ความเงียบที่กดทับโรยตัวลงบนร่างของประมุขจ้าวเขานั่งนิ่งราวกับรูปสลักหิน ก่อนที่ลมหายใจอันหนักอึ้งจะพรูออกมา เงาบนใบหน้าเปลี่ยนจากความลังเลเป็นความกร้าวแกร่งอย่างเด็ดเดี่ยวราวกับแม่ทัพที่ตัดสินใจสละเมืองเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเอี้ยเสวียนและจ้าวเมืองหลิวด้วยแววตาที่ทั้งสับสนและยอมจำนน
"ตามข้ามา" น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและไร้ซึ่งพลังอำนาจที่เคยมี
ทั้งสองคนเดินตามประมุขจ้าวไปด้านใน ก่อนที่ประมุขจ้าวจะพาเดินผ่านสิ่งก่อสร้างหลายแห่งและไปหยุดที่ข้างภูเขาจำลองลูกหนึ่งก่อนที่ประมุขจ้าวจะกดมือไปที่แผ่นหินที่ไม่สะดุดตา ทันใดนั้นเองเกิดเสียงดัง
ครืด...
เสียงหินเสียดสีกันดังก้องก่อนจะเปิดทางสู่ความมืดมิดที่กลืนกินแสงสว่างกลิ่นธูปสมุนไพรที่ควรจะให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์บัดนี้กลับเจือด้วยกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยสวนขึ้นมาปะทะจมูกราวกับลมหายใจของสุสานโบราณ
โถงทางเดินทอดยาวสู่เบื้องลึกของคฤหาสน์ เสาหินแกะสลักรูปสัตว์อสูรยืนเฝ้าทางเดินราวกับจับตาทุกการเคลื่อนไหวพรมสีหม่นที่เหยียบย่ำส่งเสียงแผ่วเบาเหมือนลมหายใจของวิญญาณความสงัดนั้นทำให้เสียงลมหายใจของประมุขจ้าวดังชัดเจนยิ่งขึ้นราวกับเป็นเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดในใจ
กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นเหล็กสนิมและกลิ่นหวาดหวั่นที่ฝังรากมานานลอยเข้ามาปะทะประสาทสัมผัสราวกับเป็นกลิ่นของความหวาดกลัวและความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจลบเลือนได้
บันไดหินทอดลึกลงไป ที่ปลายทางไม่ใช่คุกใต้ดินแต่เป็นห้องโถงที่สว่างเรืองรองด้วยแสงสีแดงจากอักขระนับร้อยที่สลักไว้บนผนังและพื้นบนแท่นหินกลางห้อง ร่างของชายหนุ่มรูปงามนอนหลับใหลราวกับเจ้าชายนิทราหากแต่บนผิวขาวซีดของเขากลับมีลวดลายอักขระสีแดงเข้มสลักไว้ทั่วร่างราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นมันบีบรัดและหยั่งรากลึกลงไปในทุกอณูของร่างกาย
“นี่มันจ้าวเฉิน บุตรชายของท่านนี่ประมุขจ้าว” เจ้าเมืองหลิวจำหน้าของชายที่นอนอยู่บนแท่นหินได้เนื่องจากเคยพบเห็นหลายครั้งแต่การพบในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เจ้าเมืองหลิวไม่ได้คาดคิดมาก่อน
"เรื่องทั้งหมด...มันเริ่มจากลูกชายของข้า... จ้าวเฉิน" ประมุขจ้าวเอ่ยเสียงเครือมือที่กำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาที่เคยผ่านประสบการณ์ต่างๆมานับครั้งไม่ถอยบัดนี้กลับแดงก่ำและสั่นระริก
