บทที่ 11 มีพิรุธเต็มไปหมด
องค์ชายเจ็ดคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง ปึก ทว่าเขากลับดูไม่รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อย ขณะเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
"เสด็จพ่อ! ลูกตัดสินใจได้แล้ว! ลูกอยากเรียนวรยุทธ์ อยากเป็แม่ทัพใหญ่ เพื่อปกป้องชายแดนให้เสด็จพ่อ!"
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็เด็กพูดน้อยเท่านั้น แต่เพราะเหตุนี้ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจึงดูซื่อตรงและกินใจเป็พิเศษ
ฮ่องเต้ิซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง "ดี!"
พระองค์ทรงครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เ้ามีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด ข้าต้องหาอาจารย์ดี ๆ ให้เ้า" จากนั้นจึงทรงหันไปตรัสว่า "ตระกูลเซี่ย..."
พระชายาตวนอ๋องรีบลุกขึ้น ย่อตัวลงเล็กน้อย "เพคะฝ่าา"
ฮ่องเต้ิซีโบกพระหัตถ์เป็สัญญาณว่าไม่ต้องมากพิธี พร้อมกับตรัสว่า "ข้าจำได้ว่า เซี่ยชิงเองก็มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดใช่หรือไม่?"
"ทูลฝ่าา เป็เช่นนั้นเพคะ" พระชายาตวนอ๋องกล่าว "พี่ชายของหม่อมฉันมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปมาั้แ่กำเนิดเพคะ"
"ดี" ฮ่องเต้ิซีจึงตรัสว่า "พรุ่งนี้ให้เขาเข้าวังมาดูตัวชีหลางเสียหน่อย"
ฮ่องเต้ไม่ได้ออกคำสั่งโดยตรง ซึ่งถือเป็การปฏิบัติสำหรับคนกันเอง พระชายาตวนอ๋องจึงรีบรับคำทันที
องค์ชายเจ็ดสูดลมหายใจเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจและยินดี
พี่ชายของพระชายาตวนอ๋องคือแม่ทัพใหญ่เซี่ย เทพาแห่งเป่ยจิ้งผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ตลอดชีวิต
หากไม่ได้อยู่ในรัชสมัยของฮ่องเต้ิซี ชื่อเสียงเช่นนี้ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่ามีความดีความชอบสูงจนข่มนาย แต่ตัวฮ่องเต้ิซีเองก็เป็เทพาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ พระองค์ทรงมีทั้งความสามารถและใจที่กว้างขวาง ต่อให้ขุนนางจะเก่งกาจเพียงใด พระองค์ก็ทรงเชื่อมั่นและกล้าใช้งาน
ดังนั้น ท่านผู้เฒ่าตระกูลเซี่ยจึงเป็กั๋วกง ส่วนแม่ทัพใหญ่เซี่ยสามารถใช้ความดีความชอบทางการทหารของตนเองจนได้รับแต่งตั้งเป็เจิ้นเป่ยอ๋อง ทว่าแม้จะได้รับบรรดาศักดิ์เป็อ๋อง แต่ทั้งในราชสำนักและราษฎรก็ยังคงชินกับการเรียกเขาว่าแม่ทัพใหญ่เซี่ย
มีเด็กผู้ชายคนไหนในต้าเซิ่งบ้างที่จะไม่ชื่นชมแม่ทัพใหญ่เซี่ย? องค์ชายเจ็ดแน่นอนว่าก็ไม่ยกเว้นเช่นกัน
เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตนเองจะมีโอกาสได้กราบท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยเป็อาจารย์
ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็ประกายขึ้นมาทันที แทบจะเก็บความยินดีนี้ไว้ไม่อยู่
เสียนเฟยซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าทางนี้พูดคุยกันจบแล้ว จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
"ฮ่องเต้ วันนี้อู่หลางใมากจริง ๆ เพคะ"
ฮ่องเต้ิซีหันไปมององค์ชายห้า พร้อมเลิกคิ้วเรียวยาวขึ้น "เ้าใงั้นหรือ?"
องค์ชายห้าอยู่ในวัยที่รักศักดิ์ศรีที่สุด จึงรีบกล่าวว่า "เปล่าเลยพ่ะย่ะค่ะ! ลูกไม่ได้กลัวเลยสักนิด!"
ปกติฮ่องเต้ิซีทรงปฏิบัติต่อลูกชายคนนี้เป็อย่างดี องค์ชายห้าจึงกล้าพูด และยิ้มประจบว่า
"เสด็จพ่อ ลูกก็อยากเรียนวรยุทธ์เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ิซีหัวเราะ หึหึ "อาจารย์วรยุทธ์ไม่ได้สอนเ้าหรือ? เ้าตั้งใจเรียนดีแล้วหรือยัง?"
