ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เสี่ยวหม่านกับไฉ่หงยื่นเงินครึ่งหนึ่งให้กับฮั่วิจู เพราะกุ้งัที่ขายได้เป็เพราะสหายชี้จุดที่มันซ่อนตัวอยู่ให้
“พวกเ้าไม่ต้องมอบมันให้ข้าหรอก กุ้งพวกนั้นเป็ของพวกเ้าสองคน” ฮั่วิจูปฏิเสธเงินจากสหายทั้งสอง
“ถ้าไม่มีเ้า พวกข้าคงไม่สามารถจับกุ้งัได้ เ้ารับไปเถิด”
เสี่ยวหม่านยังคงไม่ยอมแพ้ ั้แ่เกิดมาพวกตนไม่เคยจับเงินมากขนาดนี้มาก่อน แบ่งออกไปคนละครึ่งก็ยังเหลือมากอยู่ดี
“พวกเ้าเก็บเงินเอาไว้เถิด ิจูบอกแล้วมิใช่หรือว่ามันคือกุ้งของพวกเ้า จะขายหรือนำกลับไปทำอาหารก็เป็พวกเ้าที่ตัดสินใจ”
หวังซื่อปฏิเสธแทนบุตรสาว เด็กทั้งสองจึงยอมรามือ วิ่งกลับบ้านไปด้วยใบหน้าอาบความสุขกับเงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต
“คืนนี้พวกเรากินกุ้งันึ่งกระเทียมกันนะเ้าคะ กินหอยเป๋าฮื้อน้ำแดงด้วย แล้วก็หอยตลับผัดขิง ถึงแม้ขิงจะเผ็ดไปหน่อย ข้าก็กินมันได้”
ฮั่วิจูะโดีใจ ในถังยังเหลือกุ้งัอีกหกตัว หอยตลับประมาณสองจิน และหอยเป๋าฮื้อสี่ตัว รายการอาหารที่้าลิ้มลองในเย็นนี้ถูกยืนยันเป็ที่เรียบร้อย
“แม่นมเจียงจะทำอาหารแบบที่เ้ากล่าวมาได้หรือ” หวังซื่อกระเซ้าบุตรสาวที่ยิ้มดีใจกับรายการอาหารที่้ากินในเย็นนี้
“แม่นมเจียงทำไม่เป็ แต่ข้าสามารถสอนได้” ฮั่วิจูมั่นใจในตัวเอง
“ฮือ เ้าทำอาหารเป็ั้แ่เมื่อไหร่กัน แขนเล็กๆ ของเ้าจะไปจับอันใดได้ แค่ยกมีดก็น่าจะยกไม่ขึ้น”
“พี่สาวดูถูกข้าเกินไปแล้ว อาหารที่ข้าชอบมีหรือจะไม่เคยไปเรียนรู้วิธีการทำกับแม่ครัวในจวน” ฮั่วิจูไม่ได้โกหก และมารดากับพี่สาวก็รู้ดี นางเคยไปดูวิธีการทำอาหารทะเลที่ถูกส่งเข้ามาในจวนกับแม่ครัวอยู่หลายครั้ง
“มื้อเย็นต้องฝากท้องกับแม่ครัวน้อยเสียแล้ว” ฮั่วเจินจูแสร้งคารวะน้องสาว เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็อย่างดี
เสียงหัวเราะที่ดังมาเข้าหู ทำให้ฮั่วหนานอันพยายามลุกเดินออกมาจากห้องด้วยความยากลำบาก
ฮั่วิจูเห็นบิดาเดินกะเผลกออกมาจากบ้านก็รีบวิ่งเข้าไปหา
“ท่านพ่อ วันนี้พวกเราไปเก็บอาหารทะเลมาขายให้กับเถ้าแก่จากเหลาอาหารในตัวอำเภอ ได้เงินมามากถึงหกตำลึงเชียวล่ะ”
แววตาสดใสของบุตรสาวยามเอ่ยถึงเงิน ยิ่งทำให้ฮั่วหนานอันเ็ป เงินเพียงหกตำลึงทำให้นางดีใจมากขนาดนี้เชียวหรือ แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อเพราะตากแดด เด็กที่ควรผิวขาวนุ่มต้องมาตรากตรำทำงานหนัก มองไปทางบุตรสาวอีกคนก็เห็นใบหน้าแดงไม่ต่างกัน ยิ่งมองไปทางภรรยายิ่งรู้สึกผิด