เขาเล่าว่า จ้าวเฉิน บุตรชายคนรองผู้เป็นหัวแก้วหัวแหวนของเขา ได้ออกเดินทางไปหาประสบการณ์ประมุขจ้าวที่ไม่สามารถทนต่อการอ้อนวอนของลูกได้อีกทั้งยังคิดว่าให้บุตรของตนไปเรียนรู้ชีวิตข้างนอกบ้างน่าจะเป็นผลดีจึงอนุญาตให้จ้าวเฉินเดินทางไปพร้อมกับองค์รักษ์จำนวนหนึ่งโดยสั่งว่าภายในหนึ่งปีต้องกลับมาจ้าวเฉินที่ได้รับอนุญาตดีใจเป็นอย่างมากจึงได้ออกเดินทางไปทางทิศเหนือและตั้งใจจะไปเยือนเมืองหลวงของอาณาจักรก่อนที่จะกลับบ้าน
เมื่อครบหนึ่งปี จ้าวเฉินได้กลับมาบ้านพร้อมองค์รักษ์ที่ออกไปทุกคนปลอดภัยกลับมาแต่ว่าประมุขจ้าวพบว่าบุตรชายของตนเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป มักเก็บตัวเงียบขรึมไม่ค่อยคุยกับใครและนอกจากองค์รักษ์ที่ออกไปด้วยกันแล้วจ้าวเฉินไม่อนุญาติให้ใครเข้าใกล้
“ไม่ทราบว่า คุณชายจ้าวได้บอกเล่าหรือไม่ขอรับว่าได้เดินทางไปที่ใหนมาบ้าง?”เอี้ยเสวียนถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ประมุขจ้าวกล่าวตอบไปว่า “ข้าฯได้สอบถามว่าการเดินทางเป็นอย่างไรบ้างแต่จ้าวเฉินก็เพียงบอกสั้นๆว่าดี”
จ้าวเมืองหลิว:"แล้วท่านไม่สังเกตเห็นสิ่งใดผิดปกติในตอนแรกเลยหรือ? ท่าทาง?การพูดจา?กิจวัตรประจำวัน"
"แรกๆ ข้าก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากนักคิดว่าเป็นเรื่องของคนหนุ่มที่ออกไปเจอโลกภายนอกแล้วมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามที่คิดทำให้กระทบกระเทือนจิตใจจึงกลายเป็นคนเก็บตัว" ประมุขจ้าวกล่าวด้วยสีหน้าหมองคล้ำ
"แต่เมื่อเริ่มมีข่าวคนหายตัวเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และมักจะเป็นวันที่ตรงกับวันที่จ้าวเฉินเรียกให้องค์รักษ์มาคุ้มกันที่หน้าห้องทุกครั้งความสงสัยก็เริ่มกัดกินใจข้า"
ประมุขจ้าวเริ่มสังเกตการณ์พฤติกรรมของบุตรชายอย่างลับๆเขาพบว่าในคืนที่เกิดเหตุ จ้าวเฉินมักจะออกจากห้องไปในเงามืดและกลับมาพร้อมกับกลิ่นอายประหลาดที่ติดตัวมาด้วย"ข้าพยายามสืบหาความจริงด้วยตนเองเงียบๆ โดยไม่ให้ใครรู้" เขาเล่าต่อ"จนกระทั่งคืนหนึ่ง ข้าตัดสินใจสะกดรอยตามจ้าวเฉินไป..."
สิ่งที่ประมุขจ้าวพบเห็นในคืนนั้นทำให้เขาต้องตัวชาด้วยความหวาดกลัวจ้าวเฉินไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ แต่เขากลับเดินทางไปในเมืองต่างๆที่อยู่ใกล้ๆที่ข้าฯแปลกใจคือจ้าวเฉินเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วมากขนาดข้าที่อยู่ในขั้นมนุษย์ขั้นสูง ยังตามเกือบไม่ทันข้าฯจึงติดตามอย่างใกล้ชิดจนพบว่าจ้าวเฉินหลบในมุมมืดแห่งหนึ่งในเมือง และทันทีที่มีคนเดินมาในมุมดังกล่าวข้าไม่รู้ว่าจ้าวเฉินทำได้อย่างไรเหมือนมีเงาดำยืดออกไปจากตัวเขาแล้วโอบล้อมร่างของคนนั้นไว้ก่อนที่คนๆนั้นจะกลายเป็นศพที่ไม่มีชีวิต และจ้าวเฉินจะปรากฏตัวแล้วอุ้มศพหายไป
"หัวใจข้าแทบสลายเมื่อเห็นบุตรชายของตนทำเรื่องเช่นนั้นในตอนนั้นข้าฯไม่รู้ตัวว่าจ้าวเฉินหายไปตอนใหนเพราะมัวแต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น "ประมุขจ้าวกล่าวเสียงสั่น "แต่ข้ารู้ว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดเขา"
