เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังสม่ำเสมอท่ามกลางแสงอรุณที่ค่อย ๆ พ้นขอบฟ้า ท่าเรือเทียนซานเริ่มมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง เรือสินค้าขนาดใหญ่หลายลำจอดเทียบท่าอยู่ริมฝั่ง ขณะที่ผู้คนจากทั้งสามภพกำลังขนย้ายสินค้าอย่างเร่งรีบไปตามเส้นทางสู่หมู่บ้านเชิงเขาเทียนซาน
เยว่เทียนอวิ๋นเดินนำกลุ่มคุ้มกันสินค้าฝ่าผู้คนที่สัญจรไปมา สายตาคอยตรวจตราลังสินค้าหลายสิบใบซึ่งกำลังถูกลำเลียงขึ้นจากเรือ กระทั่งเหลือบเห็นร่างผู้หนึ่งเดินสวนมา เขาจึงชะงักฝีเท้าทันที
“ท่านโม่”
เยว่เทียนอวิ๋นยกมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามหยุด ก่อนประสานมือคารวะบุรุษในอาภรณ์สีเพลิงเบื้องหน้า โม่หยวนซางพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ติดตามอีกสองคนยืนอยู่ด้านหลังไม่ห่าง
เยว่เหยียนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเงยหน้ามองผู้ปกครองภพอสูร
“ครั้งนี้ข้าอาสามาคุ้มกันสินค้าจากสุ่ยหลิงมาส่งยังจวินเหิงหย่วน”
เยว่เทียนอวิ๋นกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง
“เดิมทีตั้งใจจะแวะไปหาเสวี่ยหลิงด้วย ไม่เจอนางมานานแล้ว”
โม่หยวนซางเหลือบมองลังสินค้าที่กำลังถูกขนย้ายอยู่ด้านหลัง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ท่านอาจมาเสียเที่ยวแล้ว”
เยว่เทียนอวิ๋นชะงักเล็กน้อย
“หืม?”
“ตอนนี้นางคงถึงต้าเซี่ยแล้ว ข้าพบนางเมื่อห้าวันก่อนที่ป่าเคียงเทพ”
ความเสียดายฉายผ่านแววตาของเยว่เทียนอวิ๋นเพียงชั่วครู่ ก่อนเขาจะหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็คงคลาดกันอีกแล้ว”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยความจริงใจ
“อย่างน้อยข้าก็ยังต้องขอบคุณท่านที่คอยดูแลนาง”
โม่หยวนซางนิ่งเงียบ สายตาจับอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเช้า
“ครั้งนั้น...ข้าช่วยมารดาของนางไม่ได้”
คำพูดสั้น ๆ ทำให้เยว่เทียนอวิ๋นกำหมัดแน่น วินาทีถัดมาเขาคุกเข่าลงโดยไม่ลังเล
“ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้น”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
“ครั้งนั้นท่านช่วยครอบครัวข้าไว้มากแล้ว ถึงขั้นทำให้ตนเองมีปัญหากับสภา”
ลมทะเลยามเช้าพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง
“ผู้ที่ผิดคือพวกข้า”
เสียงของเขาแ่ลง
“พวกข้ายังไม่อาจหักห้ามใจจากความรัก จนต้องสูญเสียนางไป”
โม่หยวนซางทอดสายตามองชายซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก่อนก้าวเข้าไปแตะบ่าแล้วพยุงให้ลุกขึ้น สายตาเหลือบผ่านมีดสั้นที่แนบอยู่ข้างเอวของเยว่เทียนอวิ๋นเพียงชั่วครู่
“ฮูหยินเยว่เลือกปลิดชีพตนเอง”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง
“ก็เพราะนางเชื่อมั่นในตัวท่าน”
เยว่เทียนอวิ๋นนิ่งงันไปชั่วขณะ
โม่หยวนซางตบบ่าเขาเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
เยว่เทียนอวิ๋นยังคงประสานมือคารวะอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังในอาภรณ์สีเพลิงซึ่งค่อย ๆ ห่างออกไปท่ามกลางผู้คนบนท่าเรือ กระทั่งร่างนั้นเลือนหาย เขาจึงหันมองป่าซึ่งทอดยาวอยู่อีกฟากของแม่น้ำสามภพ
“สมแล้ว...” เสียงพึมพำเบาราวกับกล่าวกับตนเอง
“ผู้ปกครองภพอสูรมายาวนานกว่าพันปี...”
