เปิดเผยมิติ
หกโมงเช้า ม่านฟ้ารีบไปบ้านยายแตน บ้านที่รวยที่สุดในหมู่บ้านนั่นแหละ วันนี้เธอไปเหมาเข่งสานทั้งหมดของแกมาห้าสิบเข่ง
“นี่ยายแตนทำทั้งวันทั้งคืนไม่นอนรึไง?” ม่านฟ้าถามแหกปากอย่างใ
ยายแตนก็บอกว่า “ตาจิตก็มาช่วยยายสานด้วยนะ ฮี่ๆ”
เพราะว่างมากและลูกหลานต่างทำงานแทนแกทั้งหมดแล้ว พวกเขาไม่ยอมให้ทั้งสองคนตายายทำอะไรเลย ทั้งสองเลยว่างมาก พอม่านฟ้าเข้ามาขอซื้อเหมาเข่ง ยายแตนก็ยิ้มแฉ่ง แม้แทบจะไม่มีฟันแล้วก็เถอะ แต่ก็น่ารักดี เนอะ
ตาจิตถาม “่นี้เห็นว่าที่สวนไปได้ดีรึหนูม่าน?”
“ค่ะตาจิต หนูเพิ่งซื้อที่ดินข้างๆ กะจะทำบ้านพักคนงาน”
“เชื้อพ่อแรง สมแล้วที่เป็ลูกของเ้าพิภพ”
“ค่ะ”
“หนูไปก่อนนะคะ หนูจะไปซื้อเข่งเพิ่มอีก”
“แล้วจะขนยังไงล่ะ?” ยายแตนถามอย่างเป็ห่วง
“หนูจะไปจ้างตาพวงค่ะ ใช้รถสามล้อของตาพวงดีกว่า”
“ดีๆ” ยายแตนโล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่เที่ยวปั่นจักรยานไปมาให้ขาแตก
จากนั้นม่านฟ้าก็นั่งรถพ่วงของตาพวงและให้ตาขี่ไปรอบหมู่บ้านเพื่อขอซื้อเข่งสานมาให้หมด เธอได้รวบรวมได้ทั้งหมดสองร้อยเข่งสำหรับวันนี้
ตาพวงกับเธอช่วยขนเข่งมาไว้ในสวน ม่านฟ้าให้เงินตาพวงไปห้าสิบบาท ตาพวงถึงกับตาโต นี่มากไปไหม?
“นี่มันเยอะไปนะหนูม่าน ตาไม่กล้ารับขนาดนี้หรอก”
ตาพวงเกรงใจ เมื่อก่อนตอนม่านฟ้าลำบากเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ตัวของเขาเองก็ลำบากเหมือนกัน ม่านฟ้ารับรู้แต่เธอไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย เธอจำได้ว่าตาพวงเป็คนใจดี บ้างครั้งตาพวงก็ให้เธอนั่งรถของแกไปโรงเรียน ตาพวงเป็คนมีน้ำใจมาก แม้ว่าเขาจะลำบากอยู่ก็ตาม
จะช่วยคนอื่นๆจำเป็ต้องให้เงินด้วยเหรอ?
แค่น้ำใจเล็กๆน้อยๆก็พอ
“เอาไปเถอะจ๊ะ ไม่งั้นคราวหน้าหนูจะไม่ไปขอให้ตาพวงช่วยอีกแล้วนะ”
“เฮ้อ… ก็ได้ แล้วหนูยังเอาเข่งเพิ่มอีกไหม?”
“ไม่ละจ๊ะ นี่ก็เยอะแล้ว หนูกำลังจะทำบ้านพักคนงาน เมื่อถึงตอนนั้นเดี๋ยวหนูจะขอให้ตาพวงช่วยซื้อพวกจาน ถ้วย ช้อน ให้หน่อยนะจ๊ะ ในอนาคตมีของให้ซื้อเยอะแยะเลย”
“ได้สิๆ เรียกตาพวงได้เลยนะ” ตาพวงย่อมเต็มใจที่จะช่วยอยู่แล้ว ด้วยค่าจ้างของหนูม่านที่ให้มาวันนี้ ตาพวงสามารถอยู่ได้ถึงครึ่งปีเลย จะว่าไปนังหนูใช้เงินมือเติบจริงๆ
แต่สำหรับม่านฟ้า เธอคิดว่ามันถูกมาก สำหรับโลกโน้นมันก็ถือว่าถูกอ่ะ เธอยังไม่ชินค่าครองชีพที่นี่จริงๆ เธอเองก็ได้เงินง่ายๆเพราะมีระบบมิติเกมฟาร์ม มีระบบอยู่ยังไงเธอก็รวย ไม่มีทางจนค่ะ
“่นี้ตาพวงว่างใช่ไหมจ๊ะ?”