องค์ชายห้าตอบเสียงเบา "แต่ลูกก็อยากให้ท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยเป็คนสอนด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ิซีตรัสเพียงว่า "ไม่ได้"
ฮองเฮาอุ้มจูจูที่ล้างหน้าเสร็จแล้วกลับมา พร้อมอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ชีหลางมีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด ซึ่งเป็พร์ที่หาได้ยาก ฮ่องเต้เกรงว่าจะเสียพร์เช่นนี้ไป จึงอยากหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสอนเขาเป็การส่วนตัว... หากไม่มีจุดใดที่โดดเด่นเป็พิเศษ การเรียนในห้องทรงพระอักษรย่อมดีที่สุด เพราะครอบคลุมทุกด้าน"
เสียนเฟยไม่กล้าซักไซ้ รีบย่อตัวลงและกล่าวอย่างอ่อนหวานว่า "เพคะ"
องค์ชายห้ายังเป็เด็ก ความผิดหวังจึงปรากฏชัดบนใบหน้า แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ฮ่องเต้ิซีไม่สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร จึงตรัสโดยตรงว่า "สายแล้ว ตั้งโต๊ะเถิด"
เวลาล่วงเลยมาครึ่งชั่วยามแล้วจริง ๆ เมื่ออาหารกลางวันถูกส่งมา ฮ่องเต้ิซีจึงเสวยอาหารร่วมกับฮองเฮาและคนอื่น ๆ แม้แต่พระชายาตวนอ๋องก็นั่งร่วมโต๊ะกลมตัวเดียวกัน โดยไม่ต้องมีขันทีคอยรับใช้
ส่วนเด็ก ๆ ถูกจัดโต๊ะแยกไว้ด้านข้าง มีเพียงองค์ชายห้า องค์ชายเจ็ด เซิ่งิหลิน และจูจู รวมสี่คน ส่วนสหายร่วมศึกษาทั้งหมดถูกส่งตัวออกไป
เซิ่งิหลินเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจอีกครั้ง
ในชาติก่อน เขาไม่เคยเห็นด้านที่มีความเป็มนุษย์เช่นนี้ของฮ่องเต้เลย ไม่เหมือนอยู่ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบเคร่งครัด แต่กลับเหมือนครอบครัวธรรมดาทั่วไป
ทันใดนั้น เสียงขององค์ชายห้าดึงสติของเขากลับมา
องค์ชายห้าไม่ยอมนั่งลง แต่กลับวนเวียนรอบตัวจูจูราวกับลิงทโมน คอยดึงพู่เล็ก ๆ ของนางไม่หยุด
"จูจูเอ๋ย แหะ ๆ จูจูเรียกพี่ชายสิ! เรียกพี่ชาย!"
เซิ่งิหลินหันไปมอง จูจูตัวน้อยดูเหี่ยวเฉาไปหมด
วันนี้นางเหนื่อยเกินไป หลังจากผ่านเหตุการณ์ใครั้งใหญ่และร้องไห้ไปถึงสองรอบ นางก็ไม่มีแรงเหลือเลย ปกติหากองค์ชายห้ามาหยอกล้อเช่นนี้ นางคงร้องไห้ไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ แม้แต่จะร้องไห้นางยังไม่มีแรง
เซิ่งิหลินจึงอุ้มนางเข้ามาในอ้อมกอด ประคองใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมาดู
"จูจูเอ๋ย ดื่มโจ๊กสักหน่อยดีหรือไม่?"
จูจูเหนื่อยจนไม่อยากพูด แต่เมื่อพี่ชายบอกให้ดื่มโจ๊ก นางก็พยายามรวบรวมกำลัง ยิ้มให้เขาเล็กน้อยและตอบเสียงเบาหวิว
"อื้อ"
ช่างเป็เด็กดีจริง ๆ
เซิ่งิหลินจุมพิตที่กลางศีรษะของนางเบา ๆ ตักโจ๊กมาถ้วยหนึ่ง เป่าให้เย็นแล้วป้อนนางหนึ่งคำ จากนั้นจึงค่อย ๆ ป้อนผักให้นางกิน
องค์ชายห้าที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
น้องสาวน่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงให้เซิ่งิหลินอุ้ม แต่ไม่ให้เขาอุ้ม? เขาก็อยากป้อนข้าวน้องสาวเหมือนกัน!
ดังนั้นองค์ชายห้าจึงถามว่า "เ้าคือพี่ชายของจูจูงั้นหรือ?"
เซิ่งิหลินตอบอย่างสุขุม "ขอรับ องค์ชายห้า"
องค์ชายห้าทำท่าทางเหมือนหมาป่าหางใหญ่ เหล่ตามองแล้วถามว่า
"เ้าอายุเท่าไหร่?"
เซิ่งิหลินตอบ "แปดขวบขอรับ"
"เคยเรียนหนังสือหรือไม่?"
เซิ่งิหลินตอบ "เคยขอรับ"
องค์ชายห้าผู้เป็พวกเรียนไม่เก่งนิ่งไปพักใหญ่ นึกถึงหนังสือที่เพิ่งเรียนเมื่อวานได้ จึงเท้าเอวกล่าวว่า
"งั้นข้าจะทดสอบเ้าสักหน่อย... ตรงที่ว่า 'ผู้ที่ตนเองไม่ซื่อตรง ย่อมไม่อาจทำให้ผู้อื่นซื่อตรงได้' แปลว่าอะไร!"