“วันนี้พวกเรานำกุ้งัตัวใหญ่ หอยเป๋าฮื้อ หอยตลับกลับมาทำอาหารเพื่อบำรุงท่านพ่อด้วยนะเ้าคะ ท่านพ่อจะได้หายเร็วๆ”
ฮั่วิจูมีวาทศิลป์ในการพูด จนผู้เป็บิดาตารื้นเพราะตื้นตันกับความกตัญญู
ฮั่วหนานอันสงสัยว่าเขามีดีอะไรถึงได้มีบุตรสาวกตัญญูขนาดนี้ แตกต่างจากเขาที่ทำให้บุพการีปวดหัวไม่เว้นวัน หรืออาจจะเป็เพราะว่าภรรยาสั่งสอนบุตรสาวมาดี แต่คิดดูแล้วตนก็ดูแลบุตรสาวดีเหมือนกัน
เอาเป็ว่าความกตัญญูของบุตรสาว ล้วนมาจากบุตรสาวรับรู้ถึงความรักที่เขามีต่อนาง ฮั่วหนานอันเข้าข้างตัวเองจนกู่ไม่กลับ
หวังซื่อกับฮั่วเจินจูไม่แม้แต่จะพูดกับฮั่วหนานอันสักคำ มีเพียงแค่ฮั่วิจูผู้เดียวเท่านั้นที่ฉอเลาะและเอาอกเอาใจบิดา
“ท่านพ่ออยากกินกุ้งันึ่งกระเทียม หอยเป๋าฮื้อน้ำแดง หอยตลับผัดขิงหรือไม่”
ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่บริเวณมุมปาก นึกถึงสิ่งที่บุตสาวร่ายมาแล้วน้ำลายสอ แต่ก่อนอาจเฉยๆ กับรายการอาหารเหล่านี้ เนื่องจากอยากกินเมื่อไหร่ก็สามารถเอ่ยปากสั่งได้ บัดนี้ถ้าหาอาหารทะเลเองไม่ได้เกรงว่าจะไม่ได้กิน เพราะเงินที่เหลือมันน้อยนิดจนน่าใ
“เ้ามีใจกตัญญู พ่อต้องรับไว้อยู่แล้ว”
ััแก้มแดงระเรื่อที่ถูกแดดแผดเผาอย่างเ็ปใจ ทว่าประโยคต่อมาที่บุตรสาวกล่าวแทบทำให้ฮั่วหนานอันหงายหลัง
“ท่านพ่อเ้าคะ อาหารที่ข้าเอ่ยมาถือเสียว่าเป็อาหารบำรุงผู้ที่จะเป็ขุนนางในภายภาคหน้า”
มิใช่มีเพียงฮั่วิจูเท่านั้นที่คาดหวังกับฮั่วหนานอัน ฮั่วเจินจูที่เคยได้ยินน้องสาวกล่าวว่า้าให้บิดาเป็ขุนนางก็คาดหวังร่วมด้วย ถึงแม้หวังซื่อจะทำเป็นิ่งเฉย แต่สิ่งที่นาง้าก็เหมือนกับบุตรทั้งสอง
สกุลฮั่วตอนนี้กำลังเกิดวิกฤต ทายาทลำดับที่สองของเหลียงอ๋องได้รับาเ็จากการทำศึกจนสุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง ต้องกลับมารักษาตัวอยู่ที่จวนในเมืองหลวง เท่ากับว่าตอนนี้มีเพียงบ้านใหญ่ที่ปกป้องชายแดนร่วมกับเหลียงอ๋อง
ทายาทสกุลอื่นต่างตบเท้าเข้าสู่ราชสำนัก มีเพียงทายาทสกุลฮั่วที่ก้าวถอยหลังออกจากราชสำนัก ยิ่งรุ่นหลานมีแต่สตรียิ่งลำบาก
บุตรสาวคนเล็กของเหลียงอ๋อง ควบคุมกองทัพสกุลฮั่วอยู่ที่หลีหยาง แม้นางจะถูกแต่งตั้งเป็แม่ทัพใหญ่ แต่กลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงในราชสำนักมากเท่าใดนัก เหตุผลคงมิแคล้วจากเป็สตรี
ฮั่วหนานอันมองตามหลังบุตรสาวที่วิ่งหนีไปไกล หลังจากกล่าวประโยคชวนโมโห เขาเดินกะเผลกไปยังถังที่มีกุ้งัอยู่ในนั้น
