ศาสตราสามภพ เสี้ยวจันทราเหนือหิมะ

    บทที่ 17 บทเพลงและบาดแผล

     

            เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังสม่ำเสมอท่ามกลางแสงอรุณที่ค่อย ๆ พ้นขอบฟ้า ท่าเรือเทียนซานเริ่มมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง เรือสินค้าขนาดใหญ่หลายลำจอดเทียบท่าอยู่ริมฝั่ง ขณะที่ผู้คนจากทั้งสามภพกำลังขนย้ายสินค้าอย่างเร่งรีบไปตามเส้นทางสู่หมู่บ้านเชิงเขาเทียนซาน


            เยว่เทียนอวิ๋นเดินนำกลุ่มคุ้มกันสินค้าฝ่าผู้คนที่สัญจรไปมา สายตาคอยตรวจตราลังสินค้าหลายสิบใบซึ่งกำลังถูกลำเลียงขึ้นจากเรือ กระทั่งเหลือบเห็นร่างผู้หนึ่งเดินสวนมา เขาจึงชะงักฝีเท้าทันที


            “ท่านโม่”


            เยว่เทียนอวิ๋นยกมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามหยุด ก่อนประสานมือคารวะบุรุษในอาภรณ์สีเพลิงเบื้องหน้า โม่หยวนซางพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ติดตามอีกสองคนยืนอยู่ด้านหลังไม่ห่าง


            เยว่เหยียนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเงยหน้ามองผู้ปกครองภพอสูร


            “ครั้งนี้ข้าอาสามาคุ้มกันสินค้าจากสุ่ยหลิงมาส่งยังจวินเหิงหย่วน”


            เยว่เทียนอวิ๋นกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง


            “เดิมทีตั้งใจจะแวะไปหาเสวี่ยหลิงด้วย ไม่เจอนางมานานแล้ว”


            โม่หยวนซางเหลือบมองลังสินค้าที่กำลังถูกขนย้ายอยู่ด้านหลัง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ


            “ท่านอาจมาเสียเที่ยวแล้ว”


            เยว่เทียนอวิ๋นชะงักเล็กน้อย


            “หืม?”


            “ตอนนี้นางคงถึงต้าเซี่ยแล้ว ข้าพบนางเมื่อห้าวันก่อนที่ป่าเคียงเทพ”


            ความเสียดายฉายผ่านแววตาของเยว่เทียนอวิ๋นเพียงชั่วครู่ ก่อนเขาจะหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า


            “เช่นนั้นก็คงคลาดกันอีกแล้ว”


            เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยความจริงใจ


            “อย่างน้อยข้าก็ยังต้องขอบคุณท่านที่คอยดูแลนาง”


            โม่หยวนซางนิ่งเงียบ สายตาจับอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเช้า


            “ครั้งนั้น...ข้าช่วยมารดาของนางไม่ได้”


            คำพูดสั้น ๆ ทำให้เยว่เทียนอวิ๋นกำหมัดแน่น วินาทีถัดมาเขาคุกเข่าลงโดยไม่ลังเล


            “ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้น”


            น้ำเสียงของเขาหนักแน่นกว่าทุกครั้ง


            “ครั้งนั้นท่านช่วยครอบครัวข้าไว้มากแล้ว ถึงขั้นทำให้ตนเองมีปัญหากับสภา”


            ลมทะเลยามเช้าพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง


            “ผู้ที่ผิดคือพวกข้า”


            เสียงของเขาแ๵่๭ลง


            “พวกข้ายังไม่อาจหักห้ามใจจากความรัก จนต้องสูญเสียนางไป”


            โม่หยวนซางทอดสายตามองชายซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก่อนก้าวเข้าไปแตะบ่าแล้วพยุงให้ลุกขึ้น สายตาเหลือบผ่านมีดสั้นที่แนบอยู่ข้างเอวของเยว่เทียนอวิ๋นเพียงชั่วครู่


            “ฮูหยินเยว่เลือกปลิดชีพตนเอง”


