บทที่19 หน้าหนาว
ยามหน้าหนาวตอนที่หิมะไม่ตก ก็หนาวพอแล้วแต่พอหิมะเริ่มตกอุณหภูมิยิ่งลดลงกว่าเดิม อันผิงห่อตัวเองอยู่ในห่อผ้าห่มทำทีเป็อ่านหนังสือของอันหยางแก้เบื่อ แต่ที่จริงแอบอ่านนิยายของโลกปัจจุบันจากพรที่ขอไว้
ความจริงเธอก็ไม่อยากอยู่ในห้องนี้หรอกเพราะในห้องเพิ่มเด็กผู้หญิงมาอีกคนหนึ่งคือ สือเว่ยเว่ยน้องสาวของลูกสะใภ้คนโตของป้าโจว เด็กหญิงอายุเท่าอันหยาง ด้วยความเป็เด็กกำพร้าจึงกระตือรือร้นผิดปกติเกินไป ลองนึกภาพตามนะพอมีคนชมว่าอันผิงเก่งจังที่ให้อาหารไก่ได้ สือเว่ยเว่ยก็จะมาแย่งทำเพื่อให้คนได้เห็นว่านางก็ทำได้เช่นกัน
อันผิงคิดว่ามันคงเป็ปมของเด็กหญิง แรกๆ ก็พอเอ็นดูได้แต่พอโดนแย่งบ่อยๆ ก็ออกน่ารำคาญ อย่างตอนนี้เธอมาเรียนกับพวกอันหยางและหยางเป่าเพราะเห็นตอนที่เธออ่านหนังสือให้ท่านพ่อ ท่านแม่ฟัง พวกเขาก็กล่าวชมเธอสือเว่ยเว่ยก็ซึม มองด้วยตาละห้อย อันหยางกับหยางเป่าสงสาร จึงอาสาสอนให้
ดังนั้นในห้องนี้จึงมีคนอยู่ด้วยกัน 4 คน ดีว่าที่โต๊ะมีเตาอุ่นวางไว้ สือเว่ยเว่ยเลยไม่ได้นอนบนเตียงกับเธอตอนนี้เด็กหญิงกำลังตั้งใจเรียน บางทีก็ทำทีมาถามอันผิงบ้างว่าอ่านอย่างไรอันผิงจึงแกล้งทำเป็อ่านไม่ออก หรือจำไม่ได้เพื่อที่สือเว่ยเว่ยจะได้ไม่วอแวเธอมากนัก
แต่ว่าพออันผิงทำเป็อ่านไม่ได้ อันหยางก็จะเป็ห่วงน้องสาวขึ้นมาอีกก็จะมาทำเข้มสอนเธอ หน้าหนาวนี้จะได้อ่านนิยายอย่างสงบสุขไหมนี่ ชีวิตฉัน
พอเห็นหน้าคนเป็พี่ เธอก็ต้องพยายามฝึกอ่านต่อไปไม่อย่างนั้นอันหยางจะเสียใจเอา ตอนนี้ก็กลายเป็ว่า อันหยางเป็อาจารย์ของเธอส่วนหยางเป่าเป็อาจารย์ของสือเว่ยเว่ยแต่ต้องยอมรับส่วนหนึ่งสือเว่ยเว่ยถือเป็เด็กฉลาด ตอนนี้สือเว่ยเว่ยเริ่มจำตัวหนังสือได้หลายตัวแล้วส่วนอันผิงเธอมีความรู้มาจากโลกเดิม ถ้าเริ่มจาก 0 เหมือนกันไม่รู้ว่าเธอจะสู้สือเว่ยเว่ยได้ไหม
เมื่อเห็นความสนิทสนมของหยางเป่ากับสือเว่ยเว่ยแล้วต่อมจินตนาการของอันผิงก็เริ่มทำงาน หรือที่จริงแล้วสือเว่ยเว่ยคือนางเอกของเื่นี้ใช่ไหม เพราะพวกเขามีส่วนร่วมอยู่ด้วยกันสองคนคอยดูแลกัน ส่วนกับเธอหยางเป่าดูไว้ตัว เวลาอยู่ด้วยกัน 2คนในห้อง เขาจะเงียบทำแค่ปรายตามองเธอ อันผิงก็มองกลับจ้องมาจ้องกลับไม่กลัว ก็ว่ากันไปนั่น บางทีเขาอาจไม่คุ้นชินกับเด็กเล็กๆก็เป็ไปได้
แต่กับสือเว่ยเว่ย อาจเพราะวัยเดียวกันพูดคุยกันได้รู้เื่เหมือนอันหยาง จึงดูเข้ากันง่ายมากกว่าน้องเล็กอย่างเธอแต่คิดอีกที เขาก็สองมาตรฐานเกินไปไหม ทีกับสือเว่ยเว่ย พอไม่เข้าใจบทเรียนตรงไหนก็รีบเข้าไปอธิบายทันที ที่เธอบ่นมานี่เธอหาได้แคร์ จริงๆ นะ
