บทที่ 3 ศิษย์มากพร์
เหลียงเฟยมองดูสตรีในภาพเขียนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นยากจะหักห้ามใจ
‘ไม่นึกเลยว่าข้าจะมีคู่หมั้นก่อนวิวาห์ อีกทั้งนางยังงดงามเกินจะพรรณนาเช่นนี้’
เขาหยิกตนเองหนึ่งทีเพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน จากนั้นจึงหายใจเข้าไปลึก ๆ ก่อนจะกล่าวถามด้วยท่าทีสงบ “ท่านอาจารย์เทียนอี้ นางงดงามดั่งภาพวาดจริงหรือครับ?”
อาจารย์เทียนอี้พินิจดูสีหน้าที่สงบนิ่งได้ในเวลาอันสั้นของเหลียงเฟย มันค่อนข้างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว สามารถกลับมาสุขุมได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้จิตใจน่าจะมั่นคงพอสมควร เด็กที่ศิษย์พี่เทียนฮั่วพามาคนนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ’
ได้ยินมาว่าเขาได้ที่หนึ่งทั้งการสอบเชาวน์ปัญญาและกระโจนข้ามประตูั หากไม่ใช่เพราะช่วยเหลือเด็กหญิงนางหนึ่ง อันดับที่หนึ่งในการแข่งขันปีนบันไดเมฆาก็อาจจะตกเป็ของเขาด้วย
ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ผู้ที่ได้คะแนนที่หนึ่งทั้งสามรายการมีเพียงเหลียงเฟยเท่านั้น !
ช่างเป็ศิษย์ที่มีพร์ของสำนักจริง ๆ เด็กคนนี้มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็เทพยุทธ์คนที่ห้าในยุทธภพ!
ด้วยเหตุนี้เอง ศิษย์พี่เทียนฮั่ว เหล่าคณาจารย์และผู้าุโของสำนักเซียนหยูฮั่วจึงปรึกษากัน จนกระทั่งได้ข้อสรุปกันว่าจะส่งเขาไปรับการเคี่ยวเข็ญด้วยวิธีพิเศษ โดยจะส่งให้เขาไปฝึกอสูรอยู่ ณ เกาะหมื่นอสูรเป็เวลาสิบสองปี
แม้จะเป็ศิษย์เอกของสำนัก หากประหม่าไปเพียงเล็กน้อย พลาดพลั้งเพียงครั้งเดียว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็คนไร้ค่า
ศิษย์เอกต้องใช้เวลาในการฝึกฝนตนเองโดยสันโดษอย่างยาวนาน เขาไม่อาจจะอยู่ภายใต้การชี้นำโดยประสบการณ์ของคนอื่นได้ เมื่อใดที่มันประสบผลสำเร็จ เขาจะได้พลังอันเหนือกว่าผู้ใดมา
อาจารย์เทียนอี้มองเหลียงเฟยด้วยความพินิจพิจารณา แม้ระดับการฝึกฝนจะอยู่เพียงระดับสูงสุดของขอบเขตขัดเกลากระดูกเท่านั้น แต่รากฐานมั่นคงกล้าแกร่งดั่งเพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไน สิ่งนี้เป็ที่น่าภิรมย์ใจยิ่งนัก
สำนักเซียนหยูฮั่วมีความหวังแล้ว!
ความปลาบปลื้มใจนั้นหลงเหลืออยู่ในแววตาของอาจารย์เทียนอี้อยู่พักหนึ่งก่อนมันจะกลับกลายเป็ความเยือกเย็น เขากล่าวเสียงเบา “เย่หลิวซูเป็ศิษย์หญิงของข้า เ้าคิดหรือว่านางจะไม่งดงามดั่งภาพเสมือนนี้?”
เหลียงเฟยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม‘เย่หลิวซู ? จือยิงโต้วจ้างหยานหลิวซู (ม่านดอกบ๊วยสีชาด หลิวซู)! ชื่อที่งดงามย่อมคู่กับสตรีผู้งามยิ่ง ข้ามั่นใจว่านางจะต้องสวยสง่ามากแน่ ๆ !’ แม้ภายนอกจะดูสงบเสงี่ยม แต่ในใจกลับคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงเหตุผลที่นางผู้งดงามเช่นนี้จะมาเป็ภรรยาของเขาในวาระอันใกล้นี้ บุญกรรมเช่นใดที่นำพาเขามายังจุดนี้ได้กันนะ?
‘แต่ทุกอย่างมันจะราบรื่นเช่นนี้จริงหรือ??’
ครั้นพอจะเอ่ยถามท่านอาจารย์เทียนอี้ เขาก็พบว่าท่านได้จากไปแล้ว ที่ ๆ ท่านเคยยืนอยู่นั้นไร้ซึ่งร่องรอยราวกับว่าท่านไม่เคยอยู่ ณ จุดจุดนี้
เย่หลิวซูเป็ที่รู้จักของผู้คนมากมาย และเมื่อรู้ว่าเหลียงเฟยเป็คู่หมั้นของเทพธิดาผู้เลอโฉมคนนี้ พวกเขาต่างก็อดที่จะพูดคุยถกเถียงกันไม่ได้
“เป็ไปได้ หลิวซูคือสตรีที่ผู้คนเลื่องลือว่าเป็สตรีที่งดงามสุดในโลกแห่งเซียน นางจะมาแต่งงานกับชายหนุ่มผู้ฝึกสัตว์อสูรคนนี้ได้อย่างไร?”
“ตระกูลเย่เป็หนึ่งในสามตระกูลหลักในเมืองหลวงของแคว้นหวาเซี่ย พวกเขาจะเลือกผู้ฝึกสัตว์ธรรมดามาเป็ลูกเขยของเขาจริง ๆ น่ะหรือ?”
“เหลือเชื่อจริง ๆ นี่มันเื่บ้าอะไรกัน เขาคนนั้นมีคุณสมบัติอะไรไปแต่งงานกับเทพธิดาเย่หลิวซู?”
“ข้าว่าเื่นี้ต้องมีอะไรมิชอบมาพากลแฝงอยู่”
ทางด้านคุณชายโหลวที่ได้ยินเช่นนั้น ก็โกรธจนตาแดงก่ำ เขาหันมองเหลียงเฟยด้วยสายตาเหยียดหยาม แล้วกระซิบสั่งข้ารับใช้ของตนในทันที “พวกเ้าจงไปป่าวประกาศเื่นี้ให้ทั่วเมือง ให้แม่นางหลิวซูรู้ว่าเหลียงเฟยผู้เป็คู่หมั้นของนางนั้นไร้ค่าขนาดไหน ข้ามั่นใจว่านางจะต้องปฏิเสธการหมั้นหมายในครั้งนี้แน่”
เหลียงเฟยที่พอจะได้ยินแว่ว ๆ ถึงสิ่งที่คุณชายโหลวกระทำ เขาถอนหายใจและอดที่จะมองคนเหล่านี้ด้วยความเฉยชาไม่ได้ เขาไม่ได้กลัวคนที่มีดีแค่เปลือกนอกแต่อย่างใด นอกจากนี้ก็ยังไม่ใส่ใจเหล่าผู้คนที่วิพากษ์วิจารณ์เขาว่าไม่เหมาะสมกับเย่หลิวซูด้วย อนึ่งเพราะมันแสดงให้เห็นว่าสตรีผู้เป็คู่หมั้นของเขานั้นงดงามและแข็งแกร่งมากเพียงใด ไม่เช่นนั้นแล้วคนเหล่านี้คงจะไม่แสดงท่าทีอิจฉาและเกลียดชังเขาถึงเพียงนี้