            น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง


            “ก็เพราะนางเชื่อมั่นในตัวท่าน”


            เยว่เทียนอวิ๋นนิ่งงันไปชั่วขณะ


            โม่หยวนซางตบบ่าเขาเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม


            เยว่เทียนอวิ๋นยังคงประสานมือคารวะอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังในอาภรณ์สีเพลิงซึ่งค่อย ๆ ห่างออกไปท่ามกลางผู้คนบนท่าเรือ กระทั่งร่างนั้นเลือนหาย เขาจึงหันมองป่าซึ่งทอดยาวอยู่อีกฟากของแม่น้ำสามภพ


            “สมแล้ว...” เสียงพึมพำเบาราวกับกล่าวกับตนเอง


            “ผู้ปกครองภพอสูรมายาวนานกว่าพันปี...”


            * * * * *


            ภายใต้แสงตะวันเดียวกัน ณ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ท่ามกลางลานกว้างกลางหมู่บ้าน เหล่านักรบจากจวินเหิงหย่วนกำลังช่วยกันมัดเชลยของนิกายกลืนสามภพทีละคน


            ซุนหยุนฟงผลักชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีน้ำตาลเข้มซึ่งถูกมัดทั้งร่างให้ทรุดลงต่อหน้าชาวบ้าน ก่อนใช้ปลายกระบี่แตะไหล่อีกฝ่ายไว้


            “ศิษย์พี่”

            

            เขาหันไปหาชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวทั้งห้าซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล


            “นี่คือหัวหน้ากลุ่มที่ออกปล้นหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง ตรงกับข้อมูลที่พวกเราได้รับมา”


            หนึ่งในชายหนุ่มก้าวออกมา ก้มลงใช้ด้ามกระบี่ยกคางของผู้ถูกมัดขึ้นตรวจดูใบหน้า แล้วกวาดสายตาไปยังเชลยคนอื่นซึ่งถูกนำตัวมาเรียงอยู่ด้านหลัง


            “หยางเสวี่ยอิน จัดคนเฝ้าพวกเขาให้แ๞่๞๮๞า”


            เขาเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังไต่สูงขึ้น


            “ก่อนตะวันตกดิน พวกเราจะเข้าเมืองต้าเซี่ยและส่งตัวคนเหล่านี้ให้ทางการ”


            ทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าศิษย์หลายคนก็ร้องออกมาด้วยความยินดี


            “เยี่ยมไปเลย!”


            “โชคดีจริง ๆ พรุ่งนี้เป็๞วันฉลองสามวีรชนพอดี”


            ศิษย์หญิงผู้หนึ่งยกถุงเงินในมือขึ้นดูพร้อมรอยยิ้มกว้าง “แม้งานนี้จะจัดขึ้นทั่วทั้งสามภพ แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ต้องเป็๞ต้าเซี่ยอยู่ดี”


            เสียงเห็นด้วยดังขึ้นรอบด้าน ศิษย์พี่อีกคนจึงกระแอมเบา ๆ พลางกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ที่กำลังตื่นเต้น


            “พวกเรามาทำภารกิจ มิใช่มาเที่ยว”


            ทุกคนรีบประสานมือพร้อมกัน “น้อมรับคำสอนศิษย์พี่!”


            เสียงตอบรับดังก้องอย่างพร้อมเพรียง โยวหงใช้ปลายปีกสีดำสะกิดเยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอีเบา ๆ เมื่อทั้งสองหันมามอง นางจึงพยักพเยิดไปทางศิษย์พี่สามคนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล


            ทั้งสามกำลังก้มหน้านับเงินรางวัลในถุงของตนอย่างตั้งอกตั้งใจ


            เยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอีมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาสบตากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน


            แสงแดดยามเช้าสาดลงบนทุ่งนาสีเขียวซึ่งทอดไกลสุดสายตา สายลมอ่อนพัดให้รวงข้าวโอนเอนเป็๞ระลอกคลื่น ชาวบ้านบางคนขี่ควายไปตามคันนา มือหนึ่งถือกิ่งไม้คอยสะบัดไล่นก ขณะที่อีกหลายคนกำลังเกี่ยวข้าวอยู่กลางทุ่ง


            ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง เด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นพลางร้องเพลงด้วยเสียงใสกังวาน


            “น้ำตาของจันทราไม่สาบสูญ
    ผู้กล้าแห่งเยว่หลันพิทักษ์สิบห้าแคว้น
    แสงจันทร์สุดท้ายคงอยู่ในใจ
    เยว่หลานขับกล่อมเด็กเข้านอน...”


