“เ้าพูดจริงหรือ?ไหนข้าดูหน่อยซิ!”
ชิงเว่ยเว่ยหยิบกระดาษที่ได้รับแจกเมื่อเช้าออกมาชี้ให้ซิวอี้เซิงดู“นี่ๆ เ้าก็ได้รับแจกเหมือนกัน เหตุใดจึงไม่อ่าน?”
“จริงด้วย!ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะตั้งใจเรียนเต็มที่” เด็กชายตัวป้อมยิ้มอย่างร่าเริงหมายมั่นปั้นมือว่าพรุ่งนี้ตนจะแสดงฝีมือให้เต็มที่
“เ้าสนุกแต่ข้าไม่ถนัดน่ะสิ!” ฉีเหยียนผู้เป็หนอนหนังสือร่างกายบอบบางบ่นอุบแค่วิชามวยที่ท่านพ่อให้คนมาสอนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเขาก็เบื่อหน่ายจะแย่อยู่แล้วนี่ยังต้องมาฝึกที่เค่อเฉิงอีก
“เราต้องเรียนวิชาต่อสู้ด้วยหรือ?”ซิวลู่ฉิงทำตาปริบๆ นางก็เหมือนกับ ฉีเหยียนที่ไม่ชอบการออกกำลังแต่หากพูดเื่กินซิวลู่ฉิงคิดว่าตนเองน่าจะทำได้ดีกว่า
“ที่นี่้าให้พวกเราเป็ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความคล่องแคล่ว ดังนั้นจึงได้สั่งสอนสรรพวิชารวมทั้งการฝึกฝนให้รู้จักการต่อสู้ อย่างน้อยที่สุดเ้าก็ควรป้องกันตนเองเป็”
“แต่ในห้าแคว้นไม่มีผู้ใดคิดจะทำศึกกันแล้วนี่?”
“ก็จริงที่ว่ามีสัญญาสงบศึกระหว่างแคว้นทว่าเ้าไม่คิดจะเรียนรู้การป้องกันตนเองเลยหรือ?หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในชีวิตเราจะหวังให้ผู้อื่นมาช่วยเราแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้”พูดจบชิงเว่ยเว่ยหน้าซีดเผือดเมื่อนึกถึงอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิตที่ทำให้นางต้องเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงความทรงจำอันแสนน่าหวาดกลัวทั้งของเยว่หยวนจุนและชิงเว่ยเว่ยล้วนถูกฝังอยู่ในตัวนางร่างกายที่แข็งทื่อเมื่อนึกถึงความโหดร้ายทั้งสองครั้งทำให้ซิวลู่ฉิงใ
“เว่ยเว่ย! เ้าเป็อะไรไป?”มือกลมป้อมของเด็กหญิงเขย่าไหล่ของสหายด้วยความเป็ห่วง
“ขะข้า....” ชิงเว่ยเว่ยหันมามองซิวลู่ฉิงช้าๆ “ข้าไม่เป็ไร”
“เ้าหน้าซีดขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่เป็ไรอีก?”ซิวอี้เซิงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง “ให้ข้าเรียนท่านอาจารย์ดีหรือไม่?”
“มะไม่ต้อง เดี๋ยวข้าก็คงดีขึ้น”
ฉีเหยียนเปิดกระเป๋าสะพายหลังหยิบเอาตลับยาลมออกมายื่นให้“เ้าดมยานี่ก่อนสิท่านแม่เตรียมให้ข้าบอกว่าเผื่อรู้สึกวิงเวียนจะทำให้รู้สึกดีขึ้น”
“เ้าวิงเวียนบ่อยหรือ?”