ภายในห้องครัวที่มีอุปกรณ์และเครื่องปรุงครบครันกว่าบ้านหลังอื่นในหมู่บ้านประมงแห่งนี้ มีเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบช่วยแม่นมเจียงประกอบอาหาร
กุ้งัตัวใหญ่จำนวนหกตัว ถูกทำความสะอาดและผ่าตามที่ฮั่วิจูบอก
หวังซื่อมองบุตรสาวที่ยืนสั่งการอยู่บนเก้าอี้ ก่อนหน้านั้นบุตรสาวลงมือช่วยงานแต่กลับกลายเป็ภาระแทน นางจึงยืนสั่งการอยู่กับที่โดยไม่ต้องหยิบจับอะไร
“น้องสาวรู้เื่อาหารมากเพียงนี้เลยหรือ” ฮั่วเจินจูเงยหน้าถามมารดา พวกตนสองคนกลายเป็ตัวอะไร เมื่อเทียบกับเด็กที่อายุน้อยกว่าแต่ฉะฉานในด้านการประกอบอาหาร แม้ไม่ได้ลงมือทำเอง แต่นางสามารถออกคำสั่งได้แม้กระทั่งการคุมไฟ
แม่นมเจียงกับเสี่ยวเฟิงทำตามที่ฮั่วิจูบอกอย่างคล่องแคล่ว เด็กน้อยพึงพอใจกับการประกอบอาหารของทั้งสองมาก มองแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างของตนเองที่เพียงยกตะหลิวก็ทุลักทุเล
ช่างน่าเสียดาย ถ้านางโตกว่านี้คงทำอาหารเองได้ ฮั่วิจูระลึกได้ว่าชาติภพที่สิบเก้า นางเปิดร้านอาหารแผงลอยข้างถนน ฝีมือของนางนั้นยอดเยี่ยมจนผู้คนติดใจ จากแผงลอยเล็กๆ จึงกลายเป็ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีสาขากระจัดกระจายไปทั่วเมืองใหญ่ในประเทศ
อาหารที่กำลังประกอบอยู่ในตอนนี้ คือการนำสูตรจากแม่ครัวในจวนสกุลฮั่วมาปรับปรุงให้อร่อยยิ่งขึ้น
กลิ่นหอมฟุ้งในบ้านฮั่วลอยออกมานอกบ้าน คนในหมู่บ้านที่เดินผ่านหน้าบ้านหรืออยู่ใกล้ได้กลิ่นหอมจนท้องร้อง
เด็กหลายคนที่ได้ยินว่าบ้านฮั่วจับกุ้งัได้หลายตัวจึงวิ่งมาดู แต่กลิ่นหอมที่ลอยออกมาบ่งบอกได้ว่ากุ้งัตัวเป็ๆ คงถูกนำไปประกอบอาหารเสียแล้ว พวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งอยู่หน้าประตูบ้านสูดกลิ่นหอมๆ ของมันแทน
ภายในลานบ้านฮั่วมีโต๊ะตั้งอยู่กลางลานบ้าน เสี่ยวเฟิงช่วยประคองฮั่วหนานอันออกมาจากบ้าน ทันทีที่เห็นหน้าตาของอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ฮั่วหนานอันยืนยันเลยว่า พวกมันน่ารับประทานเสียกว่าฝีมือแม่ครัวในจวนสกุลฮั่ว
ฮั่วิจูเลื่อนเก้าอี้ให้กับบิดานั่งลง “อาหารบำรุงร่างกายให้ท่านพ่อหายป่วยเร็วๆ”
หวังซื่อเบือนหน้าหนีการประจบประแจงที่มากเกินไปของบุตรสาว ถ้าเกิดว่าเขาไม่ทำตามหรือทำตามที่บุตรสาวร้องขอไม่ได้ คนที่ผิดหวังที่สุดคือคนที่คาดหวัง
ซึ่งนางไม่ได้คาดหวังอะไรกับสามีมากนัก ขอเพียงแค่ไม่ทำตัวเสเพลจนเป็รอยด่างพร้อยในชีวิตบุตรสาวทั้งสองก็มากเกินพอ