“แล้วท่านทำอะไรต่อไป?” เจ้าเมืองหลิวถามต่อด้วยความสงสัย
“หลังจากวันนั้น เมื่อข้าฯกลับมาที่บ้านจึงได้เรียกผู้อาวุโสที่เขาไว้ใจที่สุดสองสามคนมาปรึกษา ข้าฯ... วางแผนกับผู้อาวุโสที่ไว้ใจที่สุดเรียกจ้าวเฉินมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน มื้อนั้น... ข้าฯเป็นคนใส่ยาสลบลงในอาหารของลูกชายตัวเองด้วยมือคู่นี้"ประมุขจ้าวมองมือที่สั่นเทาของตน
"แต่ดูเหมือนจ้าวเฉินจะรู้ตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นมองหน้าข้าเห็นนัยน์ตาคู่นั้นเปลี่ยนเห็นสีแดงดั่งเลือด” ก่อนที่จ้าวเฉินจะเอ่ยปากถามข้า
“ท่านพ่อ!ท่านใส่อะไรมาในอาหารให้ข้ากินหรือ? เสียงที่กล่าวออกมาตอนนั้น ข้ายังจำได้มันไม่ใช่เสียงของลูกชายข้า”ประมุขจ้าวเอ่ยด้วยเสียงที่ยังคงตื่นตระหนกเมื่อนึกย้อนไปถึงวันนั้น
“ข้าและผู้อาวุโสอีกสามคนจึงต้องเผยตัวออกมาและใช้กำลังเข้าจับกุม" "มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"เขาเล่า
"พลังของจ้าวเฉินแข็งแกร่งเกินกว่าที่เราคาดไว้ ข้าฯและผู้อาวุโสหลายคนช่วยกันสกัดและผนึกพลังของเขาลงไปจนในที่สุดก็จับตัวเขาไว้ได้"
จ้าวเฉินถูกขังไว้ในห้องใต้ดินที่มั่นคงที่สุดแห่งนี้ ประมุขจ้าวพยายามหาหมอและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนมารักษาบุตรชายแต่ไม่มีใครสามารถวินิจฉัยอาการหรือรักษาเขาได้เลยอาการของจ้าวเฉินมีแต่จะทรุดลงเรื่อยๆ ร่างกายซูบผอมลงทุกวันและไอมารที่ห่อหุ้มตัวเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“แล้วบรรดาองค์รักษ์ที่จ้าวเฉินไว้ใจเหล่านั้นหายไปใหน”เจ้าเมืองหลิวสอบถามด้วยความสงสัย
“เมื่อจับจ้าวเฉินได้แล้วข้าจึงให้ผู้อาวุโสสามท่านไปจัดการจับตัวองค์รักษ์เหล่านั้นมาแต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น” ประมุขจ้าวเมื่อกล่าวถึงตอนนี้ ส่ายศีรษะด้วยความไม่เชื่อ
“เกิดอะไรขึ้น”เจ้าเมืองหลิวสอบถามด้วยความสงสัยทั้งในคำพูดและกริยาของประมุขจ้าว
“เมื่อบรรดาผู้อาวุโสไปถึง ห้องพักขององค์รักษ์ทั้งสี่พบแต่เพียงร่างกายที่แห้งกรังไม่มีเลือดเนื้อไม่มีกระดูกและอวัยวะภายในเหลือเพียงแต่หนังหุ้มอยู่เท่านั้น”ประมุขจ้าวกล่าว
“อะไรนะ เหลือเพียงหนังหุ้ม” เจ้าเมืองหลิวกล่าวขึ้นมาอย่างไม่เชื่อ
เอี้ยเสวียนกลับคิดไปถึง “หุ่นเชิดมนุษย์”
"จนกระทั่งเมื่อประมาณสามเดือนก่อน"ประมุขจ้าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ "มีนักพรตเร่ร่อนคนหนึ่งมาที่คฤหาสน์ของข้าเขาอ้างว่าเขาเห็นบ้านข้ามีไอมารปกคลุมคาดว่าในที่นี้อาจจะมีใครที่โดนมารควบคุมจิตใจอยู่จึงเสนอตัวว่าสามารถช่วยเหลือจ้าวเฉินได้"
“ตอนแรกข้าฯก็ไม่ค่อยศรัทธาในนักพรตคนนี้เท่าไร แต่เมื่อลองทดสอบดูนักพรตผู้นั้นสามารถบอกเรื่องที่คนนอกไม่รู้เช่น