อันหยางน่าจะจับสังเกตได้ เขาเลยให้ตัวเองเป็พี่ใหญ่หยางเป่าเป็พี่รอง เธอเป็น้องเล็ก ต่อหน้าอันหยางเธอก็เรียก แต่พอลับหลังอันหยางก็ต่างคนต่างอยู่ แต่บางทีเธอก็ทำทีเป็เดินวนๆ รอบตัวเขาเล่นเหมือนกันได้แกล้งเด็กทั้งที่เป็เด็กก็สนุกดี
และแล้ววันที่ท่านแม่เปิดผักดองของอันผิงก็มาถึง ผักดองของเธอนั้นมีกลิ่นหอมที่มาจากน้ำข้าว ทำให้ท่านแม่แปลกใจ ส่วนอันหยางชมเธอว่าไม่ว่าน้องสาวทำอะไรก็ดีเมื่อผักดองของเธอได้ขึ้นโต๊ะ ทั้งรสชาติยังหวานเค็มพร้อมกับกลิ่นหอมกินกับข้าวเปล่าร้อนๆ อร่อยยิ่ง ยิ่งข้าวต้มร้อนๆยิ่งดีไปใหญ่
ท่านพ่อก็กล่าวชมเธอเื่นี้ด้วยความเอ็นดู อันผิงก็ยิ้มหวานสุดๆกับคำชมของท่านพ่อ
ท่านแม่กับอันหยาง ก็คงกลัวจะน้อยหน้า จึงกล่าวชมด้วย
ตอนนี้ท่านพ่อออกมาร่วมโต๊ะอาหารกับทุกคนได้แล้วนะแต่ก็นั่งบนรถเข็นนั่นแหละ แค่ขยับเก้าอี้ออกไปทุกคนก็ได้กินข้าวร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว
กลับมาที่เื่ผักดอง อาจเพราะหน้าหนาวผักสดนั้นหากินยากถ้าไม่นับที่บ้านยังมีต้นผิงกั่ว (แอปเปิล) และต้นชื่อจึ (ลูกพลับ) อย่างล่ะต้นพอให้มีผลไม้ให้ได้กินบ้าง แต่ผลมันไม่เยอะมาก และต้องรอมันสุกถึงจะกินได้
ส่วนผักดองถ้าแค่ดองเค็มอย่างเดียวกินบ่อยๆ มันก็จำเจแต่วันนี้มีผักดองของอันผิงจึงเป็การเปลี่ยนรสชาติของอาหารบ้าง แค่กลิ่นของผักดองก็เสริมการรับรสอาหารได้แล้ว
อันหยางถึงกับบ่นเสียดายว่า วันนั้นน่าจะใช้วิธีดองผักแบบอันผิงหลายๆอย่าง นอกจากผักกาดหัวเขียวอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขาก็มีผักไว้กินหลายแบบแล้ว
อันผิงจึงทำไม่รู้ไม่ชี้
แต่พ่อลูกหยางดูแปลกใจ หรือว่าอาหารในวัง ที่บอกว่าวังก็เพราะประวัติของหยางเป่านั่นแหละ จะมีวิธีหมักแบบนี้เหมือนกันนะอย่างนี้จะทำขายได้ไหม สมัยนี้จะมีเก็บเป็ค่าลิขสิทธิ์ไหม เช่น อันนี้เป็สูตรลับของบางตระกูล หวังว่าในอนาคตเธอจะไม่โดนฟ้องร้องนะ
“ท่านแม่ ถ้าเราทำขายล่ะขอรับ” อันหยางเอ่ยขึ้น
ท่านแม่พยักหน้า บนใบหน้ามีรอยยิ้มท่านแม่ยื่นมือมาลูบหัวอันผิงอย่างเอ็นดู ส่วนเธอแอบดูสีหน้าสองพ่อลูกหยางพวกเขาไม่ได้คัดค้าน แต่ไม่แน่อาจจะไปกระซิบบอกท่านพ่อก็เป็ได้
แต่ผ่านไปได้หลายวันท่านแม่หรือท่านพ่อก็ไม่ได้ดับฝันของพ่อค้าน้อยอันหยาง
และเื่นี้โชคดีอย่างหนึ่งที่สือเว่ยเว่ยไม่รู้เพราะท่านแม่มักนำผักดองของอันผิงมาวางไว้บนโต๊ะเวลามื้อเย็นและพี่ชายที่แสนดีทั้งสองไม่ได้พูดชมถึงเื่นี้