* * * * *
ภายใต้แสงตะวันเดียวกัน ณ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ท่ามกลางลานกว้างกลางหมู่บ้าน เหล่านักรบจากจวินเหิงหย่วนกำลังช่วยกันมัดเชลยของนิกายกลืนสามภพทีละคน
ซุนหยุนฟงผลักชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีน้ำตาลเข้มซึ่งถูกมัดทั้งร่างให้ทรุดลงต่อหน้าชาวบ้าน ก่อนใช้ปลายกระบี่แตะไหล่อีกฝ่ายไว้
“ศิษย์พี่”
เขาหันไปหาชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวทั้งห้าซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
“นี่คือหัวหน้ากลุ่มที่ออกปล้นหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง ตรงกับข้อมูลที่พวกเราได้รับมา”
หนึ่งในชายหนุ่มก้าวออกมา ก้มลงใช้ด้ามกระบี่ยกคางของผู้ถูกมัดขึ้นตรวจดูใบหน้า แล้วกวาดสายตาไปยังเชลยคนอื่นซึ่งถูกนำตัวมาเรียงอยู่ด้านหลัง
“หยางเสวี่ยอิน จัดคนเฝ้าพวกเขาให้แ่า”
เขาเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังไต่สูงขึ้น
“ก่อนตะวันตกดิน พวกเราจะเข้าเมืองต้าเซี่ยและส่งตัวคนเหล่านี้ให้ทางการ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าศิษย์หลายคนก็ร้องออกมาด้วยความยินดี
“เยี่ยมไปเลย!”
“โชคดีจริง ๆ พรุ่งนี้เป็วันฉลองสามวีรชนพอดี”
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งยกถุงเงินในมือขึ้นดูพร้อมรอยยิ้มกว้าง “แม้งานนี้จะจัดขึ้นทั่วทั้งสามภพ แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ต้องเป็ต้าเซี่ยอยู่ดี”
เสียงเห็นด้วยดังขึ้นรอบด้าน ศิษย์พี่อีกคนจึงกระแอมเบา ๆ พลางกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ที่กำลังตื่นเต้น
“พวกเรามาทำภารกิจ มิใช่มาเที่ยว”
ทุกคนรีบประสานมือพร้อมกัน “น้อมรับคำสอนศิษย์พี่!”
เสียงตอบรับดังก้องอย่างพร้อมเพรียง โยวหงใช้ปลายปีกสีดำสะกิดเยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอีเบา ๆ เมื่อทั้งสองหันมามอง นางจึงพยักพเยิดไปทางศิษย์พี่สามคนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
ทั้งสามกำลังก้มหน้านับเงินรางวัลในถุงของตนอย่างตั้งอกตั้งใจ
เยว่เสวี่ยหลิงกับฉิงอีมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาสบตากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
แสงแดดยามเช้าสาดลงบนทุ่งนาสีเขียวซึ่งทอดไกลสุดสายตา สายลมอ่อนพัดให้รวงข้าวโอนเอนเป็ระลอกคลื่น ชาวบ้านบางคนขี่ควายไปตามคันนา มือหนึ่งถือกิ่งไม้คอยสะบัดไล่นก ขณะที่อีกหลายคนกำลังเกี่ยวข้าวอยู่กลางทุ่ง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง เด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นพลางร้องเพลงด้วยเสียงใสกังวาน
“น้ำตาของจันทราไม่สาบสูญ
ผู้กล้าแห่งเยว่หลันพิทักษ์สิบห้าแคว้น
แสงจันทร์สุดท้ายคงอยู่ในใจ
เยว่หลานขับกล่อมเด็กเข้านอน...”