“ช่วงเวลาที่อาการกำเริบ จ้าวเฉินจะมีนัยน์ตาเป็นสีแดงก่ำ” หรือ
“คำที่จ้าวเฉินมักจะพูดออกมา ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง! แต่นักพรตคนนี้สามารถบอกออกมาได้”
และอีกหลายเรื่องของจ้าวเฉินรวมถึงอาการต่างๆได้อย่างตาเห็นข้าฯที่รู้สึกเหมือนคนจะจมน้ำแล้วมีอะไรลอยผ่านมาก็คว้าไว้ก่อนจึงได้เชิญนักพรตคนนั้นมาพบจ้าวเฉิน”
ประมุขจ้าวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“เมื่อนักพรตคนนั้นเห็นจ้าวเฉิน เขาลงมือตรวจร่างกายจ้าวเฉินหลังจากนั้นบอกกับข้าฯว่าจ้าวเฉินน่าจะพลาดไปโดนไอมารจากสถานที่ที่มีพลังหยินแน่นหนาโดยไม่รู้ตัวจนพลังดังกล่าวกัดกินร่างกายและจิตใจ โชคดีที่ข้ามาเจอก่อน”
“หลังจากนั้นนักพรตคนนั้น ก็ได้ลงอักขระที่ร่างกายของจ้าวเฉิน น่าแปลกใจที่ทันทีที่อักขระตัวแรกปรากฏขึ้นจ้าวเฉินก็สงบลงและหลับไปนั่นทำให้ข้าฯรู้สึกว่า นักพรตคนนั้นน่าจะสามารถรักษาลูกข้าได้”ประมุขจ้าวกล่าวต่อ “นักพรตท่านนั้นยังลงอักขระอีกจำนวนมากตามตัวของจ้าวเฉินพร้อมทั้งบอกว่าอักขระเหล่านี้จะคอยปกป้องและดูดซับพลังงานด้านมืดไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของจ้าวเฉิน และจะต่อต้านพลังมารในตัวเขาเอง"
“หลังจากนั้นนักพรตผู้นั้นยังได้มอบตำรับยาโบราณให้แก่ข้าฯโดยสั่งให้ปรุงยาให้จ้าวเฉินดื่มทุกวันเป็นเวลา 108 วัน "
เอี้ยเสวียนเดินเข้าไปใกล้อักขระเหล่านั้นอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาทอประกายก่อนที่เข้าจะใช้พลังแห่งดวงตาหยินหยางเมื่อพลังแห่งหยินหยางปรากฎสิ่งที่เอี้ยเสวียนเห็นคืออักขระบนร่างของจ้าวเฉินมีไอสีดำลอยออกมาจำนวนมากแต่ทันใดนั้นเอง นัยน์ตาอีกข้างของเอี้ยเสวียนก็ส่องประกายสีทองขึ้นมา“นัยน์ตาสูญตา”กลับทำงานขึ้นมาเองทำให้เอี้ยเสวียนสงสัยเป็นอย่างมากเพราะเขาไม่ได้เรียกใช้งานก่อนที่เอี้ยเสวียนจะมองไปที่อักขระเหล่านั้นอีกครั้งก่อนที่จะพบเห็นสิ่งที่น่ากลัวที่เกิดขึ้น
อักขระที่จารึกอยู่บนตัวของจ้าวเฉินที่เอี้ยเสวียนเห็นตอนนี้ไม่เพียงแต่มีไอมารสีดำที่ลอยออกมาเท่านั้นแต่พวกมันกลับเข้าไปในร่างของจ้าวเฉินตามจังหวะการหายใจและเมื่อจ้าวเฉินหายใจเข้าไอมารสีดำที่ออกมาจากอักขระจะมีสีเข้มมากขึ้นแต่ที่น่าตกตะลึงกว่านั้นคือ เอี้ยเสวียนเห็นใบหน้าของคนจำนวนมากที่ลอยอยู่ในไอมารเหล่านั้นและใบหน้าที่ลอยอยู่ในไอมารนั้นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดปากอ้ากว้างเหมือนกำลังส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
“นี่มันอะไรกัน?หรือว่าวิญญาณเหล่านี้จะเป็นวิญญาณของคนที่หายไป?มิน่านัยน์ตาหยินหยางถึงสังเกตไม่เห็นอะไรแล้วนี่คือสาเหตุที่นัยน์ตาสูญตาทำงานเองสินะ” เอี้ยเสวียนคิดในใจ
เขาหันไปมองประมุขจ้าว "ท่านประมุขขอข้าดูตำรับยาที่ท่านให้บุตรชายดื่มได้หรือไม่?"