บางทีเธอก็ว่าเด็กสองคนนี้ ต้องรู้ว่าสือเว่ยเว่ยนั้นมีนิสัยเป็อย่างไรมากกว่า หรือว่าเธอควรหาหนังสือที่มีสาระมาอ่านดีเื่จิตวิทยาเด็ก เกี่ยวกับเด็กที่เรียกร้องความสนใจเพราะกลัวตัวเองจะสูญเสียความสำคัญ
อืม แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว เดี๋ยวรอดูไปเรื่อยๆ ดีกว่า เพราะตอนนี้เด็กหญิงก็มีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นแล้วป้าโจวนั้นเลี้ยงดูสือเว่ยเว่ยราวลูกสาวอีกคน ด้วยมีเพียงแค่ลูกชายสามคน
อันผิงว่า บางทีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กของท่านป้าโจวอาจชักนำสือเว่ยเว่ยไปในทางที่ดีขึ้น เื่แบบนี้คนที่เป็แม่มาก่อนย่อมทำได้มากกว่าิญญาสาวโสดสันโดษอย่างเธอ
กับเด็กที่เป็ลูกหลานของญาติพี่น้องเธอก็แค่รับฝากเลี้ยงได้แค่่เวลาเท่านั้น เวลาที่พวกเขามีธุระและฝากฝังเธอไว้ใน่วันหยุด เธอก็แค่ไปบ้านญาติมีหน้าที่แค่จับตาดูพี่เลี้ยงเด็กเท่านั้น
ที่จริงแล้วนี่ผ่านมาได้เกือบสองเดือน แล้วที่พวกพ่อลูกหยาง มาอยู่ที่บ้านของเธอและไม่อยากจะบอกว่าลางสังหรณ์ของเธอเป็จริงเสียด้วยเพราะวันนี้เสี่ยวหลงเป่าได้ปรากฏกายขึ้นมาเตือนว่าจะมีนักฆ่ามาสังหารสองพ่อลูก
อันผิงจึงถามเ้าจิ้งจอกน้อยว่า โลกนี้มีพลังิญญาหรือไม่
‘ไม่มีขอรับ มีแค่วิทยายุทธ์ เหมือนหนังจีนกำลังภายใน’พอได้ความมั่นใจจากเสี่ยวหลงเป่าแล้ว อันผิงจึงถามต่อว่า
‘แล้วพวกเขาอยู่ไกลจากที่นี่มากไหม’
‘พวกเขาอยู่โรงเตี๊ยมใกล้ตัวเมือง ซ่องสุมคนอยู่’
ทีแรกอันผิงคิดว่า ถ้าพวกเขาเดินทางมา ก่อนจะถึงหมู่บ้านสัก 10ลี้ ก็จะให้พวกเขาท้องเสียแต่แบบนั้นคนจะพุ่งเป้ามายังหมู่บ้านหยางเกินไปเธอจึงเปลี่ยนเป็ขอพรให้พวกนักฆ่าพวกนี้แค่ก้าวออกจากที่กบดาน เพื่อออกมาทำภารกิจไม่ว่าจะใช้มีวิชาอะไร อย่างเช่นมีวิชาตัวเบา ก็ให้พวกเขาท้องเสียแม้พวกเขาจะมีวิชาสกัดจุดไม่ให้ท้องเสีย ก็ให้ใช้ไม่ได้ผลสรุปยังไงก็ต้องถ่ายท้องไปตลอดทาง
คนเราพอท้องเสียหลายครั้ง อย่างน้อยสี่ห้าครั้งติดต่อกันร่างกายก็อ่อนแรงลง จากนั้นก็ให้คนพวกนี้สลบไปเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำจนช็อกตายขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเธอจะบาป พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีแรงต้องนอนอยู่กับที่ จนคนมาพบและให้การช่วยเหลือ
หลังจากได้รับความช่วยเหลือ ด้วยท่าทางของคนพวกนี้ ก็ต้องโดนจับ หลังจากนั้นก็เป็เื่ของทางการ คนพวกนี้ไม่น่าจะรับอะไรง่ายๆ อย่างเช่นมาตามล่าสองพ่อลูกหยางเป็แน่