แม่นมเจียงกับเสี่ยวเฟิงก็นั่งทานอาหารพร้อมกับบรรดาเ้านาย อยู่ที่นี่ทุกคนล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคจนกว่าจะได้รับคำสั่งเรียกตัวกลับเมืองหลวง
ทุกคนลิ้มลองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความพึงพอใจกับรสชาติของมัน
ฮั่วหนานอันรู้สึกว่าอาหารวันนี้อร่อยกว่าฝีมือของแม่ครัวสกุลฮั่วหลายเท่านัก ทั้งที่เป็อาหารแบบเดียวกัน แต่รสชาติและสีสันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ความพึงพอใจมักผ่านไปเร็ว อาหารบนโต๊ะถูกจัดการจนเกลี้ยง ชามแต่ละใบถ้าไม่มีคราบมันติด คงนึกว่าถูกล้างแล้วนำมาวางไว้บนโต๊ะ
ฮั่วหนานอันกำลังจะยกมือขึ้บลูบหน้าท้อง ต้องเปลี่ยนใจแล้วลดมือลงวางบนตัก ถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะถูกเก็บไปล้างโดยเสี่ยวเฟิงและแม่นมเจียง ส่วนภรรยาคนงามก็รีบนำผ้ามาเช็ดโต๊ะ
บุตรสาวทั้งสองช่วยกันกวาดทำความสะอาดพื้น ทุกคนทำงานกันจนดูวุ่นวาย มีเพียงตนเท่านั้นที่นั่งว่างไม่ต้องทำอันใดอยู่คนเดียว
แต่ก่อนฮั่วหนานอันไม่เคยรู้สึกอะไรกับการทำงานของบ่าว ทว่าตอนนี้คนที่ทำงานคือภรรยาและบุตรทั้งสอง ย่อมเกิดความรู้สึกไม่ดีเป็ธรรมดา
“เชิญท่านพ่อไปนั่งตรงม้านั่งตัวนั้นก่อน ข้าจะทำความสะอาดบริเวณนี้เ้าค่ะ” ฮั่วิจูวางไม้กวาดในมือ กวักมือเรียกพี่สาวมาช่วยประคองบิดาไปนั่งบริเวณอื่น
ฮั่วหนานอันเห็นบุตรสาวทั้งสองที่สูงยังไม่ถึงเอวจะเข้ามาประคองจึงยกมือห้าม “พ่อเดินไปเอง” พยายามเดินกะเผลกไปยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูบ้าน นั่งมองดูบุตรสาวทั้งสองและภรรยาทำงานได้ไม่ถึงเค่อ ก็รีบหนีกลับเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกผิด
(1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที)
พอฮั่วหนานอันเดินหนีเข้าไปในห้อง ฮั่วิจูก็วางไม้กวาด นางสบตากับพี่สาวอย่างมีเลศนัย
“ที่เ้าบอกมาจะได้ผลจริงหรือ” ฮั่วเจินจูกระซิบข้างหูน้องสาว
“เดี๋ยวท่านจะได้เห็นในไม่ช้า ท่านพ่อน่ะรักพวกเรามาก”
ยังมิวายยืนยันให้พี่สาวมั่นใจว่าท่านพ่อรักครอบครัวกว่าที่แสดงออก ชาติที่แล้วพี่สาวไม่ได้คลุกคลีกับท่านพ่อมากเท่าไหร่นัก และยังตั้งกำแพงขึ้นมาเป็เกราะป้องกัน เพราะเห็นท่านแม่ถูกผู้อื่นดูถูกและนินทาว่าเป็หญิงงามที่อาภัพ
หวังซื่อเหลือบตามองการกระซิบกระซาบกันของบุตรสาวทั้งสอง ไม่รู้ว่าบุตรสาวคนเล็กเป็คนเ้าแผนการั้แ่เมื่อไหร่