ประมุขจ้าวรีบส่งตำรับยาที่เก็บรักษาไว้อย่างดีให้เอี้ยเสวียนรับมาพลิกดูเพียงครู่เดียว ก่อนจะส่งคืนพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด"นักพรตผู้นั้นบอกว่า 108 วันจะครบเมื่อไหร่ขอรับ?"
"อีกสามวัน"ประมุขจ้าวตอบเสียงอ่อน
เอี้ยเสวียนปิดเปลือกตาลงช้าๆ เมื่อเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเขาที่เดิมเหมือนน้ำในบ่อน้ำโบราณที่ไม่มีอะไรมากระทบก็ฉายแววดุจดั่งดวงดาวที่ส่องแสงยามค่ำคืน ก่อนที่จะกล่าวว่า "ท่านประมุข ข้าขอเอาเกียรติของนักจารึกอักขระ9 ดาวทองรับประกันว่าอักขระบนร่างของคุณชายจ้าวไม่ใช่เอาไว้รักษาคุณชายจ้าวแต่พวกมันมีไว้เพื่อกักขังดวงวิญญาณของคนที่หายไป อีกทั้งอักขระเหล่านี้...มันเป็นอักขระแบบเดียวกับที่ข้าเคยเห็นมันคืออักขระแบบเดียวกับที่จารึกอยู่บนคัมภีร์แห่งบาป" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยทอดสายตามองไปที่ประมุขจ้าวและเจ้าเมืองหลิวที่ยืนนิ่งด้วยความตกใจ"คัมภีร์ที่เป็นวัตถุแห่งชีวิตของจอมมาร"
บรรยากาศในห้องใต้ดินพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันทีคำพูดของเอี้ยเสวียนดังก้องในความเงียบงันเจ้าเมืองหลิวถึงกับถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ
“จอมมาร? ใครคือจอมมาร?แล้วจุดประสงค์ของมันคืออะไร?แล้วทำไมต้องเป็นลูกชายข้า?ทำไม” ประมุขจ้าวหน้าซีดเผือดราวกับคนตายพร้อมทั้งกล่าวด้วยเสียงอันดังบ่งบอกถึงความตื่นตกใจสุดขีด
"เรื่องจอมมารนั้นข้าฯจะเล่าให้ท่านฟังทีหลังสิ่งที่อยากจะบอกคือสมุนไพรที่ท่านให้บุตรชายท่านดื่มนั้น..." เอี้ยเสวียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเดือดดาล"มันไม่ใช่ยาบำรุง แต่เป็นยาที่ค่อยๆเปลี่ยนร่างของบุตรชายท่านให้กลายเป็นภาชนะที่สมบูรณ์แบบสำหรับบางสิ่งบางอย่าง"
ประมุขจ้าวทรุดลงไปนั่งกับพื้นด้วยความตกใจสุดขีด"ไม่จริง!"
"ข้าฯก็หวังว่ามันจะเป็นเรื่องไม่จริง"เอี้ยเสวียนกล่าว "นักพรตผู้นั้นกำลังเตรียมการบางอย่างและบุตรชายของท่านคือเบี้ยที่เขาจะใช้"
“ท่านประมุขไม่ทราบว่าได้ถามชื่อของนักพรตคนนั้นหรือไม่ขอรับ”เอี้ยเสวียนสอบถามขึ้นมา เหมือนเอะใจบางอย่าง
“นักพรตนั้น ข้าฯได้ได้ยินเขาเรียกตนเองว่านักพรตหลิงแต่ไม่ได้เอ่ยชื่อออกมา” ประมุขจ้าวกล่าว
“ไม่มั้ง? บังเอิญอะไรปานนี้!”เอี้ยเสวียนคิดในใจ