เป็อย่างไรบ้างวิธีนี้ แจ่มใช่ไหมล่ะ พอขอเสร็จก็รอฟังว่า เสี่ยวหลงเป่าจะท้วงติงอะไรบ้าง เมื่อไม่มีก็แฮปปี้ แต่หลังจากนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอให้เวลาแจ้งเตือนก่อน 3 วัน แล้วถ้าภารกิจฆ่าครั้งแรกไม่สำเร็จครั้งที่สองอาจจะทำในวันถัดไป หรือหลังจากที่หัวหน้ารู้ว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับทีมเอ อาจจะมีทีมบี สำรองอยู่ มันก็จะเป็ช่องโหว่แล้ว
แบบนี้ไม่ได้ล่ะ ดีนะมีพรหลายข้อ
อันผิงเลยขอพรเพิ่มอีกข้อ ถ้าผู้ว่าจ้าง หรือคนที่รับงานมาจ้างวานอีกทีทราบว่าภารกิจล้มเหลว และจัดเตรียมนักฆ่าชุดต่อไปก็ให้พวกเขาที่รับงานอาหารเป็พิษ อาเจียนไม่หยุด ทันทีที่รับการจ้างวานหรือรับคำสั่ง และรวมไปถึงนักฆ่าในสังกัดที่ไม่ได้มาทำภารกิจนี้ก็ให้อาเจียนไปด้วย และกระจายไปยังกลุ่มต่อๆ ไปที่รับงาน
การอาเจียนก็ไม่ต่างจากท้องเสีย พออาเจียนมากเข้าร่างกายก็อ่อนแรงก็ให้พวกเขาสลบไป รอให้คนมาช่วย หรือบางคนยังไม่สลบก็พาตัวเองไปหาโรงหมอถ้าหาหมอไม่ทันก็ให้สลบไปก่อน ตื่นมาก็ให้มีอาการเพลีย พอได้กินน้ำกินอาหาร ก็แค่พอมีแรงขึ้นเล็กน้อย
แน่นอนว่างานฆ่าพ่อลูกคู่นี้ จะต้องดังในกลุ่มรับจ้างเป็แน่และคนโบราณเชื่อเื่ชะตาฟ้าแบบนี้ยิ่งส่งเสริมให้พ่อลูกหยางคือคนที่์ประทานมา
คนพวกนี้ก็จะไม่รับงานเพื่อทำร้ายสองพ่อลูกนี้เป็แน่ และตัวลาสบอสก็น่าจะอกแตกตาย ไว้ให้หยางเป่าโตค่อยไปสู้กันตาต่อตาฟันต่อฟัน
ถ้าหยางเป่าไม่ถูกความสงบสุขของหมู่บ้านหยางกลืนกินไปเสียก่อนนะ
เพราะดูตอนนี้เขาก็ดูมีความสุขดี แม้ลุงหยางสือจะทำทีไปในเมืองบ้างคงไปสืบข่าวเป็แน่
แต่พวกที่แกะรอยสองพ่อลูกนี่ก็เก่งนะ เวลาร่วมสองเดือนก็ตามมาเจอล่ะแต่เสียใจด้วยที่มาเจอคนอย่างเธอ ไม่ใช่สิ คนที่์เมตตาประทานพรให้
ไม่อย่างนั้น ครอบครัวเธอคงเป็ตัวประกอบ พอรุ่งเช้าคงเหลือแต่ชื่อ
ดังนั้น่นี้ก่อนถึงคืนวันที่สาม อันผิงถึงแม้จะขอพรไว้แล้วแต่ก็มีความกังวลไม่น้อย คืนแรกทำเอานอนกระสับกระส่ายจนต้องขอพรให้นอนหลับได้เป็ปกติ เพื่อเก็บออมแรงเอาไว้เพราะคืนที่สามเธอจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
เผื่อมีอะไรผิดพลาด จะได้เตรียมการทัน ส่วนกลางวันก็คิดถึงแผนเอ แผนบีแผนซี ถ้าเกิดว่ามีเหตุสุดวิสัยจริงๆ
และแล้ว่เวลารอคอยก็มาถึงคืนที่สามแม้ทุกคนในบ้านเหมือนจะหลับไปแล้ว แต่อันผิงกลับลืมตาด้วยความกังวลเธอเรียกเสี่ยวหลงเป่าให้ไปสืบข่าว
‘ข้าอยู่กับที่ก็มองเห็นเหตุการณ์แล้ว จะไปสืบทำไม’คำตอบที่ได้จากระบบทำให้อันผิงสตันไป เห็นเธอเป็แบบนั้นมันจึงยื่นมืออุ๋งน้อยๆ น่าจับอย่างยิ่ง วาดสี่เหลี่ยมขึ้นกลางอากาศปรากฏภาพคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในโรงเตี้ยมนอกเมือง พวกเขาเริ่มแต่งตัวด้วยชุดดำอันผิงนั่งจ้องดู เหมือนดูหนังกำลังภายในสักเื่หนึ่ง