“ใช่ๆ”
“ตาพวงเอาหมูแดดเดียวของหนูไปขายที่ตลาดนะ หนูให้ตาพวงถุงละห้าบาท”
“จะดีเหรอ? ตั้งห้าบาทเลยนะ”
ม่านฟ้าปวดหัว หนึ่งบาทที่นี่ซื้ออะไรได้บ้างวะ ทำไมตาแกพูดเหมือนมันเยอะมาก สงสัยต้องไปตลาด ลองไปร้านขายของธรรมดาดู เธอไปร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายต้นไม้ แต่ไม่เคยไปซื้อของกินตามร้านอาหารหรือซื้อขนมข้างทางเลย สงสัยต้องลองไปใช้เงินดูบ้างแล้ว
“ยังไงหนูก็กำไรเยอะอยู่ดีค่ะ” จากนั้นเธอก็กดสั่งเครื่องแปรรูปหมูในมิติให้ผลิตหมูแดดเดียวออกมาจำนวนสองร้อยแพ็ค แต่ชาวบ้านที่นี่คงต้องเรียกว่าถุงล่ะนะ
ม่านฟ้าทำกับข้าวกินกับตาพวงในสวน ตาพวงอยู่คนเดียว เมียกับลูกๆทิ้งแกไปหมดแล้ว เพราะแกจนและไม่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวให้มีอนาคตที่ดีกว่านี้ เมียกับลูกแกจึงเข้าไปอยู่ในเมืองยี่สิบกว่าปีแล้วและไม่คิดจะกลับมาอีกเลย น่าสงสารสุดๆ
“อร่อยดีนะหนูม่าน ข้าวกระเพราหมูไข่ดาวเนี่ย”
“ทานให้หมดนะคะ”
“หมูแพงมากเลยนะ ครั้งแรกเลยได้กินหมูเยอะขนาดนี้” แค่ข้าวจานหนึ่ง ตาพวงก็ดีใจแล้ว ความสุขของคนแก่ที่นี่เรียบง่ายมาก ในเมืองสยามก็เหนื่อย แต่เหนื่อยแบบกระเสือกกระสน เธอเข้าใจชีวิตคนในเมืองดี ทั้งเื่สังคม หน้าตา ความรู้การศึกษา ฐานะ การแข่งขันการค้าที่รุนแรง ชนบทไม่ค่อยมีเหตุฆ่าตัวตาย ไม่เหมือนคนในเมือง ติดนิสัยขึ้นแล้วลงยาก รับความจริงไม่ได้ ที่จริงมนุษย์สามารถปรับตัวได้ง่ายแท้ๆ ถ้ายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้
“ตาพวงมาอยู่กับหนูไหม? ตาขายที่ของตาให้หนู เดี๋ยวหนูจะสร้างบ้านให้ตาเอง หนูจะดูแลตาพวงเอง”
“นะ นี่ๆ หนูพูดจริงเหรอ?”
“สวนหนูใหญ่โต มีตาช่วยเดินดู หนูก็หายห่วง”
จู่ๆ ตาพวงก็เหมือนจะเห็นว่าม่านฟ้ามีออร่าบางอย่างครอบคลุม
ตาพวงขยี้ตาดูอีกที ก็ไม่มีอะไรนี่!
สงสัย แดดแรงจนเขาตาลาย
ในบั้นปลายชีวิตของตาพวง เขาเองก็อยากมีใครสักคนอยู่ดูแลให้ ไม่อยากตายอย่างโดดเดี่ยว นังหนูม่านเองก็อยู่คนเดียว เป็เด็กกำพร้าแถมยังสู้ชีวิตอีก นับว่าเขาสู้เด็กตัวเล็กๆไม่ได้จริงๆ
สมกับเป็ลูกของพิภพ
“หนูจะดูแลตาเองค่ะ มากับหนูเถอะค่ะ”
ม่านฟ้ารู้สึกว่าเธอต้องช่วยตาพวง เหมือนมีอะไรดลใจ ให้เธออยากช่วยเหลือเขา
“อืม ขอบใจนะหนูม่าน ขอบใจที่สงสารตา คนแก่อย่างตาไม่คิดเลยว่าจะมีคน้า”
ขอบตาของตาพวงแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างดีใจ
“หนูเข้าใจการอยู่คนเดียวดีค่ะ มันเหงามาก”
ใช่! ชาติก่อนเธอยู่คนเดียวมาโดยตลอด ไม่มีใครเคียงข้างเธอเลย จะมีก็แต่ความว่างเปล่า เธอจึงใช้เวลาไปกับการเล่นอินเทอร์เน็ตและการดูละคร
เวลาต่อมาเมื่อลุงผินมาหาเธอ เธอก็บอกลุงผินถึงความ้า เธออยากให้ตาพวงมาอยู่ด้วย ลุงผินก็เห็นดีเห็นงาม เมื่อตาพวงมาอยู่ด้วย ความลับของเธอยังไงก็เก็บไม่อยู่ เธอจึงตัดสินใจที่จะบอกตาพวงกับลุงผินเื่มิติ
ตอนแรกทั้งสองคิดว่าเธอคงอำเล่น เธอเลยแสดงอภินิหารซะ มันจะได้จบๆ ม่านฟ้าเอาเข่งมาเรียงห้าใบจากนั้นเธอดีดนิ้ว ทุเรียนมาอยู่ทั้งห้าเข่งจนเต็ม ทั้งสองแทบหงายหลังไปกับพื้น
จากนั้นเธอก็โชว์การใส่ปุ๋ยและรดน้ำให้ทั้งสองได้เห็น คราวนี้ทั้งสองนั่งร่วงลงไปกับพื้นแถมอ้าปากค้างอีก
“เชื่อหรือยังคะ?”
“มะ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ” ลุงผินพูดพร้อมเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อที่หน้าผาก วันนี้กลับไปบ้าน เขาคงต้องไปชงยาหอมกิน
“หนูบอกลุงผินกับตาพวงเพราะหนูรู้ว่าลุงผินกับตาพวงจะไม่ทำร้ายหนู และแน่นอนว่าหนูไม่ใช่ผีสางหรือปีศาจ หนูเป็คนธรรมดา ทุเรียนตกใส่หัวก็เจ็บเหมือนกันนะคะ”
ลุงผินกับตาพวงหัวเราะกับมุขตลกของเธอ “เราไม่คิดว่าหนูเป็ปีศาจหรอก หนูออกจะน่ารักขนาดนี้ จะให้ลุงบอกมะเฟืองกับมะไฟไหม?"
“ให้ทั้งสองมาที่บ้านหนูดีกว่า เดี๋ยวหนูจะอธิบายพวกเขาเอง”
“ได้ๆ งั้นลุงไปรับทั้งสองมาก่อน ตอนนี้น่าจะเลิกเรียนแล้ว ลุงว่าบ้านของหนูก็ควรจะขยายและปรับปรุงนะ”
“ค่า หนูก็คิดอย่างนั้น”
“เดี๋ยวลุงจะโทรไปบอกน้าพายให้”
อีกด้านหนึ่ง
ชายปริศนาที่กำลังอ่านหนังสือได้ปิดหนังสือลง
พระเ้าแห่งมิติพูด “อิงฟ้าใช้พรของเ้าได้คล่องแล้วนะ”
“อืม นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น อีกไม่นาน เธอจะมีพรรคพวกมากกว่านี้”
ชายปริศนามองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างคือ ดาวโลกที่ม่านฟ้าอยู่
โลกที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้ มีออร่าสีม่วงที่ดุน่าสยดสยองเต็มไปหมด
เขาหวังว่าจะเธอจะผ่านไปได้กับโลกที่ไม่สมบูรณ์นี้