สายลมยามเย็นพัดผ่านลานหินเงียบงัน
กลิ่นเืจางๆ ยังลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศไม่จางหาย
หลัวเฟิงเดินตามผู้าุโสามไปอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเ็ป ร่างกายของเขาราวกับถูกทุบแตกทั้งร่าง กระดูกหน้าอกปวดร้าวทุกครั้งที่หายใจ
แต่เขายังคงกัดฟันเดินต่อ
ไม่ร้อง
ไม่คร่ำครวญ
ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองผู้คนด้านหลัง
เพราะเขารู้ดีทยิ่งอ่อนแอ ผู้คนยิ่งหัวเราะเยาะ
เื้ัยังคงได้ยินเสียงซุบซิบดังแว่วมาตามสายลม
“ขยะก็ยังเป็ขยะ”
“ถึงกล้าสู้กลับ แล้วอย่างไร?”
“สุดท้ายก็โดนเหยียบเหมือนเดิม”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นเป็ระยะ
หลัวเฟิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
โลหิตไหลซึมจากฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว
ทว่าความเ็ปในใจกลับรุนแรงยิ่งกว่า
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา เขาอดทนมาตลอด
อดทนต่อคำดูถูก
อดทนต่อสายตาเหยียดหยาม
อดทนต่อการถูกปฏิบัติราวเศษขยะ
แต่ในวันนี้...
บางสิ่งในใจเขากลับเริ่มเปลี่ยนไป
ความอดทนที่เคยมีกำลังค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยไฟบางอย่าง
ไฟที่ร้อนแรงและอันตราย
...
ผู้าุโสามพาหลัวเฟิงเดินลึกเข้าไปในเขตด้านในของตระกูล
บริเวณนี้เงียบสงบกว่าด้านนอกมาก
สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนโบราณสูงใหญ่ กิ่งไม้หนาทึบบดบังแสงอาทิตย์จนเหลือเพียงเงาสลัว
เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแ่เบา
บรรยากาศเย็นเยียบราวอีกโลกหนึ่ง
ไม่นาน ทั้งสองก็มาหยุดหน้าเรือนไม้หลังเล็ก
ตัวเรือนเก่าแก่แต่สะอาดเรียบร้อย กลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ ลอยออกมาจากภายใน
ผู้าุโสามเปิดประตูเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
หลัวเฟิงเดินตามเข้าไปช้าๆ
ภายในห้องเรียบง่ายมาก
มีเพียงโต๊ะไม้เก่า ชั้นวางตำรา และเตาหลอมโอสถขนาดเล็กตรงมุมห้อง
เปลวไฟใต้เตาหลอมลุกไหม้แ่เบา ส่งกลิ่นสมุนไพรขมฝาดลอยอบอวล
ผู้าุโสามนั่งลงหน้าโต๊ะ ก่อนยกสายตาขึ้นมองหลัวเฟิง
“นั่ง”
หลัวเฟิงพยักหน้า ก่อนนั่งลงช้าๆ
ทันทีที่ผ่อนแรง ความเ็ปทั่วร่างก็ถาโถมเข้ามาทันที
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงเงียบ
ผู้าุโสามมองเขาอยู่พักหนึ่ง
ดวงตาชรานั้นลุ่มลึกจนยากจะคาดเดา
“เ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงช่วยเ้า”
หลัวเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
ผู้าุโสามหยิบถ้วยชาเก่าขึ้นมาจิบช้าๆ
“เพราะเ้าคล้ายคนผู้หนึ่ง”
“ผู้ใด?”
“ตัวข้าเอง”
หลัวเฟิงชะงัก
ผู้าุโสามหัวเราะเบาๆ
“เ้าคิดว่าข้าเกิดมาก็เป็ผู้าุโเลยหรือ?”
สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกำลังย้อนมองอดีตอันห่างไกล
“เมื่อสี่สิบปีก่อน ข้าก็เป็เพียงเด็กจากสายสาขาเช่นกัน”
“พร์ต่ำต้อย ถูกดูแคลน ไม่มีผู้ใดเห็นค่า”
“แม้แต่คนรับใช้ยังกล้าหัวเราะเยาะ”
น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงความเหน็บหนาวบางอย่าง
หลัวเฟิงเงียบฟัง
ผู้าุโสามวางถ้วยชาลงช้าๆ
“โลกนี้ไม่เคยยุติธรรม”
“ผู้มีพร์ ย่อมได้รับทุกสิ่ง”
“ส่วนคนอ่อนแอ... ต่อให้ดิ้นรนเพียงใด ก็ยากจะมีคนเหลียวมอง”
คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในหัวใจหลัวเฟิง
เพราะเขาเข้าใจมันดีที่สุด
ผู้าุโสามมองเขาต่อ
“แต่เ้าแตกต่างจากคนอ่อนแอทั่วไป”
“อย่างน้อย... เ้ากล้าสู้กลับ”
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้ายังชัดเจนในหัว
แม้รู้ว่าแพ้
แม้รู้ว่าอาจถูกฆ่า
แต่เขาก็ยังเลือกต่อยกลับ
เพราะหากแม้แต่จะตอบโต้ เขายังไม่กล้า...
เช่นนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?