แค่เพียงพวกเขาค่อยๆ ย่องออกจากที่พัก ก็เกิดอาการผายลมดังแปร๊ด จากนั้นก็ยกมือกุมท้องหันหลังกลับเข้าไปบริเวณที่พัก ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ คนแล้วคนเล่าดีนะที่เห็นแค่ภาพและเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่งั้นจมูกเธอแย่แน่อันผิงเห็นจนถึงขั้นคนพวกนั้นสลบลงไป และเสี่ยวเอ้อที่เฝ้ายามแตกตื่นเธอจึงใจชื้นขึ้นมา
เสี่ยวหลงเป่าจึงตัดจอภาพนั้นไป หันมามองอันผิง สื่อความหมายว่าทีนี้เ้าวางใจแล้วหรือยัง
อันผิงเผลอพยักหน้า จากนั้นความง่วงก็แสดงอาการทันทีเธอจึงกล่าวขอบใจเสี่ยวหลงเป่า จากนั้นก็ปีนขึ้นปลายเตียง ค่อยๆกลับไปนอนฝั่งตนเอง หลับอย่างสบายใจ
อีกหลายวันที่ต่อจากพรุ่งนี้ ในเมืองคงวุ่นวายน่าดู
น่าแปลกที่เื่พวกนี้ ไม่มาถึงหมู่บ้านหยางกว่าผู้ใหญ่บ้านจะมาประกาศ ก็เป็่ใกล้ปีใหม่แล้วโดยการตีฆ้องเรียกประชุมลูกบ้าน แจ้งเตือนเื่การจะเข้าไปซื้อของในเมืองก่อนปีใหม่จะมาว่า ให้ระวังโรคระบาด เพราะคนต่างถิ่นที่มาในเมืองพักหลังนี้ไม่ท้องเสีย ก็อาเจียน ถ้าเป็ไปได้อย่าเข้าไปในเมืองเป็ดีที่สุดอันผิงไม่คิดว่าเื่มันจะจบด้วย โรคระบาดแทน
แต่ก็ดี มองไปที่สองพ่อลูกหยางที่มาฟังข่าวด้วยถ้าพวกเขารู้ว่าพวกนั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอง อาจจะเดาอะไรออกพวกเขาอาจจะต้องออกเดินทางท่ามกลางหิมะ ซึ่งคงจะต้องลำบากเป็แน่
ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับหยางเป่าจะไม่ดีเท่าไหร่แต่อย่างน้อยเขาก็ดึงความสนใจของสือเว่ยเว่ยออกไปจากเธอได้ แค่นี้เธอก็สงบสุขล่ะ
แถมการขอพรครั้งนี้ ทำให้เธอได้พรพิเศษเพิ่มมาอีก 1ข้อ เสี่ยวหลงเป่าอธิบายว่า เพราะครั้งนี้วงการนักล่าะเืทำให้งานชั่วช้าที่พวกเขารับไว้ ต้องเลื่อนไป และบางคนก็สำนึกถึงบาป บุญ คุณ โทษเลิกอาชีพนี้ไปเลยก็มี
อันผิงยิ้มกริ่ม ประหนึ่งเป็วีรบุรุษ ไม่ใช่สิ วีรสตรีที่ทำให้ใต้หล้านี้สงบสุข อย่างน้อยคนพวกนั้นจะเคลื่อนไหวอะไรก็คงนึกถึงเหตุการณ์นี้ไปอีกนาน
เธอได้พรพิเศษ ก็แสดงว่าเื่ที่เธอทำครั้งนี้ ฟ้าดินคงชอบใจ
กลับบ้านไปช่วยท่านแม่ห่อเกี๊ยวดีกว่า เธอจะทำสูตรหมูหมักที่อร่อยสุดๆที่หาได้จากระบบ จนคนในบ้านตะลึงไปเลย หนาวแบบนี้อะไรจะอร่อยกว่าเกี๊ยวน้ำร้อนๆเธอจึงจูงมืออันหยางข้างหนึ่ง หยางเป่าข้างหนึ่ง ฮัมเพลงที่ท่านแม่เคยสอนไปตลอดทาง อันหยางนั้นยิ้มแฉ่ง ส่วนหยางเป่ามองมือที่อันผิงมาจับจูงเขาริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย