รถคันนั้นเคลื่อนเข้าสู่หยุนไห่ไฮสคูล นี่คือโรงเรียนมัธยมชั้นนำแห่งหยุนไห่ คนที่เข้าเรียนที่นี่ได้หากไม่ร่ำรวยตระกูลก็ต้องเป็ใหญ่เป็โต แน่นอนว่าต้องมีนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมรวมอยู่ด้วย สำหรับนักเรียนประเภทนี้ จะได้รับทุนการศึกษาหลากหลายสาขา ดังนั้นสำหรับนักเรียนหัวกะทิที่ยากไร้ จึงมาเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งนี้มากกว่าจะเลือกไปเข้าโรงเรียนมัธยมทั่วๆ ไป
เฉิงหยู่มองทิวทัศน์ที่งดงามภายในโรงเรียน มีเด็กสาวทั้งสวยและน่ารักเดินอยู่มากมาย เฉิงหยู่หลับตาลงอ้าแขนพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ฟู่วว! วัยหนุ่มสาวช่างยอดเยี่ยม! คุ้มค่าแก่การมีชีวิตอยู่!
เฉิงหยู่ เริ่มระดมความคิดทบทวนความทรงจำระหว่างเดินไปยังห้องเรียน นี่คือชีวิตใหม่ และมันเป็ชีวิตที่เขาแสนจะปรารถนา
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ ระหว่างทางเมื่อเด็กผู้หญิงเห็นเขาต่างพากันหลีกหนี เดิมทีเฉิงหยู่คิดว่าทันทีที่ผู้หญิงเห็นเขาจะต้องพากันมารุมล้อมดูเขา มิหนำซ้ำเขายังไม่ทันได้อ้าปากพูด คนรอบๆ ก็พากันวิ่งหนีเตลิด หากลองใช้ความคิดก็จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เ้าหมอนี่เป็คนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในโรงเรียน ไม่แปลกที่คนจะพากันกลัว กลัวว่าจะได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจากเ้าหมอนี่ จึงช่วยไม่ได้ที่จะซ่อน!
เปิดตัว แรกเริ่มแสนอารมณ์สุนทรีย์ดื่มด่ำตอนนี้ชักเริ่มกระอักกระอ่วน ตรงไปยังห้องเรียนด้วยความเบื่อหน่าย พอเข้ามาในห้องเรียน ทุกคนต่างพากันเงยหน้าขึ้นมอง ทำสีหน้าอย่างกับว่าเห็นผี ก่อนจะทำเมินเฉยเหมือนไม่มีอะไร ราวกับรู้ต้องพ้องกันว่า นี่น้องสาว การยุ่งกับคนเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับหาที่ตาย ดูเหมือนว่าพวกนายก็น่าจะเข้าใจกันนะ
หลังจากค้นหาที่นั่ง เป็ที่นั่งถัดจากโต๊ะของบุปผาแห่งโรงเรียนซึ่งอยู่ในแถวเดียวกันไม่ได้แยก เฉิงหยู่เดินไปยังที่นั่งของเขา ก่อนจะเหลือบมองไปยังโต๊ะคนอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือวาง ส่วนโต๊ะตนเองกลับว่างเปล่า จากนั้นเขาก็เปิดฝาโต๊ะ แต่แล้วก็พบความว่างเปล่า ตอนนี้ชักเริ่มรู้สึกโกรธ ก่อนจะยืนขึ้นพร้อมกับะโ : " หนังสือของฉันไปไหน! "
พริบตาภายในห้องเรียนจากที่มีเสียงพูดคุยก็พลันเงียบสงัด พวกเขาเงยหน้าขึ้นไปที่ดวงตาของเฉิงหยู่ จากนั้นก็ก้มศีรษะมองที่หนังสือ
เฉิงหยู่ก็ก้มหน้ามองก่อนจะเห็นว่าเด็กสาวบุปผาแห่งโรงเรียนกำลังเงยหน้ามองมาที่ตนเอง จากนั้นก็ถามว่า: " หนังสือของฉัน? "
บุปผาแห่งโรงเรียน จ้องมองด้วยความสับสน ลักษณะท่าทางของเฉิงหยู่มันไม่เหมือนกับการเสแสร้ง จึงพูดขึ้นด้วยท่าทางใจเย็นว่า: " นายไม่เคยเอาหนังสือมาเรียน "
เฉิงหยู่พอได้ยินประโยคนี้ก็หน้าแดงฉาน ในใจอึดอัดฉิบหาย เม็ดเหงื่อเริ่มไหลท่วมร่างกาย อยากจะเค้นปราณหนีกลับไปยังโลกเซียน ฉันอยากกระทืบมันจริงๆ แค่เื่หนังสือก็ยังเป็แบบนี้ กะอีแค่หนังสือก็ยังไม่มี ว่าแต่ทำไมฉันถึงได้ไม่มีเื่นี้อยู่ในข้อมูลความทรงจำ? นี่มันเกลียดการอ่านหนังสือมากจนขนาดไม่คิดจะเก็บไว้ในหัวเลยรึไง? เฉิงหยู่จึงนั่งลงกับที่ เขาหน้าแตกยับเยิน เฉิงหยู่ ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้ว เ้าเด็กนี่ไม่มีความรู้สึกผูกพันต่อการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ มันจึงได้ตัดสินใจหายไปจากโลก โดยที่เขาได้มาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จากนี้ในอนาคตแทน
บุปผางามแห่งโรงเรียนเห็นท่าทางของเฉิงหยู่เช่นนี้ ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาแต่รู้สึกว่าเขาแปลกๆ ไป เธอรู้สึกว่าเขาดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อน ดังนั้นเธอจึงหยิบหนังสือใต้โต๊ะขึ้นมา ก่อนนำหนังสือเล่มหนายื่นไปข้างๆ เฉิงหยู่พลางเอ่ยขึ้นว่า " เอาไปสิ! จะให้นายยืมดู"
เฉิงหยู่มองดูหนังสือที่หลินยวีฮั่นส่งให้ ในความทรงจำของเขาจำได้ว่าหลินยวีฮั่นไม่เคยแม้แต่ชายตามองตนเอง เฉิงหยู่ยื่นมือไปรับหนังสือพร้อมเอ่ยคำ " ขอบคุณ! " เฉิงหยู่รู้ดีว่าเวลานี้ยังไม่ควรจะแสดงอาการอะไรออกมา เพื่อไม่้าจะทำให้เธอคิดว่าเขาเป็พวกชีกอ เพราะเธออาจจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง นี่เรียกว่าให้เหยื่อตายใจ โดยเว้นระยะห่าง
หนังสือนี่เป็หนังสือประวัติศาสตร์ เฉิงหยู่เปิดหน้าหนังสือก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยเข้ามาเตะจมูก นี่เป็การอธิบายได้ว่าเธอมักจะพลิกเปิดหนังสือเป็ประจำ ดูท่าเธอจะเป็นักเรียนที่ตั้งใจเรียนไม่น้อย
เฉิงหยู่ทำการอ่านหนังสืออย่างรวดเร็ว เพราะทุกสิ่งที่ผ่านตาเขาเขาสามารถจดจำมันได้แม่นยำ เพราะเขาเป็ผู้บำเพ็ญ นี่ถือเป็สัญชาตญาณอย่างหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้เขาไม่ใช่เซียนะ แต่ความสามารถบางอย่างยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าร่างกายนี้จะเลวร้ายห่วยแตกมากเกินไป แต่รอให้เขาปรุงโอสถสมุนไพรเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย จากนั้นก็ทำการรักษาจุดชีพจรต่างๆ เท่านี้เขาก็สามารถกลับมาบ่มเพาะบำเพ็ญได้ นี่นับเป็ข้อดีของปรมาจารย์ปรุงยา ด้วยเหตุนี้เอง ปรมาจารย์ปรุงยาจึงถือเป็สิ่งสำคัญที่ต้องหมั่นศึกษาทำความเข้าใจอยู่ตลอด
เมื่อได้เห็นวิธีการอ่านของเฉิงหยู่ หลินยวีฮั่นก็ตระหนักแล้วว่าััที่หกของเธอมันผิด ประเสริฐ! ฉันผิดเอง! ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าตาฝาด ที่แท้เขาก็ยังเป็คนแบบเดิม คงไม่มีใครเปลี่ยนแปลงเขาได้
หลังจากผ่านไป 10 นาที เฉิงหยู่ ก็ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์จนจบ เขาก็ส่งหนังสือคืนให้กับ หลินยวีฮั่น " จำมันได้หมดแล้ว พอจะมีหนังสือเล่มอื่นให้ฉันยืมได้มั้ย? "
มองดูหนังสือที่ยื่นกลับมา หลินยวีฮั่นก็ส่งหนังสือรัฐศาสตร์ให้ ผ่านไปอีก 10 นาที เฉิงหยู่ก็ยื่นหนังสือคืนหลินยวีฮั่น " จะดูอีกมั้ย? " หลินยวีฮั่นเอ่ยถามขึ้น
เฉิงหยู่พยักหน้า ก่อนจะรับเอาหนังสือภาษาอังกฤษที่หลินยวีฮั่นส่งให้ พริบตาเดียวที่เฉิงหยู่เปิดดูเขาก็ส่งมันคืนให้กับหลินยวีฮั่น
" เกิดอะไรขึ้น? " เมื่อเห็นว่าเฉิงหยู่มองดูมันเพียงครู่เดียว เธอจึงหันกลับไปพร้อมกับถามด้วยความประหลาดใจ
" อ่านไม่ออก เธอช่วยเปลี่ยนเล่มให้ฉันหน่อย "
" แล้วสองเล่มก่อนหน้านี้นายอ่านเข้าใจด้วยเหรอ? "
เฉิงหยู่เพียงแค่พยักหน้า
" นายจำมันได้หมดหรือเปล่า? "
เฉิงหยู่พยักหน้าอีกครั้ง
" จริงเหรอ? " หลินยวีฮั่น แสดงท่าทางไม่อยากเชื่อ
" จริง! "
" ถ้างั้นฉันจะถามคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ " หลินยวีฮั่น จึงได้เริ่มตั้งคำถามขึ้น
เฉิงหยู่สามารถตอบกลับได้ทันที นอกจากจะบอกคำตอบได้เขายังบอกได้ว่ามันอยู่หน้าที่เท่าไหร่
หลินยวีฮั่นจึงรีบหยิบหนังสือขึ้นมาพร้อมกับเปิดหน้าที่เฉิงหยู่ตอบ และมันก็ถูกต้องตามนั้น จากนั้นหลินยวีฮั่นก็ได้ตั้งคำถามอีกหลายข้อ รวมไปถึงเื่รัฐศาสตร์ ตราบใดที่มันมีอยู่ในหนังสือ เฉิงหยู่ ก็สามารถตอบกลับได้ทุกข้อรวมไปถึงระบุหน้า
หลินยวีฮั่น จ้องมองเฉิงหยู่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ช้าก็พูดขึ้น " ไม่ใช่ว่านายแอบไปอ่านมาก่อนหรอกนะ "
" แล้วทำไมฉันจะต้องโกหก? หรือว่าคิดว่าฉันทำไปเพราะอยากจะใกล้ชิดกับเธอ! "
ได้ยินการตอบกลับของเฉิงหยู่ หลินยวีฮั่นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา ก่อนจะกัดฟันพูด " ก็อาจจะใช่ ไม่อย่างนั้นนายจะจำได้ไงภายในเวลาสั้นๆ นายอาจจำได้ตอนนี้แต่อีกไม่ช้าเดี๋ยวนายก็ลืม! ถึงแม้นายอาจจะไม่ลืมแต่นายไม่มีทางจำได้ในเวลาอันรวดเร็ว "
" เหอะเหอะ สาวน้อย เธอเข้าข้างตัวเองมากไปแล้ว! คิดว่าฉันจำเป็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะมาอวดความรู้ต่อหน้าเธองั้นเหรอ แล้วถ้าเธอไม่ถามฉันนี่ไม่เท่ากับว่าสูญเปล่าหรอกรึยังไง อีกอย่างนะ ถ้าให้ฉันเอาเวลาไปเสียกับการมานั่งอ่านหนังสือ สู้ฉันเอาไปเวลาไปอยู่กับสาวๆ ดีกว่า! " เฉิงหยู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
" หึ ใครจะรู้ว่านายมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ " หลินยวีฮั่นรู้สึกโกรธ จึงสะบัดหน้าไปทางอื่นเมินใส่เขา ระหว่างจ้องดูหนังสือ
มองดูหลินยวีฮั่นที่กำลังโกรธ เฉิงหยู่ก็รู้สึกได้ใจ แต่กลัวว่าเธอจะไม่พูดด้วย ทว่าสำหรับเซียนะมีวิธีสารพัดที่จะจัดการ พูดได้ว่าลูกเจี๊ยบตัวน้อยนี้น่าสนใจเป็พิเศษ เฉิงหยู่จึงไม่ได้พูดใดๆ ต่อ ใช้แขนพาดหลังเก้าอี้เอาหัวพิง ระหว่างจ้องมองใบหน้าของหลินยวีฮั่นอย่างเงียบๆ ช่างขาว ช่างอ่อนโยน จนรู้สึกว่าอยากจะเขมือบกิน
ทั้งสองคนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หนึ่งคนนั่งดูหนังสือ อีกคนนั่งมองคนที่กำลังดูหนังสือ " คุณอยู่บนสะพานเพื่อชมทิวทัศน์ ส่วนทิวทัศน์มองคุณจาก้า " มันอาจจะเป็ความรู้สึกเช่นนี้!
บางทีหลินยวีฮั่นก็อาจจะนึกถึงกวีบทนี้เช่นกัน! ดังนั้นใบหน้าของเธอจึงกลายเป็สีแดง ก่อนจะพูดด้วยความโกรธ " ใครมองนาย! "
" ฉันมองเธอ! " เฉิงหยู่เป็คนเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
" หึ " หลินยวีฮั่นยังคงโกรธ หันกลับมามองที่หนังสือ
เฉิงหยู่ไม่ได้สนใจ ยังคงใช้มือพิงศีรษะ มองดูเธออยู่เงียบๆ ขณะมองใบหน้าที่โกรธจนกลายเป็สีแดงจู่ๆ เธอก็หันไปถามเฉิงหยู่อย่างใจเย็นว่า “นายจะยั่วโมโหกันใช่มั้ย ?”
" ใช่แล้ว "
" ทำไมเหรอ? "
" หรือว่าเธอรำคาญ "
" แต่ฉันก็ไม่ได้ขอให้เธอมายุ่งสักหน่อย ทำไมเธอต้องรำคาญฉัน "
" หรือเธอไม่อนุญาตให้ฉันมอง "
" งั้นเอาแบบนี้ เธอก็ให้ฉันยืมหนังสือ ฉันจะได้เลิกมองเธอ "
หลินยวีฮั่นหยิบหนังสือสองเล่มส่งให้เขาโดยไม่พูดใดๆ ต่อ เฉิงหยู่รับมาก่อนจะตั้งใจอ่านหนังสืออย่างจริงจัง พอเห็นว่าเฉิงหยู่ไม่ได้จ้องมองตนเอง หลินยวีฮั่นก็อ่านหนังสือต่อ ในเวลาไม่ช้า เสียงของเฉิงหยู่ก็เปล่งออกมา
" นี่เธอคงไม่ได้อิจฉาฉันที่มีความสามารถในการจดจำหนังสือหรอกนะ "
" ใครอิจฉานาย! "
" ถ้าเกิดว่าอิจฉาจริงๆ ฉันก็พอช่วยเธอได้ เธอจะได้มีความสามารถในการจำแบบเดียวกับฉัน " เฉิงหยู่พูดโน้มน้าว
" หึ ฉันไม่้า " ในความเป็จริงหลินยวีฮั่นก็อยากจะรู้วิธี แต่ว่าไม่กล้าที่จะยอมรับ เธอเป็คนที่ได้อันดับหนึ่งของชั้นเรียน แล้วจะยอมขอความช่วยเหลือจากเ้าวายร้ายนี้ได้ยังไง ไม่มีทางยอมรับ อีกอย่าง เ้าหมอนี่ยังเ้าชู้ เฉิงหยู่ไม่ได้รู้เลยว่าภายในใจเธอภาพลักษณ์เขาดูย่ำแย่มันมีแต่ความรู้สึกในด้านลบมากมาย เฉิงหยู่เองก็พอจะรู้ เขาจึงไม่ได้สนใจ ในสายตาบุปผาแห่งโรงเรียนไม่เคยมองเขาในด้านบวก แต่เขาเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกัน เธอจะต้องเปลี่ยนความคิด ยอมรับในตัวเขา
เห็นสีหน้าหลินยวีฮั่น เฉิงหยู่ก็ไม่คิดจะพูดกับเธอ และวันนี้ทั้งวันก็ยังคงเป็เช่นเดิม เขาใจจดใจจ่ออยู่กับหนังสือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่3 ส่วนใหญ่มักจะเรียนด้วยตัวเอง นี่ก็เพื่อการสอบเข้า คาบที่อาจารย์มาบรรยายจึงค่อนข้างมีน้อย
่เช้าเฉิงหยู่ได้อ่านตำราเรียนจบไปกว่าครึ่งหนึ่ง ที่เหลือค่อยมาดูต่อในวันพรุ่งนี้ ่บ่ายเฉิงหยู่ตั้งใจว่าจะไม่ไปเข้าเรียน เนื่องจากมีสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียน้าทำ เมื่อสิ้นสุดคาบเช้า ลูกพี่ลูกน้องจ้าวหยุนฟางก็วิ่งมาหาที่หน้าประตูห้องเรียนเพื่อพาเขาไปทานอาหาร
ทั้งสองคนออกจากโรงเรียน ตรงไปยังร้านอาหารหูหนานเพื่อหาอะไรทาน พอมาถึงก็นั่งลง เฉิงหยู่ก็พูดกับจ้าวหยุนฟางว่า " ลูกพี่ลูกน้อง ่บ่ายฉันว่าจะไม่ไปเข้าเรียน "
" ไอ้หยา! เอาจริงดิ? "
" ในเมื่อฉันไม่ไป่บ่าย ฉันตั้งใจว่าจะยืมรถเธอใช้สักหน่อย " สำหรับเื่รถยนต์ เฉิงหยู่ค่อนข้างให้ความสนใจ เพราะนับจากนี้เขาไม่สามารถเหาะเหินได้ ถึงแม้ว่าจะเหาะเหินได้ เขาก็ย่อมไม่สามารถเหาะไปไหนมาไหนในเมืองใหญ่เช่นนี้ ดังนั้นรถยนต์จึงเป็สิ่งที่เขา้าจะัั
" ไม่ได้ " จ้าวหยุนฟางรีบเอ่ยปากปฏิเสธ
" ทำไมล่ะ? "
" รถคันนี้มันเป็รถที่ฉันรักราวกับสมบัติ มีแค่ฉันเท่านั้นที่จะขับมัน อีกอย่างนายคงจะไปรับผู้หญิงมาขึ้นรถฉันแน่ๆ ฉันคงยอมให้นายเอารถของฉันไปรับผู้หญิงพวกนั้นมามั่วไม่ได้ หากเป็แบบนั้นฉันคงไม่กล้าขับมันอีก ที่สำคัญนายจำเป็จะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นายจะโดดเรียนได้ยังไง? ถ้าทำแบบนั้นตอนเย็นฉันจะฟ้องคุณป้า " จ้าวหยุนฟางพูดพลางถอนหายใจ เหตุผลเหล่านี้คงไม่มีเพียงพอที่จะปฏิเสธไม่ให้เฉิงหยู่ยืม ในที่สุดจึงวางแผนว่าถ้ากลับบ้านไปเย็นนี้จะฟ้องให้คุณป้าฟัง
" ฉันสัญญาว่าจะไม่ไปรับผู้หญิง อีกอย่างฉันก็ท่องจำหนังสือได้มากแล้ว นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกอาการไม่ค่อยดี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันจึงตั้งใจว่าจะไปหาซื้อยา นำมาฟื้นฟูร่างกาย เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด และเพื่อให้ได้อันดับต้นๆ ของประเทศ " สีหน้าของเฉิงหยู่ดูจริงจัง เคร่งขรึม ราวกับว่ายอมตายได้เพื่อประเทศชาติ
จบตอน