กองกำลังจากจวินเหิงหย่วนเดินผ่านหมู่บ้านอย่างเป็ระเบียบ เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเพลง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนนางจะร้องคลอตามเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว
โยวหงซึ่งเดินอยู่ด้านหลังเงยหน้ามองทันที
“เ้ารู้จักเพลงนี้ด้วยหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปหานาง ข้างกายยังมีเชลยของนิกายกลืนสามภพถูกเชือกผูกต่อกันเป็แถวยาว
“เพลงกล่อมเด็กของแคว้นเยว่หลัน” นางยิ้ม “น้ำตาดวงจันทร์”
ฉิงอีซึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้าหันมองชาวบ้านที่ร้องเพลงไปพร้อมกับทำงาน
“แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ต้าเซี่ยมิใช่หรือ”
เหยียนซานซึ่งคุมเชลยอยู่อีกด้านหัวเราะเบา ๆ
“ก็ไม่แปลกหรอก พรุ่งนี้เป็วันฉลองสามวีรชน”
เขาเงยหน้ามองกำแพงเมืองต้าเซี่ยอันยิ่งใหญ่ซึ่งเริ่มปรากฏอยู่ไม่ไกล
“สำหรับภพมนุษย์ เยว่หลานย่อมเป็วีรสตรี”
จากนั้นจึงเหลือบไปทางโยวหง ซึ่งกำลังใช้ด้ามสามง่ามสะกิดหลังนักโทษคนหนึ่งให้เร่งฝีเท้า
“แต่สำหรับข้ากับโยวหง ท่านโม่ปิงคือวีรบุรุษของพวกเรา ปู่ข้าเคยเล่าว่า แสงสว่างเพียงเล็กน้อยซึ่งยังคงอยู่ในภพอสูรทุกวันนี้ เกิดขึ้นเพราะท่านโม่ปิง”
โยวหงพยักหน้าเห็นด้วยทันที ก่อนควงสามง่ามหนึ่งรอบแล้วเก็บกลับไว้ข้างเอว
“ข้าก็เคารพทั้งสามท่านนะ แต่หากถามว่าชื่นชอบผู้ใดที่สุด ก็ยังเป็ท่านโม่ปิงอยู่ดี”
ซุนหยุนฟงซึ่งเดินอยู่อีกฟากเหลือบมองแผ่นหลังของเยว่เสวี่ยหลิง
“ดูเหมือนบางคนจะชอบภพมนุษย์มากกว่า”
เขาก้มมองกระบี่ในมือ นิ้วที่กำด้ามอยู่ค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้น
“ทั้งที่เคยอยู่ภพเทพมาก่อน”
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็หนักแน่นกว่าเดิม
“ไม่ว่าอย่างไร ท่านเทียนหลงก็ยังเป็วีรบุรุษของภพเทพเสมอ”
เสียงนั้นทำให้เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ หยุดร้องเพลง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด
ฉับ—
ปลายขลุ่ยไม้แตะลงบนแผ่นหลังของซุนหยุนฟง เขาหันกลับไปทันที พบหยางเสวี่ยอินกำลังมองมาด้วยสายตาเอือมระอา
“เ้าก็พูดให้น้อยลงหน่อย”
นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเหลือบไปทางเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังก้มหน้าเดินเงียบ ๆ
“ทั้งสามท่านล้วนเป็สามวีรชนที่ผู้คนเคารพ พวกเ้าจะมัวแบ่งแยกกันไปทำไม”
ซุนหยุนฟงอ้าปากราวกับคิดจะแย้ง แต่สุดท้ายกลับเลือกเงียบ
เยว่เสวี่ยหลิงยังคงก้มหน้าเดินต่อไป ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับเห็นด้วยกับถ้อยคำนั้นอยู่ภายในใจ
ตะวันยามบ่ายค่อย ๆ คล้อยต่ำลง ผู้คนบนถนนเริ่มยกมือปาดเหงื่อด้วยความอ่อนล้า หลังเดินทางมาตลอดทั้งวัน
ฉิงอียกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่ม ก่อนคว่ำลงดูอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าไม่มีน้ำเหลือแม้แต่หยดเดียว
“ข้าหิวน้ำจังเลย...”
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ แล้วยื่นกระบอกน้ำของตนให้
“อดทนอีกนิด พวกเรามาถึงต้าเซี่ยแล้ว”
นางยกนิ้วชี้ไปยังเบื้องหน้า ทุกคนจึงหันมองตามพร้อมกัน
กำแพงเมืองขนาดมหึมาทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า ประตูเมืองเปิดกว้างรับผู้คนซึ่งเดินเข้าออกไม่ขาดสาย สองข้างทางนอกกำแพงเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสินค้านานาชนิดวางเรียงรายจนสุดสายตา
ศิษย์พี่ผู้หนึ่งหันกลับมา ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด
“พวกเ้าสิบคนมากับข้า ช่วยคุมนักโทษไปส่งให้ทางการ”
จากนั้นเขาจึงเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ส่วนคนที่เหลือพักผ่อนได้ แล้วค่อยไปพบกันที่โรงเตี๊ยมข้างหน้า”
สิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ต่างส่งเสียงยินดีขึ้นทันที โดยเฉพาะฉิงอีที่แทบจะยกมือขึ้นโห่ร้อง
“เยี่ยมเลย!”
ปึก—
ปลายทวนแตะลงบนศีรษะนางเบา ๆ จากด้านหลัง ฉิงอีค่อย ๆ หันกลับไปมอง พบเ้าของทวนยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล
“พวกเรามาทำภารกิจ มิใช่มาเที่ยว เข้าใจหรือไม่”
ศิษย์หลายคนรีบยกมือปิดปาก บ้างก้มหน้ากลั้นหัวเราะ ส่วนฉิงอีก็ยืดตัวตรงในทันที ราวกับเสียงเมื่อครู่ไม่เคยหลุดออกมาจากปากของตน
ทว่าเยว่เสวี่ยหลิงกลับชะงักไปเล็กน้อย ไม่ทราบเพราะเหตุใด นางจึงรู้สึกราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากด้านหลัง
หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่เื้ัมีเพียงฝูงชนที่เดินเข้าออกประตูเมืองกับขบวนเกวียนสินค้าซึ่งสัญจรผ่านไปมา ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
นางจึงละสายตากลับมา และพบว่าฉิงอียังคงยืนตัวตรง ทำสีหน้าราวกับไม่เคยถูกทวนแตะศีรษะมาก่อน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์พี่จึงพยักหน้าอย่างพอใจ เก็บทวนกลับเข้าที่ ก่อนดึงเชือกพานักโทษมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง
ไม่นานนัก กลุ่มของเยว่เสวี่ยหลิงก็เดินเข้าสู่ตลาดหลักของต้าเซี่ย ภายในเมืองคึกคักกว่าด้านนอกหลายเท่า เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าดังสลับกันไปทั่วถนน
“เซาปิ่งร้อน ๆ ทางนี้จ้า!”
“น้ำตาลกวนหวาน ๆ เพิ่งทำเสร็จ!”
“ผลไม้สดจากชิงหว่านอี๋!”
“เข้ามาดูก่อนได้!”
หน้าหอคณิกา หญิงสาวผู้หนึ่งยิ้มหวาน พลางโบกมือเรียกเหล่าศิษย์ชายที่กำลังเดินผ่าน
“พ่อหนุ่มรูปงาม วันนี้หอเรามีสาวงามมากมายนะ”
ศิษย์ชายหลายคนหัวเราะออกมา ขณะที่บางคนรีบก้มหน้าแล้วเร่งฝีเท้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เยว่เสวี่ยหลิงหยุดอยู่หน้าร้านน้ำตาลกวน
“เถ้าแก่ ขอสามไม้”
ไม่นาน น้ำตาลกวนทั้งสามไม้ก็ถูกส่งต่อไปยังมือของโยวหงและฉิงอี พวกนางเดินกินไปตามถนนอย่างสบายใจ ราวกับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตลอดทั้งวันเลือนหายไปชั่วคราว
ขณะนั้นเอง สายตาของทั้งสามพลันสะดุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งริมถนน
หญิงชราผู้หนึ่งกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่หน้าบ้าน ควันสีเทาค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น ขณะที่เสียงพึมพำแ่เบาดังลอดออกมา
“ขอบคุณท่านเยว่หลาน...”
นางก้มศีรษะลงช้า ๆ
“ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้”
ไม่ไกลจากตรงนั้น กลุ่มชายหลายคนนั่งดื่มชาอยู่ใต้ร่มไม้ ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของตลาด
“หากไม่ใช่เพราะท่านเยว่หลานสังหารท่านโม่ปิงกับท่านเทียนหลง พวกเราจะมีชีวิตสงบสุขเช่นทุกวันนี้หรือ”
ชายอีกคนกัดหมั่นโถในมือ ก่อนยกมือขึ้นเหนือศีรษะคล้ายกำลังคารวะ
“คืนพรุ่งนี้ ครอบครัวข้าจะปล่อยโคมให้ท่านเยว่หลาน”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อย แล้วหันไปทางโยวหงซึ่งกำลังเลียน้ำตาลกวนอย่างเอร็ดอร่อย
“เ้ารู้หรือไม่...เหตุใดท่านเยว่หลานจึงสังหารอีกสองท่าน”
ฉิงอีหันมามองเช่นกัน โยวหงเคี้ยวน้ำตาลกวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“ทุกแคว้นล้วนกล่าวเหมือนกัน ว่าท่านทำเพื่อยุติา”
นางกลืนขนมลงคอ แล้วลดเสียงลงเล็กน้อย
“แต่เื่นี้ สภาสามภพสั่งห้ามกล่าวถึงโดยละเอียด”
ปัง!
เสียงฝ่ามือทุบโต๊ะดังขึ้นกะทันหัน ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งลุกพรวดจากโต๊ะน้ำชา จนผู้คนรอบด้านต่างหันมามอง
“พวกเ้ากำลังพูดสิ่งใด!”