อีกทั้งหากเขาสนใจมันมากไปก็อาจจะนำปัญหามาไม่จบไม่สิ้น และอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาเย่หลิวซูเสียไปด้วย แบบนั้นแล้วมันจะทำให้ตัวเขาจมดิ่งลงไปตามหลุมพรางที่คุณชายโหลววางไว้มากกว่าเดิม
โหลวอวี้ตี๋ยังเกรงกลัวต่อท่านอาจารย์เทียนอี้ กลัวว่าท่านยังไปไม่ไกล จึงยังไม่กล้าก่อเื่กับเหลียงเฟย เขาเพียงทำหน้าตายั่วยวนกวนโทสะเท่านั้น
เห็นเช่นนั้นเหลียงเฟยจึงก้าวขึ้นบันไดเมฆ กลับไปยังเกาะหมื่นอสูร และบอกข่าวดีนี้กับเหล่าไป๋พร้อมขอให้เหล่าไป๋พาเขาออกจากเกาะไป
เหล่าไป๋ได้ฟังก็ตื่นเต้นและยินดีเป็อย่างมาก กระเรียนั์รีบตอบรับอย่างไม่ลังเล “แม้การพาเ้าออกจากเกาะจะเป็การฝ่าฝืนกฎ แต่มันก็คุ้มค่าพอเมื่อคิดว่ามันจะช่วยสร้างหน้าสร้างตาให้เ้าได้บ้าง ยังไงเสียอีกฝ่ายก็เป็ถึงตระกูลเย่เชียวนะ ขืนปล่อยเ้าไปในสภาพซ่อมซ่อ มีหวังเ้าพวกนั้นคงไม่ยอมให้เ้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปในจวนแม้แต่ก้าวเดียวแน่ และหากเป็เช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่แต่งงานเลย !”
เหลียงเฟยผลิยิ้มกว้างด้วยความซาบซึ้งใจ แต่ตัวเขาไม่มีเจตนาอวดอ้างแต่อย่างใด หากให้เหล่าไป๋ไปส่งถึงหน้าประตูจวนทุกคนก็จะรู้ว่าคู่หมั้นของเย่หลิวซูคือผู้ฝึกสัตว์อสูร แบบนั้นแล้วพวกเขาจะนินทากันว่าเป็การนำดอกไม้งามไปปักบนมูลวัว ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้นำพาผลประโยชน์ใด ๆ มาให้เขานัก
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหลียงเฟยก็ตัดสินใจได้ เขาพูดกับเหล่าไป๋ “เหล่าไป๋ การที่เ้าพาข้าลงจากูเานั้นก็ถือว่าเ้าได้ละเมิดกฎของสำนักแล้ว หากยังพาข้าไปยังตระกูลเย่ในเมืองหลวงอีกนั้น ดูจะเป็การโอ้อวดมากเกินไป มีคนรู้เขาคงไม่ดีนัก ดังนั้นเ้าพาข้าไปส่งที่ประตูเมืองก็พอแล้ว ไม่ต้องพาข้าไปถึงจวนตระกูลเย่หรอก ข้าไม่อยากให้เ้าต้องเดือดร้อน”
นกกระเรียนเห็นว่าคำพูดของเหลียงเฟยมีเหตุผลจึงส่งเสียงร้องตอบรับ ลึกเข้าไปในใจ เขามั่นใจมาก ๆ ว่าเหลียงเฟยคงจะมีเหตุผลอื่นอีกเป็แน่จึงได้เอ่ยออกมาเช่นนี้
ในสายตาของเหล่าไป๋ แม้เหลียงเฟยจะดูวู่วามและไม่รอบคอบ แต่แท้จริงแล้วเขาก็ฉลาดปราดเปรื่อง มากด้วยความกล้าหาญและสติปัญญา
สามวันให้หลัง เหล่าไป๋รักษาคำมั่นสัญญาไว้เป็อย่างดีโดยพาเหลียงเฟยลงจากูเาไปยังเมืองหลวง