“อืม...บางทีข้าก็กินข้าวน้อยเกินไปเพราะมัวแต่อ่านหนังสือได้ยาแก้วิงเวียนนี่ล่ะทำให้ไม่เป็ลมไปเสียก่อน” ฉีเหยียนสารภาพหน้าแห้งๆ
ซิวลู่ฉิงรับไปให้ชิงเว่ยเว่ยสูดดมเมื่อเห็นสีหน้าของนางดีขึ้นก็ค่อยส่งคืนให้ฉีเหยียนชิงเว่ยเว่ยกล่าวขอบคุณเด็กชาย ฉีเหยียนยิ้มกว้าง
“ไม่เป็ไรพวกเราเป็สหายกันนี่”
ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกตื้นตันนางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสหายทั้งชายและหญิงแม้ว่าพวกเขาจะเป็แค่เด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองก็เถอะแม้จะยังไม่ค่อยชินกับการอยู่ในร่างนี้นักแต่นางก็ไม่อาจจะกลับไปที่ร่างเดิมได้แล้ว ชิงเว่ยเว่ยหันไปมองเด็กทั้งสามคนที่รุมล้อมตนเองอยู่
“ข้าดีใจจริงๆที่มีพวกเ้าเป็สหาย”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรจะมีชื่อกลุ่มนะ”
“เอ๋?ชื่อกลุ่มหรือ?”
“เราสี่คนต่อไปต้องเป็เพื่อนสนิทกันต้องมีชื่อกลุ่มเพื่อแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นน่ะสิ” ซิวอี้เซิงได้โอกาสรีบไล่ถามวันเดือนปีเกิด“เอาล่ะ! ในฐานะที่ข้าเกิดก่อนทุกคนข้าจึงสมควรเป็หัวหน้าและฉีเหยียนเป็รองหัวหน้าส่วนพวกเ้าสองคนก็เป็สมาชิกธรรมดาก็แล้วกัน”
ซิวลู่ฉิงกับชิงเว่ยเว่ยหันไปสบตากันทว่าซิวอี้เซิงไม่รอช้ารีบเสนอชื่อกลุ่มในทันที “ต่อไปพวกเราจะใช้ชื่อว่า...ฉีหลิน*”
“อืม...นับว่าเป็สัตว์มงคลข้าชอบชื่อนี้มีชื่อขึ้นต้นเหมือนข้าเสียด้วย ฉีหลินกับฉีเหยียน”
“ในเมื่อข้ากับรองหัวหน้าเห็นพ้องต้องกันกลุ่มพวกเราก็ชื่อฉีหลินก็แล้วกันนะ”ซิวอี้เซิงกล่าวสรุปโดยไม่ให้เด็กหญิงทั้งสองได้อ้าปากแสดงความคิดเห็น
ชิงเว่ยเว่ยกำลังจะเอ่ยปากวิเคราะห์เื่ชื่อกลุ่มว่าอาจารย์จงกลับตบโต๊ะเรียกให้พวกเขาเข้าสู่บทเรียน
“พวกเ้าทุกคนเริ่มเรียนรู้เื่ส่วนประกอบของพิณกันได้แล้วเมื่อรู้จักส่วนประกอบเรียบร้อยจึงได้เริ่มต้นเรียนรู้การดีดพิณให้ถูกวิธีเพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ได้เร็วขึ้นครั้งหน้าจะให้ศิษย์พี่จากฝั่งโน้นมาช่วยฝึกฝนพวกเ้าด้วย”
ชิงเว่ยเว่ยรู้สึกตื่นเต้นนางใคร่จะได้เห็นรุ่นราวคราวเดียวกันบ้างฝั่งโน้นที่อาจารย์จงพูดถึงก็คือคน่อายุสิบห้าปีไปขึ้นไปที่ร่ำเรียนอยู่ที่นี่
“อาจารย์ไต้กับข้าความจริงก็เป็ศิษย์พี่ของพวกเ้าเช่นกันพวกเราสองคนก็จบจากที่นี่เพียงแต่แยกย้ายกันไปทำงานที่อื่นภายหลังจึงกลับมาเป็อาจารย์”
ชิงเว่ยเว่ยมองดูใบหน้าเคร่งขรึมของไต้เส้าจวินแล้วนึกประเมินอายุของชายหนุ่มในใจจะว่าไปเขาก็น่าจะอายุมากกว่านางไม่กี่ปีแต่เหตุใดจึงทำตัวคล้ายบุรุษวัยกลางคนนัก?ผิดกับจงกว้านซีอาจารย์สอนพิณที่ยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงอยู่เป็นิจ
เมื่ออาจารย์เริ่มสอนโดยให้ทุกคนดูภาพวาดส่วนประกอบของพิณและอธิบายทีละส่วนอย่างละเอียดเด็กทั้งห้องก็เงียบกริบตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนเป็อย่างดีเมื่อคาบเรียนนั้นจบลงก็เป็ยามบ่ายที่ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านรถม้าของแต่ละครอบครัวก็มาจอดออกันหน้าประตูใหญ่
“เพราะเหตุใดฝั่งของเราจึงมีรถม้ามากกว่าฝั่งศิษย์พี่ล่ะ?”