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลง โยวหงรีบบินเข้าไปขวางตรงหน้าเขา ยกมือทั้งสองขึ้นห้าม
“ใจเย็นก่อน”
ชายร่างใหญ่ชะงักเมื่อเห็นปีกสีดำด้านหลังและเรือนผมสีแดงของนาง
“เ้ามาจากภพอสูรหรือ”
โยวหงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนบินอ้อมไปตบบ่าเขาเบา ๆ
“ทุกอย่างเป็เพียงอดีต มันผ่านไปแล้ว”
ชายร่างใหญ่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนยกมือปาดน้ำตาที่คลออยู่ตรงหางตา ท้ายที่สุดจึงพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันกลับไปโค้งกายขออภัยผู้คนที่โต๊ะน้ำชา
ฉิงอีเดินเข้าไปสมทบพร้อมรอยยิ้มบาง
“อย่างไรเสีย ทั้งสามท่านก็ยังเป็วีรชนของพวกเรา”
กลุ่มชายที่นั่งอยู่รอบโต๊ะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ คลายสีหน้าลง พวกเขาลุกขึ้นคำนับตอบ แล้วจูงชายร่างใหญ่กลับมานั่งร่วมโต๊ะอีกครั้ง
เสียงพูดคุยของตลาดต้าเซี่ยค่อย ๆ กลับมาดังเช่นเดิม ราวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสามภพไม่เคยเลือนหาย หากยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนทุกผู้ทุกนาม
เสียงแตรเมืองและเสียงตลาดยังคงดังก้องทั่วต้าเซี่ย กระทั่งตะวันค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เหล่านกกาบินกลับรัง ทิ้งให้ความมืดแผ่คลุมผืนดินทีละน้อย
* * * * *
ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ภายในฐานลับแห่งหนึ่งของนิกายกลืนสามภพ เทียนอ้าวนั่งอยู่เพียงลำพังหน้าโต๊ะหิน อาภรณ์สีส้มอ่อนปักลายัทอดยาวลงบนพื้นเย็นเยียบ ข้างกายมีเพียงแสงตะเกียงซึ่งสั่นไหวไปตามแรงลม
เขาหยิบไหสุราขึ้นรินลงในถ้วยที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม ตรงตำแหน่งซึ่งไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ ก่อนจะรินใส่ถ้วยของตนเองอีกใบ เสียงสุราสีใสไหลกระทบขอบถ้วยดังแ่เบาท่ามกลางความเงียบ
เทียนอ้าวทอดสายตามองถ้วยตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านพ่อ...เมื่อท่านจากไปแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ากับท่านแม่ต้องใช้ชีวิตเช่นไร”
เขายกถ้วยใบนั้นขึ้นช้า ๆ ราวกับกำลังมองใครบางคนผ่านสุราที่สั่นไหวอยู่ภายใน ก่อนคว่ำมันลง ปล่อยให้ของเหลวสีใสไหลกระจายบนพื้นหิน
“พวกมันกล่าวว่าท่านเป็ต้นเหตุของา”
ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ คลายออก
เพล้ง—
ถ้วยสุราหล่นแตกอยู่ข้างเท้า
เทียนอ้าวยกไหสุราขึ้นดื่มโดยตรง สุราไหลผ่านมุมปากลงมาตามลำคอ เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“แล้วท่านแม่...ก็จากข้าไปอีกคน”
เขาก้มมองไหสุราในมือ ก่อนยกขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่
“พวกมันพูดถึงสมดุล...พูดถึงความชอบธรรม”
เทียนอ้าวลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ มือที่กำไหสุราแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเส้นเืปูดนูน
“แต่พวกมันกลับย่ำยีแม่ของข้า”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่น
“และเป็ผู้สังหารนาง”
ปัง!
ไหสุราถูกขว้างกระแทกกำแพงจนแตกกระจาย เศษดินเผาและสุราสาดไปทั่วห้อง ก่อนความเงียบจะกลับมาเยือนอีกครั้ง
เทียนอ้าวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างถูกดึงหายไปพร้อมกับไหสุรา ท้ายที่สุดเขาจึงทรุดตัวลงนั่งข้างโต๊ะหินตามเดิม แล้วฟุบศีรษะลงบนแขนของตน
เปลวไฟจากตะเกียงยังคงสั่นไหวอยู่ท่ามกลางความมืด
“สักวันหนึ่ง...”
น้ำเสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบ
“ข้าจะเปลี่ยนโลกอันจอมปลอมนี้”
ไม่มีผู้ใดตอบกลับ ภายในห้องเหลือเพียงเปลวไฟเล็ก ๆ ซึ่งยังคงลุกไหวอยู่เดียวดายท่ามกลางราตรีอันมืดมิด