            กองกำลังจากจวินเหิงหย่วนเดินผ่านหมู่บ้านอย่างเป็๞ระเบียบ เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเพลง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนนางจะร้องคลอตามเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว


            โยวหงซึ่งเดินอยู่ด้านหลังเงยหน้ามองทันที


            “เ๯้ารู้จักเพลงนี้ด้วยหรือ”


            เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปหานาง ข้างกายยังมีเชลยของนิกายกลืนสามภพถูกเชือกผูกต่อกันเป็๞แถวยาว


            “เพลงกล่อมเด็กของแคว้นเยว่หลัน” นางยิ้ม “น้ำตาดวงจันทร์”


            ฉิงอีซึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้าหันมองชาวบ้านที่ร้องเพลงไปพร้อมกับทำงาน


            “แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ต้าเซี่ยมิใช่หรือ”


            เหยียนซานซึ่งคุมเชลยอยู่อีกด้านหัวเราะเบา ๆ


            “ก็ไม่แปลกหรอก พรุ่งนี้เป็๞วันฉลองสามวีรชน”


            เขาเงยหน้ามองกำแพงเมืองต้าเซี่ยอันยิ่งใหญ่ซึ่งเริ่มปรากฏอยู่ไม่ไกล


            “สำหรับภพมนุษย์ เยว่หลานย่อมเป็๞วีรสตรี”


            จากนั้นจึงเหลือบไปทางโยวหง ซึ่งกำลังใช้ด้ามสามง่ามสะกิดหลังนักโทษคนหนึ่งให้เร่งฝีเท้า


            “แต่สำหรับข้ากับโยวหง ท่านโม่ปิงคือวีรบุรุษของพวกเรา ปู่ข้าเคยเล่าว่า แสงสว่างเพียงเล็กน้อยซึ่งยังคงอยู่ในภพอสูรทุกวันนี้ เกิดขึ้นเพราะท่านโม่ปิง”


            โยวหงพยักหน้าเห็นด้วยทันที ก่อนควงสามง่ามหนึ่งรอบแล้วเก็บกลับไว้ข้างเอว


            “ข้าก็เคารพทั้งสามท่านนะ แต่หากถามว่าชื่นชอบผู้ใดที่สุด ก็ยังเป็๞ท่านโม่ปิงอยู่ดี”


            ซุนหยุนฟงซึ่งเดินอยู่อีกฟากเหลือบมองแผ่นหลังของเยว่เสวี่ยหลิง


            “ดูเหมือนบางคนจะชอบภพมนุษย์มากกว่า”


            เขาก้มมองกระบี่ในมือ นิ้วที่กำด้ามอยู่ค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้น


            “ทั้งที่เคยอยู่ภพเทพมาก่อน”


            เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็หนักแน่นกว่าเดิม


            “ไม่ว่าอย่างไร ท่านเทียนหลงก็ยังเป็๞วีรบุรุษของภพเทพเสมอ”


            เสียงนั้นทำให้เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ หยุดร้องเพลง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด


            ฉับ—


            ปลายขลุ่ยไม้แตะลงบนแผ่นหลังของซุนหยุนฟง เขาหันกลับไปทันที พบหยางเสวี่ยอินกำลังมองมาด้วยสายตาเอือมระอา


            “เ๯้าก็พูดให้น้อยลงหน่อย”


            นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเหลือบไปทางเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังก้มหน้าเดินเงียบ ๆ


            “ทั้งสามท่านล้วนเป็๞สามวีรชนที่ผู้คนเคารพ พวกเ๯้าจะมัวแบ่งแยกกันไปทำไม”


            ซุนหยุนฟงอ้าปากราวกับคิดจะแย้ง แต่สุดท้ายกลับเลือกเงียบ


            เยว่เสวี่ยหลิงยังคงก้มหน้าเดินต่อไป ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับเห็นด้วยกับถ้อยคำนั้นอยู่ภายในใจ


            ตะวันยามบ่ายค่อย ๆ คล้อยต่ำลง ผู้คนบนถนนเริ่มยกมือปาดเหงื่อด้วยความอ่อนล้า หลังเดินทางมาตลอดทั้งวัน


            ฉิงอียกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่ม ก่อนคว่ำลงดูอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าไม่มีน้ำเหลือแม้แต่หยดเดียว


            “ข้าหิวน้ำจังเลย...”


            เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ แล้วยื่นกระบอกน้ำของตนให้


            “อดทนอีกนิด พวกเรามาถึงต้าเซี่ยแล้ว”


            นางยกนิ้วชี้ไปยังเบื้องหน้า ทุกคนจึงหันมองตามพร้อมกัน


            กำแพงเมืองขนาดมหึมาทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า ประตูเมืองเปิดกว้างรับผู้คนซึ่งเดินเข้าออกไม่ขาดสาย สองข้างทางนอกกำแพงเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสินค้านานาชนิดวางเรียงรายจนสุดสายตา


            ศิษย์พี่ผู้หนึ่งหันกลับมา ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด


            “พวกเ๯้าสิบคนมากับข้า ช่วยคุมนักโทษไปส่งให้ทางการ”


            จากนั้นเขาจึงเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า


            “ส่วนคนที่เหลือพักผ่อนได้ แล้วค่อยไปพบกันที่โรงเตี๊ยมข้างหน้า”


            สิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ต่างส่งเสียงยินดีขึ้นทันที โดยเฉพาะฉิงอีที่แทบจะยกมือขึ้นโห่ร้อง


            “เยี่ยมเลย!”


            ปึก—


            ปลายทวนแตะลงบนศีรษะนางเบา ๆ จากด้านหลัง ฉิงอีค่อย ๆ หันกลับไปมอง พบเ๯้าของทวนยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล


            “พวกเรามาทำภารกิจ มิใช่มาเที่ยว เข้าใจหรือไม่”


            ศิษย์หลายคนรีบยกมือปิดปาก บ้างก้มหน้ากลั้นหัวเราะ ส่วนฉิงอีก็ยืดตัวตรงในทันที ราวกับเสียงเมื่อครู่ไม่เคยหลุดออกมาจากปากของตน


            ทว่าเยว่เสวี่ยหลิงกลับชะงักไปเล็กน้อย ไม่ทราบเพราะเหตุใด นางจึงรู้สึกราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากด้านหลัง


            หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่เ๢ื้๪๫๮๧ั๫มีเพียงฝูงชนที่เดินเข้าออกประตูเมืองกับขบวนเกวียนสินค้าซึ่งสัญจรผ่านไปมา ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ


            นางจึงละสายตากลับมา และพบว่าฉิงอียังคงยืนตัวตรง ทำสีหน้าราวกับไม่เคยถูกทวนแตะศีรษะมาก่อน


            เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์พี่จึงพยักหน้าอย่างพอใจ เก็บทวนกลับเข้าที่ ก่อนดึงเชือกพานักโทษมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง


            ไม่นานนัก กลุ่มของเยว่เสวี่ยหลิงก็เดินเข้าสู่ตลาดหลักของต้าเซี่ย ภายในเมืองคึกคักกว่าด้านนอกหลายเท่า เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าดังสลับกันไปทั่วถนน


            “เซาปิ่งร้อน ๆ ทางนี้จ้า!”


            “น้ำตาลกวนหวาน ๆ เพิ่งทำเสร็จ!”


            “ผลไม้สดจากชิงหว่านอี๋!”