ชิงเว่ยเว่ยหันไปมองตามนิ้วของซิวลู่ฉิงก็เห็นจริงอย่างที่นางบอก
“พวกเราเป็เด็กต้องกลับบ้านตรงเวลาตามที่ผู้ใหญ่กำกับส่วนศิษย์พี่โตกันหมดแล้ว พวกเขาก็อาจจะไปเดินเที่ยวก่อนกลับได้ตามสบายน่ะสิพี่สาวของข้าทำงานอยู่ที่สำนักข่าวนกกระจิบ ข้าเคยไปด้วยหลายหนเห็นบัณฑิตจากเค่อเฉิงนิยมไปนั่งสนทนาพูดคุยเื่ข่าวและเหตุบ้านการเมืองที่นั่น”
“อ๋า! เ้าพูดจริงหรือ?คราวหน้าพวกเราไปเล่นที่โรงน้ำชานกกระจิบกับพี่สาวเ้าได้หรือไม่?”ซิวลู่ฉิงที่ชอบอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนและอ่านหมายเหตุข่าวของสำนักข่าวนกกระจิบรีบจับแขนสหายไว้ในทันที
“ให้ข้ากลับไปแจ้งท่านพี่ของข้าก่อนเดี๋ยวจะบอกเ้าก็แล้วกัน”
ซิวอี้เซิงที่ยืนอยู่ข้างๆน้องสาวก็รีบเอ่ยฝากฝังชิงเว่ยเว่ยในทันที “เว่ยเว่ย เ้าทำให้สำเร็จนะกลุ่มฉีหลินของเราจะต้องเป็ผู้ผดุงคุณธรรมและช่วยเหลือบ้านเมืองในอนาคต”
ชิงเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว“เกี่ยวอะไรกับการไปโรงน้ำชานกกระจิบหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นคือสำนักข่าวลับที่ทางการมักจะมาขอให้ช่วยสืบข่าวสำคัญคนที่ทำงานให้กับสำนักข่าวนกกระจิบส่วนใหญ่คือจอมยุทธ์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนหากพวกเราไปที่นั่นก็ควรจะไปสมัครเป็นักสืบของสำนักข่าวนกกระจิบด้วยน่ะสิ”
“อี้เซิงไหนว่าเ้าอยากเป็แม่ทัพ? แล้วจะไปสมัครเป็นักสืบทำไมกัน?”
“เ้าไม่รู้อะไรเสียเลย?ต่อให้ข้าเป็แม่ทัพ การข่าวก็เป็เื่สำคัญอยู่ดีในเมื่อยามนี้ยังเป็ทหารไม่ได้ ข้าก็ควรฝึกการหาข่าวในทางลับเสียก่อนน่ะสิ!”
**********************************
*ฉีหลิน หรือกิเลน เป็สัตว์มงคลในตำนานจีนหากปรากฏตัวที่ใดจะเกิดเื่ดีขึ้นลักษณะเหมือนกวาง หัวคล้ายกับม้าหรือสิงโตคล่องแคล่วว่องไว อ่อนโยนและขี้อาย มีกำลังมาก

