวสับสนวุ่นวายพลิกเปลี่ยนมิรู้จบ ขณะลอยตัวเหินลอยอยู่กลางหาวสายตาพลันกวาดมองลงต่ำ พบเวรยามที่ตนใช้หินขว้างปาทั้งสองนอนล้มพับคล้ายหลับใหลแต่หลังท้ายทอยปรากฏรอยโลหิตไหลจุดหนึ่ง ในใจล้วนรู้ดีว่าที่ทั้งสองนอนกองอยู่เช่นนั้นล้วนเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณตกตายอย่างมิรู้ตัว

     

                สมองสับสนถูกบีบคั้นยิ่งวิ่งไวพยายามเค้นหาคำตอบแต่กลับไม่อาจค้นพบแม้เศษเสี้ยว ด้วยชีวิตก่อนตระกูลหลงแม้ชิงดีชิงเด่นกันภายในแต่ยังนับว่าเป็นตระกูลเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับโลกกว้างหาได้สร้างเรื่องบาดหมางกับอิทธิพลใหญ่มาก่อนแม้หลงจิวเมิ่งจะเดินเข้าสู่เส้นทางมิจฉาชีพไปแล้วยังพอได้ข่าวว่าตระกูลหลงยังคงอยู่ปกติสุขเหตุใดค่ำคืนนี้จึงเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ...สังหารล้างตระกูล เช่นนี้ราวกับว่าผู้คนภายในไปสร้างความแค้นเคืองอันใหญ่หลวงกับอิทธิพลมืดนอกเมืองเมฆขาวเอาไว้

     

                แต่แล้วเมื่อคิดวนเวียนไปมาถึงเรื่องตระกูลหลงถูกล้างสังหารปรากฏเหงื่อเย็นไหลหลั่งแผ่นหลังเย็นวาบ ด้วยนึกขึ้นได้ว่าที่ตั้งตระกูลหลงมิได้มีเพียงแค่หมู่ตึกหลักในเมืองเมฆขาวลืมเลือนเรื่องราวความแค้นที่มีต่อหลงซุน ตั้งใจมุ่งหน้ากลับไปยังเขตป้อมค่ายพายุหิมะในทันทีตั้งใจพบหน้าบิดาแจ้งเตือนเรื่องราว ก่อนนำพาหลบหนี พลางคิดย้อนไปถึงเรื่องราวเก่าก่อนคิดแค้นใจตนเองตัดสินใจผิดพลาดไม่นำพาผู้เป็นบิดาออกเดินทางไกลไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น

     

                แต่แล้วเวลาประจวบเหมาะสองเท้าของหลงจิวเมิ่งเพิ่งทะยานเหยียบไปบนหลังคาสิ่งปลูกสร้างฝั่งตรงข้ามยังไม่ทันเคลื่อนไกลจากสถานที่เกิดเหตุ เสียงโหวกเหวกพลันดังขึ้นที่หัวถนนเหล่ามือปราบหลายสิบนายกรูกันออกมาจากจวนเจ้าเมืองเมฆขาว เคลื่อนไวตรงมายังถนนด้านหน้าหมู่ตึกตระกูลหลงทั้งหมดยังไม่ทันเข้าไปสำรวจดูภายใน เพราะมีคนแจ้งเรื่องราวเหตุร้ายว่าได้กลิ่นคาวโลหิตโชยเมื่อเห็นร่างในชุดพรางที่เหินทะยานหลบอออยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้ามมีพิรุธไม่เอ่ยมากความตัดสินใจว่าเป็นคนร้าย หัวหน้ามือปราบตะโกนดัง สั่งทั้งหมดให้แบ่งกำลังออกเป็นสองฝ่ายหนึ่งติดตามคนร้ายอีกหนึ่งตรึงกำลังตรวจค้นสถานที่

     

                เรื่องราวเลยเถิดเกินควบคุมกลับกลายเป็นว่าหลงจิวเมิ่งพบเจอสถานการณ์บีบคั้นตกเป็นจำเลยของเหตุการณ์ แต่เพราะตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่ต้นว่าจะเดินทางออกจากเมืองเมฆขาวมุ่งหน้าเขตป้อมค่ายพายุหิมะให้ไวที่สุดไม่มีเวลาหันหลังอธิบายความ หรือต่อให้เอ่ยคำนับหมื่นแต่ไร้หลักฐานยกอ้างอย่างไรก็ยากสลัดคราบโคลนเปรอะเปื้อน เพราะตนเองเป็นฝ่ายวิ่งกระโจนลงบ่อสกปรกไปก่อนหน้าเองจึงเร่งใช้ท่าร่างที่ตนมั่นใจทะยานหลบหนีสุดกำลัง

     

                มือปราบเมืองเมฆขาวทะยานตามหลังรู้ตัววิชาท่าร่างยังห่างชั้นจากคนร้ายผู้นี้ ไม่อาจติดตามคนร้ายด้านหน้าได้ทันพร้อมใจกันใช้อุปกรณ์ซัดขว้าง หมายจู่โจมชะลอความไวของหลงจิวเมิ่งแต่มิคาดคนร้ายไม่สนใจหันกลับมาปัดป้องด้านหลังยังคงทะยานไวดุจเดิม

     

                สุดท้ายคมโลหะที่ซัดรัวราวห่าฝนบังเอิญตัดถูกผ้าโพกคลุมศีรษะ พริบตานั้นผมสยายยาวสีเงินยวงพลันสะบัดพลิ้วตามสายลมปรากฏเด่นเป็นที่จดจำ แม้ไม่อาจเห็นใบหน้าคนร้ายชัดแต่ยังจดจำรูปร่างและลักษณะที่โดดเด่นใต้แสงจันทร์ได้เป็นอย่างดีรุ่งเช้าจึงปรากฏประกาศตามล่าผู้ร้ายล้างสังหารตระกูลหลงเป็นภาพวาดแผ่นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งองอาจสมส่วน เน้นย้ำคำ...ผมยาวสีเงินปรากฏติดไปทั่วเมืองเมฆขาว