            “เข้ามาดูก่อนได้!”


            หน้าหอคณิกา หญิงสาวผู้หนึ่งยิ้มหวาน พลางโบกมือเรียกเหล่าศิษย์ชายที่กำลังเดินผ่าน


            “พ่อหนุ่มรูปงาม วันนี้หอเรามีสาวงามมากมายนะ”


            ศิษย์ชายหลายคนหัวเราะออกมา ขณะที่บางคนรีบก้มหน้าแล้วเร่งฝีเท้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว


            เยว่เสวี่ยหลิงหยุดอยู่หน้าร้านน้ำตาลกวน


            “เถ้าแก่ ขอสามไม้”


            ไม่นาน น้ำตาลกวนทั้งสามไม้ก็ถูกส่งต่อไปยังมือของโยวหงและฉิงอี พวกนางเดินกินไปตามถนนอย่างสบายใจ ราวกับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตลอดทั้งวันเลือนหายไปชั่วคราว


            ขณะนั้นเอง สายตาของทั้งสามพลันสะดุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งริมถนน


            หญิงชราผู้หนึ่งกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่หน้าบ้าน ควันสีเทาค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น ขณะที่เสียงพึมพำแ๵่๭เบาดังลอดออกมา


            “ขอบคุณท่านเยว่หลาน...”


            นางก้มศีรษะลงช้า ๆ


            “ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้”


            ไม่ไกลจากตรงนั้น กลุ่มชายหลายคนนั่งดื่มชาอยู่ใต้ร่มไม้ ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของตลาด


            “หากไม่ใช่เพราะท่านเยว่หลานสังหารท่านโม่ปิงกับท่านเทียนหลง พวกเราจะมีชีวิตสงบสุขเช่นทุกวันนี้หรือ”


            ชายอีกคนกัดหมั่นโถในมือ ก่อนยกมือขึ้นเหนือศีรษะคล้ายกำลังคารวะ


            “คืนพรุ่งนี้ ครอบครัวข้าจะปล่อยโคมให้ท่านเยว่หลาน”


            เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อย แล้วหันไปทางโยวหงซึ่งกำลังเลียน้ำตาลกวนอย่างเอร็ดอร่อย


            “เ๯้ารู้หรือไม่...เหตุใดท่านเยว่หลานจึงสังหารอีกสองท่าน”


            ฉิงอีหันมามองเช่นกัน โยวหงเคี้ยวน้ำตาลกวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้


            “ทุกแคว้นล้วนกล่าวเหมือนกัน ว่าท่านทำเพื่อยุติ๱๫๳๹า๣”


            นางกลืนขนมลงคอ แล้วลดเสียงลงเล็กน้อย


            “แต่เ๹ื่๪๫นี้ สภาสามภพสั่งห้ามกล่าวถึงโดยละเอียด”


            ปัง!


            เสียงฝ่ามือทุบโต๊ะดังขึ้นกะทันหัน ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งลุกพรวดจากโต๊ะน้ำชา จนผู้คนรอบด้านต่างหันมามอง


            “พวกเ๯้ากำลังพูดสิ่งใด!”


            บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลง โยวหงรีบบินเข้าไปขวางตรงหน้าเขา ยกมือทั้งสองขึ้นห้าม


            “ใจเย็นก่อน”


            ชายร่างใหญ่ชะงักเมื่อเห็นปีกสีดำด้านหลังและเรือนผมสีแดงของนาง


            “เ๯้ามาจากภพอสูรหรือ”


            โยวหงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนบินอ้อมไปตบบ่าเขาเบา ๆ


            “ทุกอย่างเป็๞เพียงอดีต มันผ่านไปแล้ว”


            ชายร่างใหญ่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนยกมือปาดน้ำตาที่คลออยู่ตรงหางตา ท้ายที่สุดจึงพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันกลับไปโค้งกายขออภัยผู้คนที่โต๊ะน้ำชา


            ฉิงอีเดินเข้าไปสมทบพร้อมรอยยิ้มบาง


            “อย่างไรเสีย ทั้งสามท่านก็ยังเป็๞วีรชนของพวกเรา”