ผู้าุโสามพยักหน้าเบาๆ ราวมองความคิดของเขาออก
“คนส่วนใหญ่ เมื่อถูกกดขี่นานเข้า ก็จะยอมรับชะตากรรม”
“แต่ดวงตาของเ้า... ยังไม่ยอมแพ้”
กล่าวจบ เขาก็หยิบขวดหยกสีเขียวอ่อนออกมาจากแขนเสื้อ
“กินเสีย”
หลัวเฟิงรับขวดมาช้าๆ
ทันทีที่เปิดออก กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นพลันลอยออกมา
“นี่คือ...”
“โอสถประสานกระดูก”
“ช่วยรักษาอาการาเ็ของเ้าได้”
หลัวเฟิงใเล็กน้อย
โอสถชนิดนี้มีราคาสูงมาก สำหรับเขาแล้วแทบเป็สิ่งที่ไม่มีวันเอื้อมถึง
“เหตุใดท่านจึงช่วยข้า”
ผู้าุโสามยิ้มบางๆ
“ถือว่าเป็การลงทุน”
“โลกนี้ไม่แน่นอน”
“วันนี้เ้าอาจเป็ขยะ... แต่ผู้ใดจะรู้ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น”
หลัวเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนค้อมศีรษะต่ำ
“ขอบคุณท่านผู้าุโ”
ผู้าุโสามโบกมือ
“ไม่จำเป็”
จากนั้น สีหน้าของเขาค่อยๆ จริงจังขึ้น
“แต่ข้ามีเื่จะเตือนเ้า”
หลัวเฟิงเงยหน้าขึ้นทันที
“หลัวหู่ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง”
“สิ่งที่อันตรายจริงๆ... คือตระกูลหลัก”
บรรยากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง
ผู้าุโสามลดเสียงลง
“หลังพิธีปลุกิญญา ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเ้าไร้ค่า”
“และคนไร้ค่า... ไม่มีความจำเป็ต้องอยู่ในตระกูลต่อ”
หลัวเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หมายความว่า...”
“พวกเขากำลังคิดจะขับไล่เ้ากับบิดา”
เสียงนั้นสงบนิ่ง แต่กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
หลัวเฟิงรู้สึกหัวใจหนักอึ้งทันที
แม้จะคาดเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจริงๆ กลับยังรู้สึกหนาวเยือก
ผู้าุโสามถอนหายใจเบาๆ
“หลายปีมานี้ พ่อเ้าถูกตระกูลหลักมองเป็ภาระ”
“เดิมทีพวกเขายังเกรงใจชื่อเสียงเก่าๆ ของเขา”
“แต่ตอนนี้...”
เขาไม่ได้พูดต่อ
เพราะไม่จำเป็ต้องพูดอีก
หลัวเฟิงเข้าใจทุกอย่างแล้ว
เมื่อเขากลายเป็ “ขยะ” ความอดทนสุดท้ายของตระกูลก็หมดลง
พวกมันไม่้าเสียทรัพยากรให้สองพ่อลูกอีกต่อไป
ภายในห้องเงียบงันอยู่พักใหญ่
เสียงเปลวไฟจากเตาหลอมดัง แ่เบา
หลัวเฟิงก้มมองมือของตนเอง
มือที่สั่นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เพราะความโกรธ
ความโกรธที่กดทับมานานหลายปี
ทันใดนั้น เขาพลันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาคมกริบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“หากข้าแข็งแกร่งขึ้น...”
“พวกมันจะยังกล้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้หรือไม่”
ผู้าุโสามมองเขานิ่ง
ก่อนตอบช้าๆ
“หากเ้าแข็งแกร่งพอ”
“แม้แต่คนที่เคยเหยียบย่ำเ้า ก็ต้องคุกเข่า”
คำพูดนั้นดังก้องในหัวใจหลัวเฟิง
เขากำหมัดแน่น
ใช่...
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเขาอ่อนแอ
หากเขามีพลังมากพอ
ผู้ใดจะกล้าถอนหมั้น?
ผู้ใดจะกล้าดูิ่บิดาของเขา?
ผู้ใดจะกล้าเหยียบย่ำเขาราวสุนัข?
สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่าง
เปลวไฟในเตาหลอมไหวเอนเล็กน้อย
เงาของหลัวเฟิงสะท้อนบนพื้นไม้เก่า ดูโดดเดี่ยวแต่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม
ผู้าุโสามลุกขึ้นช้าๆ
“กลับไปพักเถิด”
“อีกไม่นาน... เ้าจะต้องเผชิญเื่หนักกว่านี้”
หลัวเฟิงพยักหน้า ก่อนลุกขึ้นคำนับ
ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเดินออกจากห้อง—
ผู้าุโสามพลันกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“จริงสิ”
หลัวเฟิงหยุดฝีเท้า
“คืนนี้... อย่าออกไปไหน”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นผิดปกติ
“โดยเฉพาะบริเวณป่าอสูรท้ายหมู่บ้าน”
หลัวเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เหตุใด?”
ผู้าุโสามเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเพียงสั้นๆ
“่นี้... มีบางอย่างผิดปกติในป่านั้น”
ทันทีที่สิ้นคำ ลมเย็นพลันพัดผ่านห้องอีกครั้ง
เปลวไฟสั่นไหวรุนแรงชั่วครู่
บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบขึ้นอย่างประหลาด
ไม่รู้เหตุใด...
แต่หลัวเฟิงกลับรู้สึกเหมือนกำลังมีเงามืดบางอย่าง ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เขาทีละน้อย...