เซิ่งิหลินตอบสั้น ๆ "หากตนเองไม่เที่ยงธรรม ก็ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้อื่นเที่ยงธรรมได้ขอรับ"
องค์ชายห้านิ่งอึ้ง เขาครุ่นคิดแล้วถามต่อ
"แล้ว 'การกระทำใดที่ไม่สมหวังล้วนต้องหันกลับมาทบทวนดูที่ตนเอง' หมายความว่าอย่างไร?"
เซิ่งิหลินไม่ได้ปิดบังความสามารถ ถามอะไรก็ตอบสิ่งนั้น
สาเหตุหลักเป็เพราะสิ่งที่องค์ชายห้าถามนั้นตื้นเขินเกินไป หากเขาไม่ตอบ จะกลายเป็ว่าเขาโง่ ดังนั้นเขาจึงตอบได้อย่างคล่องแคล่ว
ในราชวงศ์ต้าเซิ่ง องค์ชายจะเริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุห้าขวบ ปีนี้องค์ชายห้าอายุสิบสองแล้ว แต่เพิ่งเรียนถึงคัมภีร์เมิ่งจื่อ ถือเป็พวกเรียนไม่เก่งอย่างแท้จริง เขาเค้นสมองจนสุดความสามารถก็ยังไม่สามารถทดสอบเซิ่งิหลินให้จนมุมได้ จึงรู้สึกพ่ายแพ้อย่างหนัก และเดินกลับไปนั่งที่ของตนด้วยท่าทางหงอย ๆ
เขาทำหน้าบึ้งตึงและไร้หนทาง จึงได้แต่ดึงพวกพ้องมาช่วย
"น้องเจ็ด เ้าไม่อยากลองทดสอบเขาดูบ้างหรือ?"
องค์ชายเจ็ดปีนี้เพิ่งอายุสิบขวบ และระดับการเรียนไม่เก่งนั้น หากเทียบกับองค์ชายห้าแล้ว ถือว่าหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเสียอีก
ลำดับการเรียนคัมภีร์ซื่อซู คือ ต้าเสวีย หลุนอวี่ เมิ่งจื่อ และจงยง ผ่านมาห้าปีแล้ว องค์ชายเจ็ดยังเรียนคัมภีร์ต้าเสวียไม่จบเลย
อีกอย่าง เขาไม่อยากคุยกับคนพวกนี้ หากเป็ไปได้ เขาไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเซิ่งิจูเลยด้วยซ้ำ!
ดังนั้นั้แ่นั่งลง เขาก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่เงยหน้าขึ้นมามองเซิ่งิจูผู้แสนน่ารำคาญ
แต่ลิงทโมนอย่างองค์ชายห้ามีหรือจะยอมแพ้ง่าย ๆ เขาคอยดึงแขนองค์ชายเจ็ดไม่หยุด
"น้องเจ็ด น้องเจ็ด น้องเจ็ด..."
องค์ชายเจ็ดรู้สึกรำคาญจนแทบทนไม่ไหว จึงเงยหน้าขึ้นมองเซิ่งิหลินแวบหนึ่ง
เซิ่งิหลินไม่ได้สนใจพวกเขา คอยดูแลแต่เซิ่งิจู ป้อนโจ๊กหนึ่งคำ สลับกับข้าวคลุกผักและเนื้อหนึ่งคำอย่างเป็ระบบ ช่างละเอียดอ่อนและอ่อนโยนยิ่งนัก
องค์ชายเจ็ดไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีต่อเซิ่งิหลิน เขาจึงมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เ้าคงยังไม่รู้สินะว่าในอนาคต เ้าก็มีชะตากรรมที่ต้องถูกเซิ่งิจูรังแกจนตายเหมือนกัน!
เมื่อเซิ่งิหลินเงยหน้าขึ้น บังเอิญสบเข้ากับสายตานั้น หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
ท่านนี้... ช่วยเก็บอาการหน่อยเถิด! มันชัดเจนเกินไปแล้ว!
มีพิรุธชนักติดหลังเต็มหัวไปหมด ข้าล่ะไม่อยากจะมองเลยจริง ๆ!
เขาบ่นในใจ แต่ใบหน้ากลับส่งยิ้มใสซื่อให้ แล้วก้มหน้าป้อนน้องสาวต่อ
องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าเขาดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ จึงยิ่งรู้สึกเห็นใจมากขึ้นไปอีก
ส่วนจูจูที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชาย รู้สึกว่าร่างกายเริ่มหนักอึ้งและไม่มีแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นางพยายามอ้าปากให้พี่ชายป้อนข้าว พร้อมกับยื่นมือน้อย ๆ ขึ้นมาประคองศีรษะเล็ก ๆ ของตนเอง
ศีรษะของนางคอยจะเอียงไปมา จูจูพยายามประคองไว้ แต่ข้อมือน้อย ๆ นั้นอ่อนเกินไป จนไม่สามารถประคองไว้ได้จริง ๆ
จูจูพึมพำเบา ๆ "พี่จ๋า"