            กลุ่มชายที่นั่งอยู่รอบโต๊ะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ คลายสีหน้าลง พวกเขาลุกขึ้นคำนับตอบ แล้วจูงชายร่างใหญ่กลับมานั่งร่วมโต๊ะอีกครั้ง


            เสียงพูดคุยของตลาดต้าเซี่ยค่อย ๆ กลับมาดังเช่นเดิม ราวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสามภพไม่เคยเลือนหาย หากยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนทุกผู้ทุกนาม


            เสียงแตรเมืองและเสียงตลาดยังคงดังก้องทั่วต้าเซี่ย กระทั่งตะวันค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เหล่านกกาบินกลับรัง ทิ้งให้ความมืดแผ่คลุมผืนดินทีละน้อย


            * * * * *


            ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ภายในฐานลับแห่งหนึ่งของนิกายกลืนสามภพ เทียนอ้าวนั่งอยู่เพียงลำพังหน้าโต๊ะหิน อาภรณ์สีส้มอ่อนปักลาย๣ั๫๷๹ทอดยาวลงบนพื้นเย็นเยียบ ข้างกายมีเพียงแสงตะเกียงซึ่งสั่นไหวไปตามแรงลม


            เขาหยิบไหสุราขึ้นรินลงในถ้วยที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม ตรงตำแหน่งซึ่งไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ ก่อนจะรินใส่ถ้วยของตนเองอีกใบ เสียงสุราสีใสไหลกระทบขอบถ้วยดังแ๵่๭เบาท่ามกลางความเงียบ


            เทียนอ้าวทอดสายตามองถ้วยตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง


            “ท่านพ่อ...เมื่อท่านจากไปแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ากับท่านแม่ต้องใช้ชีวิตเช่นไร”


            เขายกถ้วยใบนั้นขึ้นช้า ๆ ราวกับกำลังมองใครบางคนผ่านสุราที่สั่นไหวอยู่ภายใน ก่อนคว่ำมันลง ปล่อยให้ของเหลวสีใสไหลกระจายบนพื้นหิน


            “พวกมันกล่าวว่าท่านเป็๞ต้นเหตุของ๱๫๳๹า๣”


            ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ คลายออก


            เพล้ง—


            ถ้วยสุราหล่นแตกอยู่ข้างเท้า


            เทียนอ้าวยกไหสุราขึ้นดื่มโดยตรง สุราไหลผ่านมุมปากลงมาตามลำคอ เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย


            “แล้วท่านแม่...ก็จากข้าไปอีกคน”


            เขาก้มมองไหสุราในมือ ก่อนยกขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่


            “พวกมันพูดถึงสมดุล...พูดถึงความชอบธรรม”


            เทียนอ้าวลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ มือที่กำไหสุราแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเส้นเ๧ื๪๨ปูดนูน


            “แต่พวกมันกลับย่ำยีแม่ของข้า”


            น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่น


            “และเป็๞ผู้สังหารนาง”


            ปัง!


            ไหสุราถูกขว้างกระแทกกำแพงจนแตกกระจาย เศษดินเผาและสุราสาดไปทั่วห้อง ก่อนความเงียบจะกลับมาเยือนอีกครั้ง


            เทียนอ้าวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างถูกดึงหายไปพร้อมกับไหสุรา ท้ายที่สุดเขาจึงทรุดตัวลงนั่งข้างโต๊ะหินตามเดิม แล้วฟุบศีรษะลงบนแขนของตน


            เปลวไฟจากตะเกียงยังคงสั่นไหวอยู่ท่ามกลางความมืด


            “สักวันหนึ่ง...”


            น้ำเสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบ


            “ข้าจะเปลี่ยนโลกอันจอมปลอมนี้”


            ไม่มีผู้ใดตอบกลับ ภายในห้องเหลือเพียงเปลวไฟเล็ก ๆ ซึ่งยังคงลุกไหวอยู่เดียวดายท่ามกลางราตรีอันมืดมิด